<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="https://prnewsplus.com/assets/xsl/rss.xsl"?>
<rss version="2.0"
     xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
     xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
     xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
     xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/">
    <channel>
        <title>PRNewsPlus พีอาร์นิวส์พลัส - ข่าวทั้งหมด</title>
        <link>https://prnewsplus.com</link>
        <description>ศูนย์รวมข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ - แพลตฟอร์ม PR Subscription สำหรับ SME และเอเจนซี่</description>
        <language>th</language>
        <copyright>Copyright 2026 PRNewsPlus พีอาร์นิวส์พลัส. All rights reserved.</copyright>
        <managingEditor>pr@prnewsplus.com (PRNewsPlus พีอาร์นิวส์พลัส)</managingEditor>
        <webMaster>pr@prnewsplus.com (PRNewsPlus พีอาร์นิวส์พลัส)</webMaster>
        <lastBuildDate>Fri, 25 Sep 2026 04:26:07 +0700</lastBuildDate>
        <generator>PRNewsPlus พีอาร์นิวส์พลัส</generator>
        <docs>https://www.rssboard.org/rss-specification</docs>
        <ttl>60</ttl>

        <image>
            <url>https://prnewsplus.com/public/assets/images/logo.png</url>
            <title>PRNewsPlus พีอาร์นิวส์พลัส</title>
            <link>https://prnewsplus.com</link>
            <width>144</width>
            <height>40</height>
        </image>

        <atom:link href="https://prnewsplus.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml"/>

        <item>
            <title>มจธ. ร่วมสร้างวิศวกรนักปฏิบัติอัจฉริยะ พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ไทยโคเซ็น ยึดหลักการความร่วมมือทุกภาคส่วน</title>
            <link>https://prnewsplus.com/education/4550-มจธ-ร่วมสร้างวิศวกรนักปฏิบัติอัจฉริยะ-พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่-ไทยโคเซ็น-ยึดหลักการความร่วมมือทุกภาคส่วน</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/education/4550-มจธ-ร่วมสร้างวิศวกรนักปฏิบัติอัจฉริยะ-พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่-ไทยโคเซ็น-ยึดหลักการความร่วมมือทุกภาคส่วน</guid>
            <pubDate>Thu, 24 Sep 2026 20:43:13 +0700</pubDate>
            <dc:creator>ณลิยา จิระภัคฆนากร</dc:creator>
            <category>การศึกษา</category>
            <description><![CDATA[ภาคอุตสาหกรรมตอบรับดี ผลการขับเคลื่อนโมเดล Thai-KOSEN ยกระดับการศึกษาไทย ปั้น "วิศวกรนักปฏิบัติ" สมรรถนะสูง แก้โจทย์ Skills Mismatch และเตรียมขยายผลเฟส 2 สู่ระดับภูมิภาค...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>AI ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีใหม่ กำลังเปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหา <strong>ช่องว่างระหว่างทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตได้กับความต้องการของอุตสาหกรรม (Skills Mismatch)</strong> โดยข้อมูล Talent Landscape 2025 - 2029 ของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สะท้อนความต้องการกำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลายด้าน โจทย์ของประเทศจึงไม่ใช่เพียง <strong>“ผลิตวิศวกรให้มากพอ”</strong> แต่ต้องสร้างคนที่มีทักษะตรงงาน ลงมือทำเป็น และพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่</p><p><br></p><p>หนึ่งในโมเดลที่เข้ามาลดช่องว่างดังกล่าวคือ <strong>Thai-KOSEN</strong> ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย–ญี่ปุ่น ผ่าน KOSEN KMUTT และ KOSEN-KMITL เพื่อพัฒนา <strong>“วิศวกรนักปฏิบัติ”</strong> ที่เชื่อมการเรียนกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ยังอยู่ในระบบการศึกษา</p><p><br></p><p><strong>นางวัฒนาโสภี สุขสอาด ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการสถาบันไทยโคเซ็น สำนักงานปลัดกระทรวง อว. </strong>กล่าวว่า หลังดำเนินโครงการมากว่า 8 ปี การจัดการศึกษาในรูปแบบโคเซ็น (KOSEN Education) เริ่มได้รับการตอบรับจากภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่น จุดเด่นคือการสร้าง <strong>“วิศวกรนักปฏิบัติ”</strong> ตั้งแต่จบ ม.3 จนสำเร็จการศึกษา 5 ปี เรียนทฤษฎีควบคู่กับการทำโครงงาน ฝึกงาน และแก้โจทย์จริงร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างคนตั้งแต่ยังเรียน แทนที่จะรอรับบัณฑิตแล้วจึงเริ่มฝึกใหม่</p><p><br></p><p>“เราต้องการผลิต <strong>‘วิศวกรมือเปื้อน’</strong> ที่มีสมรรถนะสูง เด็กโคเซ็นไม่ได้เรียนแค่ในห้อง แต่ต้องได้ลงมือทำและเจอโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่การทำโครงงาน การฝึกงาน ไปจนถึงโครงงานปีสุดท้ายร่วมกับบริษัท เป้าหมายคือเมื่อจบแล้วต้อง<strong> คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และพร้อมทำงานได้ตั้งแต่วันแรก</strong>”</p><p><br></p><p><strong>รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</strong> <strong>(มจธ.)</strong> กล่าวว่า ซึ่งปีนี้ KOSEN KMUTT รุ่นที่ 2 มีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวน 45 คน ซึ่งทุกคนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการก่อนจบการศึกษา ปัจจุบันมีนักศึกษารวม 378 คน ใน 3 สาขาวิชา ได้แก่ วิศวกรรมอัตโนมัติ วิศวกรรมชีวภาพ และวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ</p><p><br></p><p>หัวใจสำคัญของ KOSEN KMUTT คือการดึงภาคอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ก่อนจบ โดยปีนี้มีบริษัทกว่า 30 แห่ง เข้ามาเชื่อมต่อกับผู้เรียน ตั้งแต่การฝึกประสบการณ์จริงไปจนถึงโอกาสจ้างงาน ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและชีวภาพ ซอฟต์แวร์ และเคมี</p><p><br></p><p>ผลลัพธ์ของ KOSEN ยังเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน <strong>ณัฐภัทร แสงสุวรรณ์ (เติ้ล)</strong> ผู้สำเร็จการศึกษา KOSEN KMUTT รุ่นที่ 2 เล่าว่า จากเด็กที่เคยไม่มีเป้าหมายกับการเรียน ตลอด 5 ปี โคเซ็นช่วยเปลี่ยนทั้งทักษะและวิธีคิด “ปีแรก ๆ ผมค่อนข้างเกเร แต่พอผ่าน 5 ปี <strong>สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด คือ นิสัย ผมเอาการเอางานและรอบคอบขึ้น กล้าคิดและกล้าเสนอความเห็นมากขึ้น</strong>” ปัจจุบันณัฐภัทรทำงานที่ บริษัทสยามมิชลิน ควบคู่ไปกับการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ด้านวิศวกรรมอัตโนมัติที่ มจธ.</p><p><br></p><p>ขณะที่ <strong>สุกฤตา ประเสริฐโชค (เมย์) </strong>ผู้สำเร็จการศึกษารุ่นเดียวกัน มองว่า จุดเด่นของโคเซ็นคือการเชื่อมความรู้หลายด้านเข้ากับการทำโครงงาน “เราไม่ได้เรียนคณิต วิทย์ ภาษา หรือวิศวกรรมแยกออกจากกัน แต่เรียนให้เห็นว่านำความรู้แต่ละด้านมาใช้แก้ปัญหาร่วมกันอย่างไร ที่สำคัญคือได้เรียนทักษะวิศวกรรมตั้งแต่ ม.4 และฝึกทำงานร่วมกับคนอื่นมาตลอด” ปัจจุบันสุกฤตาทำงานด้านระบบอัตโนมัติ ออกแบบวงจรและเขียนโปรแกรมที่บริษัท Inspire Tech Co., Ltd. พร้อมกับศึกษาต่อไปด้วย</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันไทยโคเซ็นยังไม่เพียงพอต่อโจทย์การพัฒนากำลังคนของประเทศ นางวัฒนาโสภี กล่าวว่า Thai-KOSEN ระยะแรกมีเป้าหมายผู้เรียนประมาณ 1,080 คน เปิดสอน 6 หลักสูตร ซึ่งยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โครงการระยะที่ 2 จึงเตรียมพัฒนาโครงการเพื่อขยายผลสถาบันไทยโคเซ็นไปสู่สถาบันการศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ<strong> พร้อมดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาหลักสูตร</strong> เพื่อเปลี่ยนบทบาทจาก <strong>“ผู้รับบัณฑิต” เป็น “ผู้ร่วมสร้างคน”</strong> ตั้งแต่การให้โจทย์จริง เปิดพื้นที่ฝึกงาน ไปจนถึงร่วมพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยข้อเสนอ Thai-KOSEN ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป</p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab4a90209c7f_1790224642.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab4a90209c7f_1790224642.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>G’nite จับมือ 7-Eleven เดินหน้าขยายแคมเปญ พักไม่ผิด นำ G’nite Gummy เข้าถึง Night Routine ของคนไทย</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4551-gnite-จับมือ-7-eleven-เดินหน้าขยายแคมเปญ-พักไม่ผิด-นำ-gnite-gummy-เข้าถึง-night-routine-ของคนไทย</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4551-gnite-จับมือ-7-eleven-เดินหน้าขยายแคมเปญ-พักไม่ผิด-นำ-gnite-gummy-เข้าถึง-night-routine-ของคนไทย</guid>
            <pubDate>Thu, 24 Sep 2026 20:43:11 +0700</pubDate>
            <dc:creator>forpr andsocial</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[	G’nite แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับช่วงเวลาก่อนนอน ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ 7-Eleven ขยายการวางจำหน่าย G'nite Gummy ผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกกว่า 14,000 สาขาทั่วประเทศ เพื่อวาง G'nite ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Night Routine ของผู้บริโภคยุคใหม่	ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เทรนด์ Sle...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p class="ql-align-justify">	<strong>G’nite แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับช่วงเวลาก่อนนอน ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ 7-Eleven ขยายการวางจำหน่าย G'nite Gummy ผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกกว่า 14,000 สาขาทั่วประเทศ เพื่อวาง G'nite ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Night Routine ของผู้บริโภคยุคใหม่</strong></p><p class="ql-align-justify">	ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่เทรนด์ Sleep Wellness กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มของผู้บริโภคในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพการนอนหลับ ในฐานะ แบรนด์ G’nite เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเรื่องการนอนหลับ ภายใต้แนวคิด "การพักที่ดีที่สุดคือการนอน" G'nite จึงอยากปรับเปลี่ยนมุมมองการนอน จากเป็นเรื่องที่ไม่ให้ความสำคัญ หรือมองข้าม ให้กลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ของการดูแลตัวเองในแต่ละวัน</p><p class="ql-align-justify">	โดยได้รับความร่วมมือจาก<strong> คุณกุสาวดี เตชะวิจิตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ Purchasing Non-Food และคุณอุมาพร เรืองยังมี ผู้จัดการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ Consumer Health ตัวแทน 7-Eleven </strong>ซึ่งเป็นพันธมิตรช่องทางหลักสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนของ G'nite ในการลดอุปสรรคระหว่างผู้บริโภคกับการดูแลตัวเองก่อนนอน เพราะ 7-Eleven ไม่ใช่แค่ร้านค้าปลีก แต่คือพื้นที่ที่อยู่ในทุกย่าน ทุกเส้นทาง และทุกช่วงเวลาของชีวิตคนไทย การที่ G'nite ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้น หมายความว่าการเริ่มต้น Night Routine ที่ดี เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ทันที</p><p class="ql-align-justify">	<strong>คุณจิรัชยา สุทธานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบรนด์ G’nite</strong> กล่าวว่า “เราไม่ได้แค่ขยายช่องทางการขาย แต่เราอยากให้ G’nite คอยอยู่เคียงข้างผู้บริโภคทุกครั้งก่อนนอน ในช่วงเวลาที่เขาพร้อมจะทิ้งความเหนื่อยล้า แล้วพักผ่อนได้อย่างเต็มที่”</p><p class="ql-align-justify">	ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดัน G’nite ให้เติบโตในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับช่วงเวลาก่อนนอน พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Night Routine ในชีวิตประจำวันของคนไทย</p><p class="ql-align-justify">	 </p><p class="ql-align-justify"><strong>“พักไม่ผิด” เปลี่ยนมุมมองการพักผ่อนของคนไทย</strong></p><p class="ql-align-justify">	ภายใต้แนวคิด <strong>“พักไม่ผิด” </strong>G’nite ต้องการชวนคนไทยเปลี่ยนมุมมองต่อการพักผ่อน จากความรู้สึกว่า “ยังพักไม่ได้” หรือ “อีกนิดก็เสร็จ” สู่การยอมรับว่าการพักคือส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเอง G’nite เชื่อว่า <strong>“การพักที่ดีที่สุดคือการนอน”</strong> เพราะการให้เวลากับตัวเองในช่วงก่อนนอน ไม่ใช่การหยุดพัฒนาตัวเอง แต่เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับวันใหม่</p><p class="ql-align-justify"><strong> </strong></p><p class="ql-align-justify"><strong>G’nite Gummy จุดเริ่มต้นของ Night Routine</strong></p><p class="ql-align-justify">	G’nite Gummy เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ G’nite ที่พัฒนาด้วยสูตร <strong>MagniNite™</strong> ผสาน 3 ส่วนผสม ได้แก่ แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต เห็ดหลินจือสกัด และคาโมมายล์สกัด ในรูปแบบกัมมี่ที่รับประทานง่าย โดยแนะนำให้รับประทาน <strong>2 ชิ้นก่อนนอน 20–30 นาที</strong> เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรก่อนนอนที่สามารถทำได้ง่ายและต่อเนื่องในทุกคืน</p><p class="ql-align-justify">	การร่วมมือระหว่าง G’nite และ 7-Eleven ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจของแบรนด์ G’nite แต่ยังเป็นการส่งต่อแนวคิด <strong>“พักไม่ผิด”</strong> ให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และร่วมสร้างมุมมองใหม่ว่า <strong>“คืนนี้พักได้ พักไม่ผิด”</strong></p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab4dcb1e4f6e_1790237873.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab4dcb1e4f6e_1790237873.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>5 สัญญาณเตือนภาวะเบิร์นเอาต์ ก่อนที่หมอจะวินิจฉัย: เช็กตัวเองใน 2 นาที</title>
            <link>https://prnewsplus.com/health/4530-5-สัญญาณเตือนภาวะเบิร์นเอาต์-ก่อนที่หมอจะวินิจฉัย-เช็กตัวเองใน-2-นาที</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/health/4530-5-สัญญาณเตือนภาวะเบิร์นเอาต์-ก่อนที่หมอจะวินิจฉัย-เช็กตัวเองใน-2-นาที</guid>
            <pubDate>Thu, 24 Sep 2026 18:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>สุขภาพ / ความงาม</category>
            <description><![CDATA[ร่างกายส่งสัญญาณเตือนภาวะเบิร์นเอาต์มาก่อนที่คุณจะรู้ตัวเสมอ ตั้งแต่ปวดหัวบ่อย นอนไม่หลับ ไปจนถึงรู้สึกชาต่อทุกอย่าง WHO รับรองแล้วว่าเบิร์นเอาต์ไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่คือภาวะทางสุขภาพที่ต้องจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ร่างกายรู้ก่อนหัวใจ และหัวใจรู้ก่อนหมอเสมอ — นั่นคือความจริงของภาวะ <strong>เบิร์นเอาต์ (Burnout)</strong> องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรองอย่างเป็นทางการในระบบ ICD-11 รหัส QD85 ว่าเบิร์นเอาต์ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยหรือความขี้เกียจ แต่คือกลุ่มอาการจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่จัดการไม่ได้ และ <strong>5 สัญญาณเตือนภาวะเบิร์นเอาต์</strong> ที่จะพูดถึงนี้คือสิ่งที่ร่างกายกำลังกรีดร้องบอกคุณ — ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้</p>

<h2>เบิร์นเอาต์ไม่ใช่ "แค่เหนื่อย" — WHO ว่าอย่างไร?</h2>
<p>หลายคนสับสนระหว่างความเครียดทั่วไปกับภาวะเบิร์นเอาต์ ความแตกต่างสำคัญคือ ความเครียดปกติ <em>จัดการได้</em>ด้วยการพักผ่อน กิน ออกกำลังกาย หรือพูดคุยกับคนใกล้ชิด แต่เบิร์นเอาต์ไม่ใช่อย่างนั้น</p>
<p>WHO กำหนดเกณฑ์ 3 ข้อไว้ชัดเจน ได้แก่ (1) พลังงานหมดสิ้นหรืออ่อนล้าสะสม (2) ความรู้สึกห่างเหินหรือเย้ยหยันต่องาน และ (3) รู้สึกว่าตัวเองไม่มีประสิทธิภาพและขาดความสำเร็จ ถ้าคุณพักสุดสัปดาห์แล้วยังเหนื่อยอยู่ — นั่นคือสัญญาณแรกที่ต้องฟัง</p>
<p>งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน <em>Frontiers in Public Health</em> (พฤศจิกายน 2025) โดย Stefanos Karakolias สังเคราะห์หลักฐานจาก 45 งานวิจัยในช่วงปี 2010–2025 พบว่า สัญญาณเตือนล่วงหน้าของเบิร์นเอาต์มักไม่ถูกรับรู้จนกว่าภาวะจะกลายเป็นเรื้อรังเสียแล้ว</p>

<h2>5 สัญญาณเตือนภาวะเบิร์นเอาต์ที่ร่างกายส่งมาก่อน</h2>

<h3>สัญญาณที่ 1: ความเหนื่อยล้าที่นอนแล้วก็ยังไม่หาย</h3>
<p>ลองนึกภาพว่าคุณนอนหลับเต็มอิ่ม 8 ชั่วโมง แต่ตื่นมาแล้วรู้สึกราวกับว่าไม่ได้นอนเลย นั่นคือ <strong>ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Persistent Fatigue)</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้หลักในกรอบการตรวจจับเบิร์นเอาต์ล่วงหน้าที่ Karakolias เสนอ</p>
<p>ความเหนื่อยล้าจากเบิร์นเอาต์ไม่ใช่ความเหนื่อยหลังวิ่งมาราธอน แต่คือความแบนราบทางอารมณ์และร่างกายพร้อมกัน ราวกับว่า "ถังน้ำมันไม่มีแม้แต่หยดสุดท้าย" ผลพ่วงที่มาด้วยคือ <em>brain fog</em> หรืออาการสมองล้า คิดช้า หลงลืมง่าย ทำงานที่เคยทำได้สบายๆ กลับรู้สึกใช้พลังงานมากผิดปกติ</p>

<h3>สัญญาณที่ 2: ปวดหัวบ่อย คอตึง ปวดกล้ามเนื้อโดยไม่มีสาเหตุ</h3>
<p>นี่คือสัญญาณที่น่าตกใจที่สุดในเชิงตัวเลข งานวิจัยจาก <em>Australas Psychiatry</em> (2025–2026) พบว่า <strong>89%</strong> ของกลุ่มตัวอย่างที่กำลังเข้าสู่ภาวะเบิร์นเอาต์รายงานอาการปวดหัว และเป็นอาการเดียวที่พบสูงกว่าในกลุ่มที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะนี้อย่างชัดเจน</p>
<p>อาการปวดหัวตึงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ, คอแข็ง, และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไปโดยไม่รู้สาเหตุ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ร่างกายกำลังแสดงให้เห็นว่าระบบประสาทถูกกดดันมาเกินไปแล้ว นักวิจัยระบุว่าอาการเหล่านี้คือ "สัญญาณทางกายที่เร็วที่สุด" ของการเริ่มต้นความเครียดสะสม</p>

<h3>สัญญาณที่ 3: ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ — ป่วยบ่อยและหายช้า</h3>
<p>เคยรู้สึกไหมว่าช่วงไหนที่งานหนักสุด นั่นแหละที่ร่างกายพังก่อน? ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะความเครียดเรื้อรังกระตุ้นแกน <strong>HPA (Hypothalamic–Pituitary–Adrenal)</strong> ให้ทำงานต่อเนื่อง ผลคือระบบภูมิคุ้มกันถูกกดการทำงานลงอย่างเป็นระบบ</p>
<p>สัญญาณที่สังเกตได้: ป่วยบ่อยขึ้นผิดปกติ (เช่น เป็นหวัดแล้วก็หวัดอีก), หายจากไข้ช้ากว่าเดิม, หรือติดเชื้อเล็กน้อยที่ปกติไม่เคยสะทกสะท้านกลับต้องนอนพักหลายวัน — ร่างกายกำลังบอกว่าทรัพยากรทั้งหมดถูกโอนไปรับมือกับความเครียดจนไม่เหลือสำหรับป้องกันตัวเอง</p>

<h3>สัญญาณที่ 4: นอนไม่หลับ หรือหลับแล้วยังไม่สดชื่น</h3>
<p>ความขัดแย้งที่โหดร้ายที่สุดของเบิร์นเอาต์คือ คุณเหนื่อยสุดขีด แต่กลับนอนไม่หลับ หรือหลับได้แต่ตื่นมาก็ยังรู้สึกเพลีย ปัญหานี้ไม่ใช่ insomnia ปกติ แต่เป็นผลจากระบบประสาทอัตโนมัติที่ถูกกระตุ้นจนสุดและไม่ยอม "ปิดสวิตช์"</p>
<p>ความเครียดเรื้อรังทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง และรบกวนระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ซึ่งปกติมีหน้าที่ทำให้ร่างกายผ่อนคลายและเตรียมนอน เมื่อระบบนี้พัง การนอนหลับอย่างมีคุณภาพจึงเกิดขึ้นไม่ได้ และยิ่งทำให้ความเหนื่อยล้าในสัญญาณที่ 1 ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ</p>

<h3>สัญญาณที่ 5: อารมณ์ชา เย้ยหยัน หรือรู้สึกไม่แยแสสิ่งรอบข้าง</h3>
<p>นี่คือสัญญาณที่อันตรายที่สุดเพราะจับได้ยากที่สุด คุณไม่ได้โกรธ ไม่ได้เศร้า แต่คุณรู้สึก... ไม่รู้สึกอะไร งานที่เคยชอบ คนที่เคยสนุกด้วย สิ่งที่เคยให้พลังงาน กลายเป็นแค่เรื่องไม่สำคัญ</p>
<p>WHO ระบุว่า "ความรู้สึกห่างเหินหรือเย้ยหยันต่องาน" เป็น 1 ใน 3 เกณฑ์หลักของเบิร์นเอาต์ ถ้าคุณเริ่มบ่นมากขึ้น มองทุกอย่างในแง่ลบโดยไม่รู้สาเหตุ หรือปัญหาเล็กน้อยทำให้รู้สึกหนักเกินรับมือ — ระดับความเครียดคุณอาจข้ามเส้นมาสู่เบิร์นเอาต์แล้ว</p>

<h2>เปรียบเทียบ: ความเครียดปกติ vs สัญญาณเตือนภาวะเบิร์นเอาต์</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ด้านที่เปรียบเทียบ</th>
      <th>ความเครียดปกติ</th>
      <th>สัญญาณเตือนเบิร์นเอาต์</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>ความเหนื่อยล้า</td>
      <td>หายหลังพักผ่อน</td>
      <td>นอนเท่าไหร่ก็ยังเพลีย</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>อารมณ์</td>
      <td>ตึงเครียดชั่วคราว</td>
      <td>ชา เย้ยหยัน หรือระเบิดง่าย</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ร่างกาย</td>
      <td>ปวดเมื่อยบ้างแล้วหาย</td>
      <td>ปวดหัวเรื้อรัง ป่วยบ่อย ภูมิคุ้มกันอ่อน</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>การนอน</td>
      <td>อาจนอนไม่หลับบ้างในคืนเครียด</td>
      <td>นอนไม่หลับแม้เหนื่อย หรือหลับแล้วไม่สดชื่น</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>แนวทางแก้ไข</td>
      <td>พักผ่อน โภชนาการ กิจกรรมทางกาย</td>
      <td>ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>เช็กตัวเองใน 2 นาที: อยู่ตรงไหนของเส้นทาง?</h2>
<p>งานวิจัยจาก <em>Frontiers in Public Health</em> เสนอ <strong>"กรอบ 3 โดเมน"</strong> เพื่อตรวจจับเบิร์นเอาต์ล่วงหน้า ครอบคลุมตัวบ่งชี้ 3 ด้านที่ควรสำรวจตัวเองเป็นประจำ</p>
<ul>
  <li><strong>ด้านร่างกาย:</strong> ปวดหัวบ่อยไหม? นอนหลับแล้วสดชื่นไหม? ป่วยบ่อยกว่าเดิมไหม? มีอาการทางเดินอาหารที่ไม่ทราบสาเหตุไหม?</li>
  <li><strong>ด้านอารมณ์:</strong> รู้สึกหมดพลังงาน ท่วมท้น หรือชาต่อทุกอย่างไหม? บ่นหรือมองแง่ลบมากขึ้นผิดปกติไหม?</li>
  <li><strong>ด้านความคิด:</strong> มีปัญหาสมาธิ ลืมง่าย หรือรู้สึกว่างานที่เคยทำได้กลับรู้สึกหนักเกินรับมือไหม?</li>
</ul>
<p>ถ้าตอบ "ใช่" ใน 3 ข้อขึ้นไปจากทั้ง 3 ด้าน และอาการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 2 สัปดาห์ นั่นคือสัญญาณที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือแพทย์</p>
<p>กลุ่มที่เสี่ยงสูงเป็นพิเศษตามงานวิจัย ได้แก่ บุคลากรสาธารณสุข ครู ผู้ดูแลผู้ป่วย และผู้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันสูง — ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ ยิ่งต้องใส่ใจสัญญาณเหล่านี้เป็นพิเศษ</p>

<h2>ทำไมต้องจับสัญญาณให้เร็ว?</h2>
<p>เพราะเบิร์นเอาต์ที่ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้แค่ทำให้ทำงานไม่ได้ แต่ส่งผลกระทบที่ลึกกว่านั้น ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงของสมองจากความเครียดเรื้อรังนำไปสู่ความเหนื่อยล้าถาวร ภูมิคุ้มกันพัง ความเสี่ยงต่อปัญหาหัวใจ รวมถึงปัญหาสมาธิ อารมณ์ระเบิดง่าย และวางแผนอะไรไม่ได้</p>
<p>นักวิจัยและแพทย์เน้นตรงกันว่า <em>"สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดการเบิร์นเอาต์คือการรู้จักมันแต่เนิ่นๆ"</em> เพราะร่างกายส่งสัญญาณมาก่อนเสมอ ปวดหัว นอนไม่หลับ ท้องเสียโดยไม่มีเหตุ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อาการแบบสุ่ม แต่คือจดหมายเตือนที่ร่างกายส่งมาให้คุณอ่าน</p>
<p>อ่านแล้วก็อย่าทิ้งขว้าง</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC12689927/">Seeing burnout coming: early signs and recognition strategies in health professionals — Frontiers in Public Health, Nov 2025</a></li>
  <li><a href="https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC13062452/">Burnout: At times a physical state — Australas Psychiatry, 2025–2026</a></li>
  <li><a href="https://lifeskillsadvocate.com/blog/physical-signs-of-burnout/">Physical Signs Of Burnout Your Body Wants You To Notice — Life Skills Advocate, May 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.uppercclinic.com/resources/blog/physical-signs-of-burnout-body-signals">How Your Body Signals Burnout Before Your Mind Does — Upper Cervical Clinic, May 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.legacycommunityhealth.org/newsblog-5-signs-youre-experiencing-burnout-and-why-its-not-just-stress/">5 Signs You're Experiencing Burnout — Legacy Community Health, May 2025</a></li>
  <li><a href="https://evercaremedicalcentre.com/burnout-affects-body-physical-symptoms/">Why Burnout Affects the Body, Not Just the Mind — Evercare Medical Centre, May 2026</a></li>
  <li><a href="https://link.springer.com/article/10.1007/s11469-025-01603-1">Measuring ICD-11 Burnout: Burnout Syndrome Test — Springer, Dec 2025</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020170cb26.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020170cb26.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>หาเงินเสริมด้วย AI 5,000–15,000 บาท/เดือน: 6 วิธีที่คนไทยทำอยู่จริงในปี 2569</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4528-หาเงินเสริมด้วย-ai-500015000-บาทเดือน-6-วิธีที่คนไทยทำอยู่จริงในปี-2569</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4528-หาเงินเสริมด้วย-ai-500015000-บาทเดือน-6-วิธีที่คนไทยทำอยู่จริงในปี-2569</guid>
            <pubDate>Thu, 24 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[ไม่ต้องเป็นสายเทค ไม่ต้องลาออกจากงาน แค่ 1–2 ชั่วโมงต่อวัน คนไทยกว่า 37% เริ่มมีรายได้เสริมจาก AI แล้ว นี่คือ 6 วิธีที่ทำได้จริงพร้อมตัวเลขชัดๆ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>คนวัยทำงานไทยกว่า <strong>37%</strong> มีอาชีพเสริมควบคู่งานประจำในปี 2569 — และหลายคนในนั้นใช้ AI เป็นอาวุธหลัก <strong>การหาเงินเสริมด้วย AI</strong> ไม่ได้ต้องการพื้นฐานเขียนโค้ดหรือปริญญาไอที แค่มีทักษะที่ถนัดอยู่แล้ว บวกกับเวลา 1–2 ชั่วโมงต่อวัน ตัวเลขที่สมจริงสำหรับผู้เริ่มต้นอยู่ที่ <strong>5,000–15,000 บาทต่อเดือน</strong> ไม่ใช่ "$300 ต่อวัน" แบบที่โฆษณากันบนโซเชียล</p>

<h2>ทำไมปี 2569 ถึงเป็นจังหวะดีที่สุด?</h2>
<p>อัตราการนำ AI มาใช้ในธุรกิจไทยพุ่งจาก 24% ในปี 2567 มาอยู่ที่ <strong>32%</strong> ในปี 2569 Google Cloud เพิ่งเปิด Bangkok Region เมื่อมกราคมที่ผ่านมา และไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 67.8 ล้านคน หรือ 94.7% ของประชากร</p>
<p>ความหมายง่ายๆ คือ ธุรกิจอยากใช้ AI มากขึ้น แต่ไม่รู้วิธี — นั่นคือช่องว่างที่คนทั่วไปเข้าไปอุดได้</p>

<h2>6 วิธีหาเงินเสริมด้วย AI ที่คนไทยทำอยู่จริง</h2>

<h3>1. รับเขียนคอนเทนต์และ Copywriting ด้วย AI</h3>
<p>นี่คือวิธีที่ <strong>เริ่มเร็วที่สุดและไม่ต้องลงทุน</strong> เลยสักบาท ใช้เครื่องมือเช่น Claude, ChatGPT หรือ Jasper ช่วยผลิตบล็อกโพสต์, โฆษณา, อีเมลแคมเปญ หรือคอนเทนต์เว็บได้เร็วขึ้น 2–3 เท่าเมื่อเทียบกับเขียนเอง</p>
<p>บนแพลตฟอร์มอย่าง Upwork งานด้าน Prompt Engineering จ่าย <strong>$40–$150 ต่อชั่วโมง</strong> และนักเขียนที่ทำโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับ AI มีรายได้ต่อชั่วโมงสูงกว่านักเขียนทั่วไปถึง 44% สำหรับคนไทย ระดับเริ่มต้นที่มีลูกค้า 2–4 ราย มีรายได้ <strong>5,000–15,000 บาท/เดือน</strong> ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมงต่อวัน</p>

<h3>2. สร้าง Faceless YouTube / TikTok ด้วย AI</h3>
<p>ไม่อยากออกหน้ากล้อง? ไม่เป็นไร เครื่องมือ Text-to-Video เช่น OpenAI Sora, Runway หรือ Pika ในปี 2569 ก้าวหน้าจนสร้างวิดีโอคุณภาพดีได้โดยไม่ต้องถ่ายจริง</p>
<p>กระบวนการทำงานง่ายกว่าที่คิด: ให้ ChatGPT เขียนสคริปต์ → ให้ AI สร้างเสียงบรรยาย → ให้ AI สร้างภาพประกอบ → อัปโหลดและรอยอดวิว รายได้มาจากหลายทาง ทั้งค่าโฆษณา, สปอนเซอร์ และ Affiliate Marketing ลงทุนเวลาประมาณ <strong>1–2 ชั่วโมงต่อวันในช่วง 3 เดือนแรก</strong></p>

<h3>3. รับทำ Chatbot และ AI Automation ให้ธุรกิจ</h3>
<p>หลายธุรกิจขนาดกลางและเล็กอยากมี AI Chatbot บนเว็บหรือ LINE แต่ไม่มีทีมไอที เรียนรู้เครื่องมืออย่าง Botpress แล้วรับทำให้ธุรกิจเหล่านั้นโดยตรง</p>
<p>ค่าติดตั้งงานหนึ่งอยู่ที่ <strong>10,000–50,000 บาท</strong> บวกค่าดูแลรายเดือนอีก <strong>3,000–10,000 บาท</strong> ถ้าได้ลูกค้า 2 เจ้าที่ดูแลต่อเนื่อง รายได้ Passive ก็เริ่มก่อตัวแล้ว เวลาที่ต้องลงทุน <strong>1–2 ชั่วโมงต่อวัน</strong> ส่วนใหญ่เป็นช่วงเรียนรู้และเปิดรับงานแรก</p>

<h3>4. ขายคอร์สออนไลน์โดยให้ AI ช่วยผลิต</h3>
<p>ตลาดคอร์สออนไลน์ในไทยโตปีละ <strong>30%</strong> และราคาคอร์สในตลาด 990–5,990 บาทขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องนั่งสอนสด ใช้ ChatGPT ช่วยร่างหลักสูตร บทเรียน และแบบฝึกหัด แล้ววางขายบน Teachable, Skillshare หรือแม้แต่ Facebook Group</p>
<p>ค่าตอบแทนต่อคอร์สอยู่ที่ <strong>2,000–10,000 บาท</strong> ช่วงสร้างคอร์สใช้เวลา 1–3 ชั่วโมงต่อวัน แต่เมื่อคอร์สพร้อมแล้ว เวลาที่ต้องลงทุนลดลงมาก เพราะขายได้เองอัตโนมัติ</p>

<h3>5. Social Media Management ด้วย AI</h3>
<p>โรงแรม, ร้านอาหาร, ร้านค้าออนไลน์ และครีเอเตอร์ต่างต้องการคอนเทนต์และแคปชั่นมากขึ้นทุกวัน แต่ไม่มีเวลาทำเอง นั่นคือโอกาส</p>
<p>Freelancer ระดับเริ่มต้นที่ดูแล 2–5 ไคลเอนต์ หาเงินได้ <strong>10,000–50,000 บาท/เดือน</strong> บริการจัดการโซเชียลมีเดียครบวงจรอยู่ที่ 18,000–60,000 บาท/เดือน ส่วนแพ็กเกจวิดีโอสั้นเริ่มที่ 6,000–30,000 บาท/เดือน ใช้เวลา <strong>1–2 ชั่วโมงต่อวัน</strong></p>

<h3>6. AI Research และสรุปข้อมูลรับจ้าง</h3>
<p>เหมาะมากสำหรับนิสิต นักศึกษา หรือใครที่มีพื้นฐานความรู้เฉพาะทาง เช่น เทคโนโลยี, การแพทย์ หรือกฎหมาย ใช้ ChatGPT ช่วยสรุปบทความวิชาการ ค้นคว้าหัวข้อเฉพาะทาง และส่งมอบเป็นรายงาน</p>
<p>ค่าตอบแทนอยู่ที่ <strong>500–2,000 บาทต่องาน</strong> เป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ยังอยู่ในระหว่างเรียนหรือเพิ่งเริ่มต้น เวลาลงทุน <strong>1–2 ชั่วโมงต่อวัน</strong></p>

<h2>เปรียบเทียบ 6 วิธีหาเงินเสริมด้วย AI แบบเห็นภาพ</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>วิธี</th>
      <th>รายได้โดยประมาณ</th>
      <th>เวลาลงทุน/วัน</th>
      <th>เหมาะกับ</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>เขียนคอนเทนต์/Copywriting</td>
      <td>5,000–15,000 บาท/เดือน</td>
      <td>1.5–2 ชั่วโมง</td>
      <td>คนชอบเขียน, เริ่มทุกคน</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Faceless YouTube/TikTok</td>
      <td>ขึ้นกับยอดวิว + Affiliate</td>
      <td>1–2 ชั่วโมง</td>
      <td>คนอยากมี Passive Income</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Chatbot / AI Automation</td>
      <td>10,000–50,000 บาท/งาน + รายเดือน</td>
      <td>1–2 ชั่วโมง</td>
      <td>คนชอบเทค / B2B</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ขายคอร์สออนไลน์</td>
      <td>2,000–10,000 บาท/คอร์ส</td>
      <td>1–3 ชั่วโมง</td>
      <td>คนมีความรู้เฉพาะทาง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Social Media Management</td>
      <td>10,000–50,000 บาท/เดือน</td>
      <td>1–2 ชั่วโมง</td>
      <td>คนชอบโซเชียล / ครีเอทีฟ</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>AI Research / สรุปข้อมูล</td>
      <td>500–2,000 บาท/งาน</td>
      <td>1–2 ชั่วโมง</td>
      <td>นักศึกษา / ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>ความจริงที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม</h2>
<p>ผู้เริ่มต้นส่วนใหญ่มีรายได้จริงอยู่ที่ <strong>$500–$1,000 ต่อเดือนในช่วง 6 เดือนแรก</strong> ไม่ใช่ "$300 ต่อวัน" แบบที่เห็นบนโซเชียล ตัวเลขเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากการขายคอร์สสอนหาเงิน ไม่ใช่จากการทำ AI จริงๆ</p>
<p>สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ AI คือ <strong>"ตัวเร่ง" ของทักษะที่มีอยู่แล้ว</strong> ไม่ใช่ตัวแทนทักษะ คนที่ระบุทักษะ AI Tools ในโปรไฟล์ Upwork มีรายได้ต่อโปรเจกต์สูงกว่าผู้ที่ไม่ระบุถึง <strong>30–50%</strong> — แต่ฝีมือพื้นฐานต้องมีก่อน</p>
<p>และระวังช่องทางสีเทา เช่น TikTok AI Video บางประเภท ที่มีความเสี่ยงถูกระงับบัญชีโดยไม่มีการเตือน</p>

<h2>จะเริ่มจากตรงไหนถ้าไม่รู้จะทำอะไร?</h2>
<p>คำตอบตรงๆ คือ เริ่มจาก <strong>ทักษะที่มีอยู่แล้ว</strong> ไม่ใช่จากเครื่องมือ ถ้าชอบเขียน → เขียนคอนเทนต์ด้วย AI ถ้าชอบสอน → สร้างคอร์ส ถ้าชอบวิเคราะห์ข้อมูล → รับงานสรุปวิจัย</p>
<p>จุดเริ่มต้นที่สมจริงที่สุดสำหรับคนมีงานประจำคือ <strong>1–2 ชั่วโมงต่อวัน</strong> ทำให้สม่ำเสมอ 90 วัน ก่อนตัดสินใจว่าจะขยายหรือเปลี่ยนทิศ</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2923012">ไทยรัฐ — AI กับอาชีพเสริมคนไทย (มีนาคม 2569)</a></li>
  <li><a href="https://mewsocial.com/blog/ai-income-thai-guide-2026">MewSocial — คู่มือหาเงินด้วย AI สำหรับคนไทย (มีนาคม 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.dreamsignet.com/post/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-ai-2026-makemoneywithai">Dreamsignet — หาเงินด้วย AI 2569 (พฤษภาคม 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.chiangraitimes.com/ai/top-5-ways-to-make-money-with-ai-in-thailand-in-2026/">Chiang Rai Times — Top Ways to Make Money with AI in Thailand (เมษายน 2569)</a></li>
  <li><a href="https://ikhwarn.com/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-ai/">ikhwarn.com — หาเงินออนไลน์ด้วย AI (เมษายน 2569)</a></li>
  <li><a href="https://developersmatrix.com/trends/ai-side-hustles-make-money-2026">DevelopersMatrix — AI Side Hustles 2026 (เมษายน 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.ktc.co.th/article/knowledge/salary-man/how-to-make-money-with-chatgpt">KTC — วิธีหาเงินด้วย ChatGPT (ธันวาคม 2568)</a></li>
  <li><a href="https://ruul.io/blog/freelance-writer-rates">Ruul.io — Freelance Writer Rates (มิถุนายน 2569)</a></li>
  <li><a href="https://theaiforest.com/ai-side-hustles-that-actually-work-in-2026/">The AI Forest — AI Side Hustles That Actually Work (พฤษภาคม 2569)</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab02016e7f15.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab02016e7f15.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>MemberK เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการช้อปสินค้าเกาหลีผ่านแอป</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4548-memberk-เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการช้อปสินค้าเกาหลีผ่านแอป</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4548-memberk-เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการช้อปสินค้าเกาหลีผ่านแอป</guid>
            <pubDate>Wed, 23 Sep 2026 20:29:19 +0700</pubDate>
            <dc:creator>บริษัทไนน์ สมาร์ทเค จำกัด</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[MemberK เปิดประสบการณ์ช้อปสินค้าเกาหลีผ่านแอป รวม Beauty, Health, Food และ Lifestyle 
พร้อมรางวัล (Reward) รวม 200 บาท และสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิก...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<h2 class="ql-align-center"><strong>MemberK เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการช้อปสินค้าเกาหลี</strong></h2><h3 class="ql-align-center"><strong>พร้อมระบบรางวัล (Reward) ให้การช้อปมีมากกว่าการซื้อ</strong></h3><p>MemberK แพลตฟอร์มช้อปสินค้าเกาหลี เปิดประสบการณ์การช้อปในรูปแบบใหม่ผ่านแอป MemberK ที่รวบรวมสินค้าเกาหลีหลากหลายประเภท</p><p>ทั้ง Beauty, Health, Food และ Lifestyle ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกผ่านแอปเดียว</p><p>จุดเด่นของ MemberK คือระบบ รางวัล (Reward) ที่ผู้ใช้งานสามารถได้รับจากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในระบบ และนำ Reward มาใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าได้</p><p>ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการช้อปในแต่ละครั้ง</p><p>สมาชิกใหม่สามารถรับ รางวัล (Reward) รวม 200 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด และสามารถนำ Reward มาใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าได้ นอกจากนี้</p><p>ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี และเมื่อสะสม Reward ครบ 500 บาท สมาชิกสามารถเลือกนำไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าครั้งถัดไป หรือถอนออกตามเงื่อนไขของระบบ</p><p>นอกจากการช้อปสินค้าเกาหลีในราคาที่น่าสนใจแล้ว MemberK ยังมีระบบแนะนำสมาชิกที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้รับ รางวัล (Reward) ตามเงื่อนไขของระบบ จากการแนะนำคนรู้จักให้เข้ามาใช้งาน ทำให้สมาชิกสามารถได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการใช้งานแอป</p><p>MemberK มุ่งนำเสนอประสบการณ์การช้อปที่มากกว่าการซื้อสินค้า เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปที่สะดวกและมีสิทธิประโยชน์มากยิ่งขึ้น</p><p>สามารถดาวน์โหลดแอป MemberK เพื่อเลือกชมสินค้า โปรโมชั่น และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้แล้ววันนี้</p><p><br></p><p>ดาวน์โหลดได้ทั้ง <strong>App Store และ Google Play</strong></p><p><a href="https://memberk.com/app" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">https://memberk.com/app</a></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab36f8f4c367_1790144399.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab36f8f4c367_1790144399.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ถุงเก็บความเย็น vs ถุงผ้าสปันบอนด์ ต่างกันตรงไหน? เลือกใช้ให้เหมาะกับงาน</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4549-ถุงเก็บความเย็น-vs-ถุงผ้าสปันบอนด์-ต่างกันตรงไหน-เลือกใช้ให้เหมาะกับงาน</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4549-ถุงเก็บความเย็น-vs-ถุงผ้าสปันบอนด์-ต่างกันตรงไหน-เลือกใช้ให้เหมาะกับงาน</guid>
            <pubDate>Wed, 23 Sep 2026 20:29:17 +0700</pubDate>
            <dc:creator>บริษัท ทรัพย์สันติ จำกัด</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[ถุงเก็บความเย็นกับถุงผ้าสปันบอนด์ แม้จะใช้สำหรับใส่และพกพาสินค้าเหมือนกัน แต่มีจุดเด่นและการใช้งานที่ต่างกัน แล้วแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ?...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ทำไมบางร้านใช้ถุงผ้าสปันบอนด์สำหรับใส่สินค้า แต่บางร้านเลือกใช้ ถุงเก็บความเย็น โดยเฉพาะร้านอาหาร เครื่องดื่ม หรือธุรกิจเดลิเวอรี่? แม้ว่าทั้งสองแบบจะใช้สำหรับใส่และพกพาสินค้าเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วออกแบบมาเพื่อ คนละจุดประสงค์ และมีโครงสร้างที่แตกต่างกันพอสมควร มาทำความรู้จักกันแบบง่าย ๆ ว่าแต่ละแบบเหมาะกับงานอะไร และควรเลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์ธุรกิจมากที่สุด</p><p><br></p><h2>👜 ถุงผ้าสปันบอนด์ คือ? </h2><p><a href="https://www.sapsanti.com/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">ถุงผ้าสปันบอนด์</a> (Non-Woven Bag) ผลิตจากวัสดุสปันบอนด์ มีน้ำหนักเบา พกพาง่าย และสามารถเลือกสี ขนาด รวมถึงพิมพ์โลโก้ได้ เหมาะสำหรับใส่สินค้า ถุงช้อปปิ้ง งานอีเวนต์ ของพรีเมียม และธุรกิจที่ต้องการใช้ถุงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ </p><p><strong>จุดเด่น:</strong> เบา ใช้งานง่าย ปรับแต่งได้หลากหลาย และเหมาะกับสินค้าทั่วไป</p><p><br></p><h2><strong>❄️ ถุงเก็บความเย็น คือ? </strong></h2><p><a href="https://www.sapsanti.co.th/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">ถุงเก็บความเย็น</a> (Cooler Bag) มีโครงสร้างที่เพิ่มชั้นฉนวนและวัสดุสะท้อนความร้อน เช่น ฟอยล์อะลูมิเนียม เพื่อช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายในถุง เหมาะกับอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ อาหารแช่เย็น และสินค้าสำหรับเดลิเวอรี่ </p><p>จุดเด่น: ช่วยรักษาอุณหภูมิ เหมาะกับสินค้าที่ไวต่อความร้อนหรือความเย็น</p><p><br></p><h2>เลือกแบบไหนดี?</h2><p><strong>ถ้าธุรกิจเน้น</strong> ใส่สินค้างานบูธ งานอีเวนต์ พกพาง่าย และสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ → เลือกถุงผ้าสปันบอนด์ </p><p><strong>ถ้าธุรกิจเน้น</strong> อาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าที่ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิ → เลือกถุงเก็บความเย็น การเลือกถุงให้เหมาะกับธุรกิจจึงควรดูทั้งประเภทสินค้า วิธีขนส่ง และระยะเวลาการใช้งาน ไม่ใช่เลือกจากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว</p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab38b5e4c5da_1790151518.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab38b5e4c5da_1790151518.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ขายของออนไลน์ปี 2569 ยังรวยได้ไหม: เปิดตัวเลขกำไรจริง TikTok Shop vs Shopee vs Facebook</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4534-ขายของออนไลน์ปี-2569-ยังรวยได้ไหม-เปิดตัวเลขกำไรจริง-tiktok-shop-vs-shopee-vs-facebook</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4534-ขายของออนไลน์ปี-2569-ยังรวยได้ไหม-เปิดตัวเลขกำไรจริง-tiktok-shop-vs-shopee-vs-facebook</guid>
            <pubDate>Wed, 23 Sep 2026 18:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[ยอดขายพุ่ง แต่กำไรหาย ปี 2569 ค่าธรรมเนียมทุกแพลตฟอร์มปรับขึ้นต่อเนื่อง Shopee อาจดูด GP ไปถึง 19.26% TikTok Shop บวก Affiliate อีก 15–20% ขณะที่ Facebook ไม่มีค่า GP แต่ต้องแบกโฆษณาเอง บทความนี้เปิดตัวเลขจริงทุกแพลตฟอร์ม พร้อมเฉลยว่าขายช่องไหนถึงได้กำไรจริง...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ยอดขายรวม <strong>2,384 ล้านบาท</strong> จาก SME และเกษตรกรที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผลักดันให้ขายบน Shopee และ TikTok Shop ในปี 2568 ฟังดูหอมหวาน แต่คำถามที่ร้านค้าจริงต้องตอบให้ได้คือ "ตัวเลขในมือเหลือเท่าไหร่หลังหักค่าธรรมเนียม?" <strong>ขายของออนไลน์ปี 2569</strong> ยังรวยได้ แต่ต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุนของแต่ละแพลตฟอร์มก่อน ไม่งั้นเสี่ยง "ขายได้แต่ขาดทุน" โดยไม่รู้ตัว</p>

<h2>ทำไมร้านค้าปี 2569 ถึงขายดีขึ้นแต่กำไรกลับน้อยลง</h2>
<p>ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกกันว่า "วิกฤต GP" ร้านหลายเจ้าขายออเดอร์ได้มากขึ้น แต่พอนั่งคำนวณกลับพบว่ากำไรสุทธิลดลงทุกเดือน สาเหตุหลักคือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง บวกกับต้นทุนแฝงที่ร้านค้ามักมองข้าม</p>
<p>ปี 2569 ผู้ขายต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายหลายชั้น ทั้ง Commission Fee, Transaction Fee, ค่าโฆษณา, ค่า Affiliate และโปรโมชันพิเศษในแคมเปญ 9.9 หรือ 11.11 ซึ่งแต่ละชั้นดูเล็กน้อย แต่รวมกันแล้วอาจกินกำไรไปกว่าครึ่ง</p>

<h2>เปิดตัวเลขค่าธรรมเนียมจริง: Shopee, TikTok Shop, Facebook เปรียบเทียบชัดๆ</h2>
<p>ก่อนตัดสินใจเปิดร้านหรือย้ายแพลตฟอร์ม ต้องรู้ตัวเลขเหล่านี้ก่อน</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>แพลตฟอร์ม</th>
      <th>Commission (GP)</th>
      <th>Transaction Fee</th>
      <th>ค่าพิเศษอื่น</th>
      <th>รวมโดยประมาณ</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>Shopee</strong></td>
      <td>7.49–19.26% (รวม VAT)</td>
      <td>3.21% (รวม VAT)</td>
      <td>ค่าโฆษณา, แคมเปญ</td>
      <td>~10–22%+</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>TikTok Shop</strong></td>
      <td>6.42–11.77% (รวม VAT)</td>
      <td>3.21% (รวม VAT)</td>
      <td>Growth Fee 6.96–8.03%, Infrastructure Fee ฿1.07/ออเดอร์, Affiliate 5–15%</td>
      <td>~15–30%+</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Facebook</strong></td>
      <td>ไม่มี</td>
      <td>ไม่มี</td>
      <td>ค่าโฆษณา (Meta Ads), ค่าแอดมิน</td>
      <td>ขึ้นกับงบโฆษณา</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<p><em>อัปเดตล่าสุด: Shopee ปรับค่าธรรมเนียมรอบใหม่ มีผล 4 ส.ค. 2569 / TikTok Shop เริ่มเก็บ Growth Fee ตั้งแต่ 6 พ.ค. 2569</em></p>

<h2>Shopee: ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด แต่ค่า GP สูงที่สุดด้วย</h2>
<p>Shopee คือแพลตฟอร์มที่ผู้ซื้อ "ตั้งใจมาซื้อของ" มากที่สุด หมายความว่า Buyer Intent สูง ร้านที่ขายสินค้า mass market อย่างของใช้ในบ้าน อิเล็กทรอนิกส์ หรือ FMCG มักทำยอดได้ดี</p>
<p>แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือ Commission อยู่ที่ <strong>7.49–19.26%</strong> (รวม VAT) ขึ้นกับหมวดสินค้า บวก Transaction Fee อีก <strong>3.21%</strong> รวมกันแล้วฐานค่าธรรมเนียมอยู่ที่ประมาณ <strong>6–10%</strong> ของยอดขายในกรณีปกติ แต่ถ้าเข้าร่วมแคมเปญพิเศษ ตัวเลขจริงอาจพุ่งไปถึง <strong>12–15%</strong> ยังไม่รวมค่าโฆษณาและ Free Shipping ที่ร้านต้องออกเอง</p>
<p>ทางออกสำหรับร้านบน Shopee คือเลือกเข้าร่วมแคมเปญเฉพาะที่คุ้มค่า ไม่ใช่เข้าทุกแคมเปญเพราะรู้สึกว่า "น่าจะดี" เพราะทุกแคมเปญมีต้นทุนแอบแฝงเสมอ</p>

<h2>TikTok Shop: โอกาส Organic Reach สูง แต่ต้นทุนรวมแพงกว่าที่คิด</h2>
<p>TikTok Shop น่าดึงดูดมากในยุคที่ผู้ใช้ TikTok ในไทยทะลุ <strong>34 ล้านคน</strong> ตั้งแต่ปี 2568 และแพลตฟอร์มนี้ได้กลายเป็นพื้นที่ของทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะสินค้าที่ "เล่าเรื่องได้" อย่างเครื่องสำอาง ของกินเล่น และ gadget ที่ขายผ่านคลิปและไลฟ์สดได้ผลดีมาก</p>
<p>แต่ปัญหาคือโครงสร้างค่าธรรมเนียมของ TikTok Shop ซับซ้อนที่สุดในบรรดาสามแพลตฟอร์ม มีถึง <strong>5 ประเภท</strong> ได้แก่</p>
<ul>
  <li><strong>Commission Fee:</strong> ร้านทั่วไป 6.42–9.63% / Mall 5.35–11.77% (รวม VAT)</li>
  <li><strong>Transaction Fee:</strong> 3.21% (รวม VAT)</li>
  <li><strong>Infrastructure Fee:</strong> ฿1.07 ต่อออเดอร์ เริ่ม 1 ต.ค. 2568</li>
  <li><strong>Growth Fee:</strong> อิเล็กทรอนิกส์ 6.96% / หมวดอื่น 8.03% เพดาน ฿199/ชิ้น เริ่ม 6 พ.ค. 2569</li>
  <li><strong>Affiliate Fee:</strong> ผู้ขายตั้งเอง ปกติ 5–15% ต่อออเดอร์</li>
</ul>
<p>ตรงนี้คือจุดที่หลายร้านพลาด เพราะการขายให้ปังบน TikTok Shop มักต้องพึ่ง Creator หรือทำ Affiliate Marketing ซึ่งแปลว่าต้องยอมเฉือนกำไรขั้นต้นอีก <strong>15–20%</strong> ให้กับนายหน้า เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มทั้งหมด ต้นทุนฝั่ง TikTok จึงบวมกว่าที่เห็นในหน้าเว็บอย่างมีนัยสำคัญ</p>

<h2>Facebook: กำไรต่อออเดอร์สูงสุด แต่แบกต้นทุนเองทั้งหมด</h2>
<p>ถ้ามองแค่ "กำไรต่อออเดอร์" Facebook ชนะขาด เพราะ <strong>ไม่มีค่า GP เลย</strong> ร้านที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งและปิดการขายผ่านการทักแชทได้ดี มักใช้ Facebook เป็นช่องทางหลักที่ทำกำไรได้ดีที่สุด</p>
<p>แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือต้องแบกต้นทุนโฆษณา Meta Ads และค่าบริหารแอดมินเอง รวมถึงไม่มีระบบตะกร้าหรือ Checkout ที่ลื่นเหมือน Shopee หรือ TikTok Shop ทำให้เหมาะกับร้านที่เน้นโมเดลทักแชทปิดการขาย มากกว่าการแข่งขันด้านปริมาณออเดอร์</p>

<h2>กับดักค่าธรรมเนียมที่ร้านค้ามักมองข้าม</h2>
<p>นอกจากค่า GP และ Transaction Fee แล้ว ยังมีต้นทุนอีกหลายชั้นที่ผู้ขายมือใหม่มักลืมคำนวณ</p>
<ul>
  <li><strong>VAT 7%</strong> ที่แฝงอยู่ในค่าธรรมเนียมเกือบทุกรายการ</li>
  <li><strong>ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) 2%</strong> สำหรับนิติบุคคล ซึ่ง TikTok Shop เริ่มหักอัตโนมัติตั้งแต่ 1 ก.ค. 2568 ตามประกาศกรมสรรพากรฉบับที่ 475</li>
  <li><strong>แคมเปญพิเศษ</strong> อย่าง 9.9 หรือ 11.11 ที่อาจผลักค่าธรรมเนียมจริงไปแตะ 12–15% ของยอดขาย</li>
  <li><strong>Free Shipping</strong> ที่ร้านออกเองเพื่อแข่งขัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ดูดกำไรโดยตรง</li>
</ul>
<p>หลักการง่ายๆ คือ ต้นทุนรวมทุกอย่างก่อนตั้งราคาขาย ไม่ใช่ดูแค่ราคาซื้อมากับราคาขายออก</p>

<h2>สรุป: ขายช่องไหนถึงได้กำไรจริงในปี 2569</h2>
<p>ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นกับประเภทสินค้าและโมเดลธุรกิจ แต่มีกรอบคิดที่ใช้ได้จริง</p>
<ul>
  <li><strong>Shopee</strong> เหมาะกับสินค้า mass market, อิเล็กทรอนิกส์, ของใช้ในบ้าน ที่ต้องการ volume สูงและฐานลูกค้าขนาดใหญ่</li>
  <li><strong>TikTok Shop</strong> เหมาะกับสินค้าที่เล่าเรื่องได้ผ่านวิดีโอ เช่น แฟชัน เครื่องสำอาง ของกินเล่น แต่ต้องวางแผนต้นทุน Affiliate ให้รัดกุม</li>
  <li><strong>Facebook</strong> เหมาะกับร้านที่มีฐานลูกค้าเดิมแน่น เน้นทักแชทปิดการขาย และต้องการกำไรต่อออเดอร์สูงสุด</li>
</ul>
<p>สิ่งที่ร้านค้าที่รอดในปี 2569 มักทำร่วมกัน คือ <strong>ขายหลายช่องทางพร้อมกัน</strong> เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่วางระบบต้นทุนแยกแต่ละแพลตฟอร์มไว้ชัดเจน เพื่อรู้ว่าช่องไหนทำกำไรจริง และช่องไหนแค่ทำยอด</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://khummai.com/fees">khummai.com — ค่าธรรมเนียม Shopee, TikTok Shop, Lazada 2569 ครบทุกรายการ</a></li>
  <li><a href="https://flowaccount.com/blog/commission-fees-ecommerce-shopee-lazada-tiktok/">flowaccount.com — อัปเดตค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada, TikTok Shop ปี 2569</a></li>
  <li><a href="https://ketshopweb.com/help/articles/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95-gp-2026-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%87">ketshopweb.com — วิกฤต GP 2026: ทำไมร้านขายดีขึ้น แต่กำไรกลับน้อยลง</a></li>
  <li><a href="https://zortout.com/blog/facebook-shop-2026">zortout.com — เปิด Facebook Shop 2026 ดีไหม? เทียบทุกอีคอมเมิร์ซ</a></li>
  <li><a href="https://orderplus.me/news/%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2026">orderplus.me — ขายช่องทางไหนกำไรดีที่สุดปี 2026</a></li>
  <li><a href="https://mgronline.com/business/detail/9690000016942">mgronline.com — กรมพัฒน์โชว์ดัน SME ขายสินค้าใน Shopee-TikTok ปี 68 สรุปยอด 2,384 ล้าน</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020168a9bd.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020168a9bd.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Prompt Engineering vs Vibe Coding: คนไทยควรเรียนอะไรก่อนในปี 2569</title>
            <link>https://prnewsplus.com/technology/4531-prompt-engineering-vs-vibe-coding-คนไทยควรเรียนอะไรก่อนในปี-2569</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/technology/4531-prompt-engineering-vs-vibe-coding-คนไทยควรเรียนอะไรก่อนในปี-2569</guid>
            <pubDate>Wed, 23 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ไอที / เทคโนโลยี</category>
            <description><![CDATA[สองทักษะ AI ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2569 — แต่ต่างกันอย่างไร และถ้าต้องเลือกเรียนทีละอย่าง คุณควรเริ่มจากไหน? คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็น "คนทั่วไปที่ต้องการให้ AI ทำงาน" หรือ "นักธุรกิจที่อยากสร้างผลิตภัณฑ์จริง"...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>78% ของโปรเจกต์ AI ที่ล้มเหลวในปี 2025 ไม่ได้พังเพราะเทคโนโลยี — แต่พังเพราะ <strong>"การสื่อสารที่คลุมเครือ"</strong> ระหว่างมนุษย์กับ AI ตัวเลขนี้มาจากแหล่งข้อมูลด้าน AI ในไทยปี 2569 และมันบอกอะไรบางอย่างชัดมาก: ทักษะที่ขาดไม่ใช่ความรู้เรื่องโค้ด แต่คือการ "บอก AI" ให้ถูกวิธี ซึ่งนำเราไปสู่คำถามที่คนไทยถามกันมากที่สุดตอนนี้ — ระหว่าง <strong>Prompt Engineering กับ Vibe Coding</strong> ควรเรียนอะไรก่อน?</p>

<h2>Prompt Engineering คืออะไร — อธิบายให้เข้าใจใน 30 วินาที</h2>
<p>ลองนึกภาพว่า AI คือพนักงานใหม่ที่ฉลาดมาก แต่ต้องการคำสั่งที่ชัดเจน Prompt Engineering คือ "ศิลปะการออกคำสั่ง" ให้พนักงานคนนั้นทำงานได้ตรงใจที่สุด — โดยไม่ต้องแก้ไขตัวพนักงานเลย</p>
<p>ในทางปฏิบัติ คือการปรับคำถาม บริบท และโครงสร้างของ prompt ให้ AI ตอบกลับได้แม่นยำและละเอียดขึ้น เช่น แทนที่จะพิมพ์ว่า "ช่วยเขียนรายงาน" ก็เปลี่ยนเป็น "ช่วยเขียนรายงานสรุปยอดขายไตรมาส 3 สำหรับผู้บริหาร ความยาว 1 หน้า A4 เน้นตัวเลขที่น่าสังเกตและข้อเสนอแนะ 3 ข้อ" — ผลลัพธ์ต่างกันคนละโลก</p>
<p>Jobsdb ไทย (มีนาคม 2569) ชี้ว่าทักษะนี้ช่วยให้ทำงานข้ามสายได้ง่ายขึ้น นักการตลาดใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล นักบัญชีใช้ช่วยเขียนรายงาน นักบริหารใช้ช่วยคิดกลยุทธ์ — ไม่ต้องมีพื้นหลังโค้ดเลยแม้แต่บรรทัดเดียว</p>

<h2>Vibe Coding คืออะไร — ทำไม Collins Dictionary ถึงยกให้เป็น Word of the Year</h2>
<p>คำนี้เกิดขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2025 เมื่อ Andrej Karpathy ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ทวีตอธิบายแนวทางการเขียนโค้ดรูปแบบใหม่ที่เขาเรียกว่า "การยอมจำนนต่อ vibes อย่างเต็มที่" และในปีเดียวกันนั้น Collins Dictionary ก็ประกาศให้ Vibe Coding เป็น Word of the Year 2025</p>
<p>แก่นของ Vibe Coding คือ <strong>"intent-first"</strong> — คุณบอกแค่ว่าอยากได้อะไร แล้วปล่อยให้ AI คิดวิธีสร้างเอง แล้วค่อย iterate ซ้ำจนได้ผลที่ต้องการ ไม่มีโครงสร้างที่เป็นทางการ ไม่ต้องรู้ syntax ของภาษาโปรแกรมใดๆ</p>
<p>ตัวอย่างชัดๆ: แทนที่จะนั่งเรียน Python 3 เดือน คุณเปิด AI แล้วพิมพ์ว่า "สร้างเว็บสำหรับรับจองคอร์สออนไลน์ มีฟอร์มชำระเงิน และส่งอีเมลยืนยันอัตโนมัติ" — แล้วค่อยๆ แก้ไขจนได้สิ่งที่ต้องการ</p>
<p>Bangkok Biz News (พฤษภาคม 2569) รายงานว่าปัจจุบันมีคนทำรายได้จากแอปที่สร้างด้วย Vibe Coding สูงถึง 10,000–20,000 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยไม่ผ่านการเรียนโปรแกรมมิ่งแบบดั้งเดิมเลย</p>

<h2>เปรียบเทียบชัดๆ: Prompt Engineering vs Vibe Coding ต่างกันตรงไหน</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>มิติ</th>
      <th>Prompt Engineering</th>
      <th>Vibe Coding</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>เป้าหมายหลัก</strong></td>
      <td>ได้ผลลัพธ์จาก AI ที่แม่นยำและสม่ำเสมอ</td>
      <td>สร้างซอฟต์แวร์/แอปด้วย AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ด</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ต้องการพื้นฐานโค้ด?</strong></td>
      <td>ไม่จำเป็นเลย</td>
      <td>ไม่จำเป็น แต่มีช่วย</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>เริ่มต้นได้เร็วแค่ไหน?</strong></td>
      <td>ทันที — แค่มีช่องแชท AI</td>
      <td>ต้องตั้งค่าเครื่องมือก่อน</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ใช้กับสายงานไหน?</strong></td>
      <td>ทุกสายอาชีพ</td>
      <td>เน้นสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัล</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ผลลัพธ์</strong></td>
      <td>ข้อความ, รายงาน, วิเคราะห์, โค้ด</td>
      <td>เว็บ, แอป, เครื่องมือซอฟต์แวร์</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ความเสี่ยง</strong></td>
      <td>ต่ำ — ผลลัพธ์ตรวจสอบง่าย</td>
      <td>สูงกว่า — อาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ความสัมพันธ์</strong></td>
      <td>คือทักษะที่ทำให้ Vibe Coding ได้ผลดีขึ้น</td>
      <td>คือ workflow ที่ต้องการ Prompt ที่ดี</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>ตลาดงานปี 2569 บอกว่าอะไรสำคัญกว่า?</h2>
<p>ข้อมูลจาก PE Collective เดือนเมษายน 2569 เผยตัวเลขที่น่าสนใจ: บทบาทที่ต้องการทักษะ <strong>Prompt Engineering เพิ่มขึ้น 3 เท่า</strong> ระหว่างปี 2024–2569 แม้ว่าตำแหน่งชื่อ "Prompt Engineer" โดยตรงจะลดลงถึง 30% ในช่วงเดียวกัน</p>
<p>ฟังดูขัดแย้ง แต่ความจริงคือ: ตลาดไม่ได้ต้องการ "Prompt Engineer" เป็นอาชีพแยก แต่ต้องการ <strong>ทุกคนในองค์กรมีทักษะนี้</strong> Forbes (สิงหาคม 2569) ยืนยันตรงกันว่านายจ้างมองหานักการตลาด, วิศวกร, นักวิเคราะห์ที่มีทักษะ AI เพิ่มเติม — ไม่ใช่คนที่ถือป้าย "Prompt Engineer" เพียงอย่างเดียว</p>
<p>รายงาน Forrester 2569 Predictions เสริมว่า 30% ของบริษัทขนาดใหญ่จะกำหนดให้การฝึกอบรม AI เป็น <strong>ข้อบังคับ</strong> ในปีนี้ โดยมี Prompt Engineering เป็น core competency หลัก — แปลว่าถ้าคุณยังไม่มีทักษะนี้ บริษัทจะบังคับให้เรียนอยู่ดี</p>

<h2>แล้วคนไทยควรเรียนอะไรก่อน? — คำตอบตามบริบทของคุณ</h2>
<p>ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่แบ่งได้ชัดเป็น 2 เส้นทาง:</p>

<h3>ถ้าคุณเป็นคนทั่วไป ไม่มีพื้นหลังโค้ด — เริ่มจาก Prompt Engineering</h3>
<p>เหตุผลง่ายมาก: ไม่ต้องตั้งค่าอะไร ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม แค่มีช่องแชท AI ก็เริ่มฝึกได้ทันที ทักษะนี้ยังเป็น "ฐาน" ที่ทำให้ Vibe Coding ได้ผลดีขึ้นอีกด้วย — คนที่เขียน Prompt ดีจะ iterate เร็วกว่า ได้ผลแม่นกว่า</p>
<p>DEV Community (มิถุนายน 2569) แนะนำว่า ให้ใช้ Prompt Engineering เมื่อต้องการผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในงาน production จริงหรือการเชื่อมต่อ API</p>

<h3>ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจหรือสายครีเอทีฟที่อยากสร้างผลิตภัณฑ์ — Vibe Coding คือเส้นทางด่วน</h3>
<p>Vibe Coding ให้เส้นทางจาก "ไอเดีย" สู่ "สิ่งที่จับต้องได้" เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว เครื่องมือเล็กๆ หรือ prototype สำหรับนำเสนอนักลงทุน และไม่ต้องเรียน syntax ก่อน</p>
<p>Google เปิดคอร์ส <strong>5-Day AI Agents: Intensive Vibe Coding Course</strong> ร่วมกับ Kaggle ในปี 2569 ให้เรียนฟรี (ก่อนหน้านี้ในปี 2025 คอร์ส AI Agents Intensive มีผู้เรียนสูงถึง 1.5 ล้านคน) — บอกได้เลยว่ากระแสนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว</p>

<h2>ข้อควรระวัง — Vibe Coding มีด้านมืดที่ต้องรู้</h2>
<p>TATEEDA (มกราคม 2569) เตือนชัดว่า แม้ Vibe Coding จะทำให้การผลิตโค้ดถูกและเร็วขึ้น แต่โปรเจกต์เชิงพาณิชย์ยังติดขัดเรื่องใหญ่หลายด้าน ทั้งความคลุมเครือของ requirements, edge cases ด้านการ integration, ข้อผูกพันด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว, ประสิทธิภาพภายใต้ภาระงาน และการดูแลระยะยาว</p>
<p>วิศวกรที่ตรวจสอบแอปพลิเคชันที่สร้างด้วย Vibe Coding รายงานว่าพบ <strong>"ฝันร้ายด้านความปลอดภัย"</strong> ที่ชัดเจน LogRocket Blog (มีนาคม 2569) จึงแนะนำว่าควรโฟกัสที่การชี้นำ AI ด้วย "ความตั้งใจที่ชัดเจน" ไม่ใช่ปล่อยให้ vibes นำพาจนไม่มีทิศทาง</p>
<p>สรุปง่ายๆ คือ: ใช้ Vibe Coding สำรวจและสร้าง prototype ได้เต็มที่ แต่ถ้าจะนำไปใช้จริงกับลูกค้าหรือข้อมูลสำคัญ ต้องมีคนที่เข้าใจเรื่องความปลอดภัยตรวจสอบก่อนเสมอ</p>

<h2>คำตอบจริง: ทั้งสองไม่ได้ขัดแย้งกัน</h2>
<p>แหล่งข้อมูล data-espresso.com (มิถุนายน 2569) อธิบายความสัมพันธ์ได้คมที่สุด: ถ้า Context Engineering คือการสร้างบ้านทั้งหลัง Prompt Engineering ก็คือการตกแต่งภายใน — ยังจำเป็น แต่ต้องทำบนรากฐานที่ดี คนที่เขียน Prompt เก่งแต่ไม่มี structure ที่ดีรองรับ ก็เหมือนตกแต่งห้องสวยในบ้านที่ไม่มีโครงสร้าง</p>
<p>ส่วน Vibe Coding ก็คือ workflow การสร้างแอป ที่ต้องการ Prompt Engineering เป็นเครื่องมือสื่อสาร — เรียนรู้ทั้งสองไปพร้อมกันคือจุดหมาย แต่ <strong>Prompt Engineering คือจุดเริ่มต้นที่ง่ายและใช้ได้กับทุกคน</strong></p>
<p>สำหรับชุมชนไทย ปัจจุบันมีกลุ่ม Vibe Coding Thailand บนเฟซบุ๊กที่มีสมาชิกกว่า 23,685 คน และแหล่งเรียนภาษาไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด — ถ้าอยากเริ่ม ประตูเปิดกว้างกว่าที่คิดมาก</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://blog.logrocket.com/vibe-coding-vs-prompt-engineering/">LogRocket Blog — Vibe Coding vs Prompt Engineering (มีนาคม 2026)</a></li>
  <li><a href="https://dev.to/sreeraj-sreenivasan/vibe-coding-vs-prompt-engineering-vs-context-engineering-whats-the-difference-4fic">DEV Community — Vibe Coding vs Prompt Engineering vs Context Engineering (มิถุนายน 2026)</a></li>
  <li><a href="https://vibecodingmasters.in/vibe-coding-vs-prompt-engineering/">Vibe Coding Masters — Vibe Coding vs Prompt Engineering (กันยายน 2026)</a></li>
  <li><a href="https://unrot.co/blogs/prompt-engineering-2026">Unrot — Prompt Engineering 2026 (พฤษภาคม 2026)</a></li>
  <li><a href="https://pecollective.com/blog/is-prompt-engineering-a-real-career/">PE Collective — Is Prompt Engineering a Real Career? (เมษายน 2026)</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1233650">Bangkok Biz News — Vibe Coding ทางลัดสายธุรกิจ (พฤษภาคม 2026)</a></li>
  <li><a href="https://www.techtalkthai.com/google-intensive-vibe-coding-course-is-opened-for-register/">TechTalkThai — Google 5-Day Intensive Vibe Coding Course (เมษายน 2026)</a></li>
  <li><a href="https://data-espresso.com/prompt-context-engineering-guide-2026/">Data Espresso — Prompt &amp; Context Engineering Guide 2026 (มิถุนายน 2026)</a></li>
  <li><a href="https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/prompt-engineering-skills">Jobsdb ไทย — ทักษะ Prompt Engineering (มีนาคม 2026)</a></li>
  <li><a href="https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2026/08/31/the-ai-skills-employers-actually-want-in-2026/">Forbes — The AI Skills Employers Actually Want in 2026 (สิงหาคม 2026)</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020177f46b.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020177f46b.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>“รางวัลชมนาด” ก้าวสู่ครั้งที่ 15  จากเวทีประกวด สู่ “พื้นที่สร้างนักเขียนหญิงไทย”</title>
            <link>https://prnewsplus.com/events/4542-รางวัลชมนาด-ก้าวสู่ครั้งที่-15-จากเวทีประกวด-สู่-พื้นที่สร้างนักเขียนหญิงไทย</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/events/4542-รางวัลชมนาด-ก้าวสู่ครั้งที่-15-จากเวทีประกวด-สู่-พื้นที่สร้างนักเขียนหญิงไทย</guid>
            <pubDate>Tue, 22 Sep 2026 22:38:48 +0700</pubDate>
            <dc:creator>thayapat hemvorrakul</dc:creator>
            <category>อีเว้นท์</category>
            <description><![CDATA[เตรียมประกาศผล 1 ตุลาคมนี้ เปิดพื้นที่ให้เสียงและประสบการณ์ของผู้หญิงเดินทางผ่านงานวรรณกรรมสู่ผู้อ่านในวงกว้าง...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p class="ql-align-justify"><strong>กรุงเทพมหานคร –</strong> “รางวัลชมนาด” (The Chommanard Book Prize) เดินทางเข้าสู่ครั้งที่ 15 โดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด เตรียมจัดงานประกาศผลรางวัลชมนาด ครั้งที่ 15 ในวันที่ <strong>1 ตุลาคม 2569</strong> ณ ห้องประชุม ชั้น 29 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ สีลม เพื่อสนับสนุนศักยภาพของนักเขียนหญิงไทย และเปิดพื้นที่ให้ถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ และมุมมองผ่านงานวรรณกรรมสู่ผู้อ่านในวงกว้าง</p><p class="ql-align-justify"><br></p><p class="ql-align-justify">ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงาน รางวัลชมนาดมุ่งทำหน้าที่มากกว่าการเป็นเวทีประกวดงานเขียน หากยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักเขียนหญิงจากหลากหลายเส้นทางได้นำประสบการณ์ มุมมอง และเรื่องราวของตนเองมาถ่ายทอดผ่านตัวอักษร พร้อมต่อยอดผลงานสู่การเผยแพร่ในวงกว้าง</p><p class="ql-align-justify"><br></p><p class="ql-align-justify">หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนบทบาทของรางวัลชมนาดในฐานะ “พื้นที่สร้างนักเขียน” คือประสบการณ์ของ <strong>จันทรา รัศมีทอง</strong> เจ้าของผลงาน <strong>“ความฝันของฉันทนา”</strong> รางวัลรองชนะเลิศ รางวัลชมนาด ครั้งที่ 6 ซึ่งนำประสบการณ์จากชีวิตการทำงานมาต่อยอดเป็นงานเขียน</p><p>จันทรา รัศมีทอง กล่าวว่า..</p><blockquote>“หลายคนเคยมองว่าคนเป็นช่างเย็บผ้ามา 30 กว่าปี เรียนจบแค่วุฒิประถม จะมาเขียนหนังสือได้อย่างไร แต่เพราะเวทีรางวัลชมนาดเปิดรับผลงานประเภทสารคดี มันเลยเป็นจุดที่ทำให้พี่รู้สึกว่า เราสามารถใช้ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมานำมาเล่าและร้อยเรียงได้ ซึ่งมันดูสมจริงมากกว่าการแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่ พี่เลยอยากบอกคนที่มีประสบการณ์ชีวิตว่า ประสบการณ์เหล่านั้นสามารถนำมาเป็นเรื่องราวและถ่ายทอดเป็นงานเขียนได้”</blockquote><p class="ql-align-justify"><br></p><p class="ql-align-justify">เรื่องราวของจันทราสะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางสู่การเป็นนักเขียนอาจเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่อยู่ใกล้ตัว และพื้นที่ของการประกวดสามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เรื่องราวเหล่านั้นได้รับการถ่ายทอดและส่งต่อไปยังผู้อ่าน</p><p class="ql-align-justify"><br></p><p class="ql-align-justify">ขณะเดียวกัน รางวัลชมนาดยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักเขียนหญิงนำเสนอประเด็นและรูปแบบการเล่าเรื่องที่หลากหลาย โดย <strong>ณัฐชา ลีเลิศสกุลวงษ์</strong> เจ้าของผลงาน <strong>“Flee to Free ลี้ หลบ หลีก”</strong> รางวัลชนะเลิศ รางวัลชมนาด ครั้งที่ 14 มองว่าพื้นที่ดังกล่าวช่วยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เลือกวิธีเล่าเรื่องในแบบที่ตนเองต้องการ</p><p>ณัฐชา ลีเลิศสกุลวงษ์ กล่าวว่า..</p><blockquote>“เมื่อก่อนงานเขียนของผู้หญิงอาจจะมีกรอบบางอย่างครอบเอาไว้ แต่รางวัลชมนาดทำให้เห็นว่า งานเขียนที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นมหากาพย์ที่เข้าใจยาก ขอแค่เป็นแนวที่เรา ‘เข้าใจ’ และสื่อสารความคิดของเราได้ดีที่สุดก็พอ พื้นที่ที่เปิดกว้างนี้ทำให้ออมกล้าหยิบเรื่องรอบตัวอย่างภัยพิบัติและ AI มาเล่าผ่านแนว Sci-Fi Dystopia เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่อิสระที่ให้ผู้หญิงได้ทลายกรอบเดิม ๆ และนำแง่มุมที่อาจเคยถูกมองข้ามมาถ่ายทอดผ่านงานเขียน”</blockquote><p class="ql-align-justify"><br></p><p class="ql-align-justify">นอกจากการเปิดพื้นที่ให้เกิดผลงานที่หลากหลายแล้ว กระบวนการพิจารณารางวัลยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและคุณค่าของผลงาน โดยในรางวัลชมนาด ครั้งที่ 6, 7 และ 8 เคยมีกรณีที่คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้งดมอบรางวัลชนะเลิศ เนื่องจากไม่มีผลงานที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ สะท้อนแนวทางการรักษามาตรฐานของรางวัล โดยให้คุณภาพของผลงานเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสิน</p><p class="ql-align-justify"><br></p><p class="ql-align-justify">เบื้องหลังการดำเนินงานของรางวัลชมนาด ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2550 จากความมุ่งมั่นที่จะอุดช่องโหว่ของเวทีประกวดในอดีต และสร้างพื้นที่เวทีทางเลือกใหม่เพื่อ "ส่งเสริมเฉพาะนักเขียนสตรี" อย่างแท้จริง ภายใต้การระดมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ โดยความสำเร็จสูงสุดและถือเป็นสิริมงคลของเวทีแห่งนี้ คือการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานโล่รางวัลเกียรติยศแก่ผู้ชนะเลิศเป็นปฐม ตอกย้ำปณิธานในการยกระดับผลงานของนักเขียนสตรี ผ่านการตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบสองภาษา (ไทยและอังกฤษ) เพื่อพาวรรณกรรมหญิงไทยก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งเพศสภาพ สู่การยอมรับในเวทีระดับสากล</p><p class="ql-align-justify"><br></p><p class="ql-align-justify">การประกาศผลรางวัลชมนาด ครั้งที่ 15 จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะได้เห็นทิศทางของงานเขียนจากนักเขียนหญิงไทยในวันนี้ ทั้งเรื่องราวที่เลือกนำเสนอ มุมมองที่มีต่อสังคม ตลอดจนวิธีการใช้วรรณกรรมเป็นพื้นที่ในการสื่อสารกับผู้อ่าน</p><p class="ql-align-justify"><br></p><p class="ql-align-justify"><strong>ขอเชิญสื่อมวลชน นักเขียน นักอ่าน และผู้สนใจ ร่วมเป็นสักขีพยานในงานประกาศ “รางวัลชมนาด ครั้งที่ 15” ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 29 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ สีลม</strong> พร้อมติดตามผลงานและเรื่องราวของนักเขียนหญิงไทย และเลือกซื้อผลงานจากรางวัลชมนาดในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งจะนำมาจัดจำหน่ายภายในงาน เพื่อสนับสนุนการอ่านและส่งต่อผลงานของนักเขียนหญิงไทยสู่ผู้อ่านในวงกว้าง</p><p class="ql-align-justify"><br></p><p>เพราะคุณค่าของรางวัลไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ประกาศชื่อผู้ชนะ หากแต่อยู่ที่การที่ผลงานเหล่านั้นยังคงได้รับการอ่าน ได้รับการพูดถึง และทำให้ตัวอักษรของนักเขียนหญิงสามารถเดินทางต่อไปได้ไกลกว่าหน้ากระดาษ และภูมิประเทศทางกายภาพ</p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab21873216fd_1790056563.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab21873216fd_1790056563.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>MSC ร่วมกับ GitLab, Nutanix และ Commvault จัด “Metro Forge 2026” ชู 3 เสาหลักเตรียมองค์กรพร้อมใช้ AI</title>
            <link>https://prnewsplus.com/technology/4547-msc-ร่วมกับ-gitlab-nutanix-และ-commvault-จัด-metro-forge-2026-ชู-3-เสาหลักเตรียมองค์กรพร้อมใช้-ai</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/technology/4547-msc-ร่วมกับ-gitlab-nutanix-และ-commvault-จัด-metro-forge-2026-ชู-3-เสาหลักเตรียมองค์กรพร้อมใช้-ai</guid>
            <pubDate>Tue, 22 Sep 2026 22:38:47 +0700</pubDate>
            <dc:creator>noiyim thong</dc:creator>
            <category>ไอที / เทคโนโลยี</category>
            <description><![CDATA[บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยี GitLab, Nutanix และ Commvault จัดงาน “Metro Forge 2026”...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยี GitLab, Nutanix และ Commvault จัดงาน “Metro Forge 2026” ภายใต้แนวคิด “Build. Run. Protect. Forging the Modern Enterprise” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 ณ JW Marriott Hotel Bangkok เพื่อถ่ายทอดแนวทางเตรียมความพร้อมให้องค์กรก้าวสู่ Modern Digital &amp; AI-Ready Enterprise ผ่านการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ กรณีใช้งานจริง การจัดแสดงโซลูชัน และแนวทางวางแผนปรับระบบองค์กร</p><p><br></p><p>การนำ AI มาประยุกต์ใช้เกี่ยวข้องกับความพร้อมหลายด้าน ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบรองรับแอปพลิเคชันและข้อมูล ไปจนถึงการป้องกันและฟื้นตัวจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ การวางแผนองค์ประกอบเหล่านี้ร่วมกันจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมการลงทุนด้านเทคโนโลยีกับเป้าหมายทางธุรกิจ งาน Metro Forge 2026 มุ่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Build, Run และ Protect</p><p><br></p><p>สาระสำคัญภายในงานครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ Build AI-Powered Software Delivery นำเสนอแนวทางจาก GitLab โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Get On Technology ในการใช้ AI สนับสนุนการพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ภายใต้แนวทาง DevSecOps; Run Modern Infrastructure for Apps &amp; AI โดย Nutanix ถ่ายทอดแนวทางปรับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับแอปพลิเคชันและ AI รวมถึงการบริหารจัดการ Hybrid Multicloud; และ Protect – Building Cyber Resilience โดย Commvault นำเสนอการปกป้องและกู้คืนข้อมูล ตลอดจนการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อ “AI in Action: Real-World Modernization Stories” โดยคุณพุทธศักดิ์ กัณหดิลก Senior Presales Manager ของ MSC ถ่ายทอดกรณีศึกษาและประสบการณ์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และหัวข้อ “Forge Your Modernization Roadmap” โดยคุณณัฐดนัย วิทยาศิริกุล Senior System Engineer Manager ของ MSC เพื่อเชื่อมองค์ความรู้สู่แนวทางวางแผน Modernization สำหรับองค์กร</p><p><br></p><p>ภายในงานมี Technology Showcase เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสำรวจโซลูชันและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก MSC และพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางพัฒนาระบบให้เหมาะกับความต้องการทางธุรกิจ</p><p><br></p><p>บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโซลูชันสำหรับองค์กร โดยประสานความเชี่ยวชาญของทีมงานกับเทคโนโลยีจากพันธมิตร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบไอทีให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ</p><p><br></p><p>สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับงานและโซลูชันที่นำเสนอได้ที่ อีเมล epismkt@METROSYSTEMS.CO.TH</p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab2501188492_1790070801.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab2501188492_1790070801.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>5 รูรั่วทางการเงินที่ทำให้คนไทยจนปลายเดือน ทั้งที่รายได้ไม่น้อย</title>
            <link>https://prnewsplus.com/finance/4527-5-รูรั่วทางการเงินที่ทำให้คนไทยจนปลายเดือน-ทั้งที่รายได้ไม่น้อย</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/finance/4527-5-รูรั่วทางการเงินที่ทำให้คนไทยจนปลายเดือน-ทั้งที่รายได้ไม่น้อย</guid>
            <pubDate>Tue, 22 Sep 2026 18:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>การเงิน / การลงทุน</category>
            <description><![CDATA[35% ของคนไทยบอกว่า "หมุนเงินไม่ทัน" เป็นปัญหาหลักของปี — แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้ต่ำเสมอไป เปิด 5 รูรั่วทางการเงินที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กับดัก BNPL ไปจนถึงหนี้ที่เงินเดือนถูกใช้ไปแล้วก่อนจะได้รับ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>คนไทย 35% บอกว่า "หมุนเงินไม่ทัน" คือปัญหาการเงินอันดับหนึ่ง — แต่หลายคนในกลุ่มนั้นมีรายได้ไม่น้อยเลย ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ แต่คือ <strong>รูรั่วทางการเงิน</strong> ที่ซ่อนอยู่ในพฤติกรรมรายวัน ดูดเงินออกไปโดยที่เจ้าตัวแทบไม่รู้สึกตัว</p>

<h2>ภาพใหญ่ที่น่าตกใจ: หนี้ครัวเรือนไทยปี 2569</h2>
<p>ก่อนจะเข้าเรื่องรูรั่ว ต้องเห็นภาพรวมก่อน ข้อมูลล่าสุดปี 2569 พบว่า <strong>ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนไทยพุ่งแตะ 794,945 บาท</strong> ขยายตัว 7.3% สูงสุดในรอบ 18 ปี คิดเป็นยอดผ่อนชำระรวมกว่า 21,935 บาทต่อเดือน</p>
<p>ในระดับมหภาค หนี้ครัวเรือนต่อ GDP แตะ <strong>86.7%</strong> ณ สิ้นปี 2025 ซึ่ง SCB EIC ออกมาเตือนว่าเป็นสัญญาณอันตราย โดยเฉพาะเมื่อรายได้เฉลี่ยครัวเรือนกลับ <strong>ลดลง 2.5%</strong> จาก 29,030 บาท เหลือ 28,308 บาทต่อเดือน นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี</p>
<p>สรุปง่ายๆ คือ: หนี้สูงขึ้น รายได้ต่ำลง กรรไกรกำลังบีบ</p>

<h2>รูรั่วทางการเงิน 5 จุดที่ไม่มีใครพูดถึง</h2>

<h3>รูรั่วที่ 1: กู้มาใช้ ไม่ได้กู้มาลงทุน</h3>
<p>หนี้ที่พุ่งสูงในครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่หนี้เพื่อสร้างสินทรัพย์ แต่เป็น <strong>หนี้อุปโภคบริโภคล้วนๆ</strong> ประเภทหนี้ที่พบมากที่สุดคือ บัตรเครดิต 55.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8% และสินเชื่อยานพาหนะ 41.9%</p>
<p>ขณะที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนหรือประกอบธุรกิจกลับ <strong>หดตัวลง</strong> สะท้อนชัดว่าคนกำลังกู้เงินมาจ่ายค่าน้ำค่าไฟและค่าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่มาสร้างรายได้ใหม่ มันต่างกันมากระหว่างการกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรผลิตสินค้า กับการกู้เพื่อจ่ายค่าอาหารปลายเดือน</p>

<h3>รูรั่วที่ 2: กับดัก BNPL "ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง"</h3>
<p>Buy Now, Pay Later หรือ BNPL ฟังดูสะดวก แต่ตัวเลขบอกว่ามันกำลังกลายเป็น <strong>กับดักรุ่นใหม่</strong> สัดส่วนหนี้ประเภทนี้เพิ่มขึ้นจาก 6.2% กระโดดไปถึง 14.2% หรือ <strong>เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า</strong> ภายในปีเดียว</p>
<p>ยอดหนี้ BNPL ในปี 2024 พุ่งถึง <strong>17,900 ล้านบาท</strong> และจำนวนบัญชีขยายตัวจาก 620,000 ราย ในปี 2021 สู่ <strong>4.91 ล้านราย</strong> ในปี 2024 กลุ่มที่มีอัตราหนี้เสียสูงสุดคือนักเรียน นักศึกษา และ First Jobber ซึ่งยังไม่มีวินัยทางการเงินที่มั่นคง ธนาคารแห่งประเทศไทยถึงกับเตรียมออกมาตรการกำกับ BNPL ภายใน ต.ค.–พ.ย. 2569 โดยเฉพาะ</p>

<h3>รูรั่วที่ 3: รูดบัตรก่อน คิดทีหลัง จนเงินเดือนถูกใช้ไปแล้วล่วงหน้า</h3>
<p>นิสัยรูดบัตรก่อนแล้วค่อยคิดทีหลังทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่ากลัวมาก: <strong>เงินเดือนที่ควรเป็นฐานความมั่นคง กลายเป็นแค่ตัวเลขที่เอาไว้โปะอดีต</strong></p>
<p>เมื่อค่าใช้จ่ายของเดือนหน้าถูกใช้ไปตั้งแต่เดือนนี้ วนซ้ำทุกรอบ ก็ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการออมหรือลงทุน สุดท้ายชีวิตการเงินจะวิ่งตามหลังตัวเองตลอดเวลา ไม่มีทางสร้างเงินก้อนในระยะยาวได้เลย</p>

<h3>รูรั่วที่ 4: ค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่ถูกนับ</h3>
<p>ค่าใช้จ่ายที่ "ไม่ได้อยู่ในแผน" คือตัวการสำคัญที่ทำให้กระแสเงินสดตึง ข้อมูลจากแอปพลิเคชัน KKP Better พบว่ายอดสแกนจ่ายเพื่อการศึกษาเฉพาะปี 2568 พุ่งสูงถึง <strong>46 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 25,000 บาทต่อคน</strong> โดยยอดการใช้วงเงินเริ่มขยับสูงตั้งแต่กุมภาพันธ์–มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงค่าแรกเข้าและค่าเรียนพิเศษ</p>
<p>นี่คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ ค่ารักษาพยาบาลที่ไม่มีแผนสำรอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่เมื่อมาถึงก็มักทำให้แผนการเงินทั้งเดือนพังพินาศในทันที</p>

<h3>รูรั่วที่ 5: ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน พึ่งพารัฐแทน</h3>
<p>ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำว่าควรออมให้ได้ 1 ใน 3 ของรายได้ และต้องมี <strong>เงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน</strong> — แต่ความเป็นจริงคนละเรื่อง</p>
<p>รายได้ครัวเรือนจากเงินช่วยเหลือของรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้น <strong>19.4%</strong> จากปี 2023 ตัวเลขนี้สะท้อนว่าครัวเรือนไทยโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยกำลัง <strong>พึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐแทนเงินสำรองตัวเอง</strong> และยิ่งไม่มีเบาะรองรับ การเผชิญวิกฤตแต่ละครั้งก็ยิ่งต้องกู้ยืมเพิ่ม วนเป็นวัฏจักรไม่รู้จบ</p>

<h2>เปรียบเทียบรูรั่ว: ความเสี่ยงและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>รูรั่ว</th>
      <th>กลุ่มเสี่ยงสูง</th>
      <th>ผลกระทบหลัก</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>กู้มาใช้ ไม่ได้กู้มาลงทุน</td>
      <td>ทุกกลุ่มรายได้</td>
      <td>ไม่สร้างสินทรัพย์ หนี้ไม่ลด</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>กับดัก BNPL</td>
      <td>นักศึกษา / First Jobber</td>
      <td>หนี้เสีย สัดส่วนพุ่งเกินสองเท่า</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>รูดบัตรล่วงหน้า</td>
      <td>วัยทำงาน 25–40 ปี</td>
      <td>ไม่มีพื้นที่ออม-ลงทุน</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ค่าใช้จ่ายแฝง</td>
      <td>ครอบครัวมีบุตร</td>
      <td>กระแสเงินสดพังทุกต้นปี</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน</td>
      <td>รายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท</td>
      <td>พึ่งรัฐ / กู้นอกระบบ</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>ความเสี่ยงข้างหน้าที่ต้องจับตา</h2>
<p>SCB EIC ชี้ว่าความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเสื่อมลงจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ <strong>ตลาดแรงงานที่เปราะบางขึ้น</strong> สะท้อนจากอัตราว่างงานที่ปรับสูงขึ้น และ <strong>แรงกดดันเงินเฟ้อจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง</strong> ที่ทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้นแต่รายได้จริงกลับลดลง</p>
<p>ภาพที่น่ากังวลยิ่งขึ้นคือในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน <strong>มากกว่า 2 ใน 3 มีรายได้ไม่พอรายจ่าย</strong> และในภาพรวม ครัวเรือนที่มีหนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งก็เผชิญสภาวะเดียวกัน</p>

<h2>ทางออกเชิงพฤติกรรม: ปิดรูรั่วก่อนคิดเรื่องลงทุน</h2>
<p>ก่อนจะพูดเรื่องลงทุนหุ้นหรือคริปโต สิ่งที่ต้องทำก่อนคือ <strong>ปิดรูรั่ว</strong> ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ทันที</p>
<ul>
  <li><strong>ตั้งงบรายเดือนล่วงหน้า</strong> — ระบุค่าใช้จ่ายแฝงอย่างค่าเทอมและค่าสุขภาพล่วงหน้าก่อนใช้เงิน</li>
  <li><strong>หยุดใช้ BNPL และบัตรเครดิตเพื่ออุปโภคบริโภค</strong> — หากซื้อของชิ้นนั้นไม่ได้ด้วยเงินสด แสดงว่ายังไม่ควรซื้อ</li>
  <li><strong>เริ่มออมเงินสำรองก้อนแรก</strong> — แม้แค่ 1–3 เดือนก่อน แล้วค่อยขยับเป้าหมายไป 6 เดือน</li>
  <li><strong>เจรจาโครงสร้างหนี้</strong> — สำหรับผู้ที่มีหนี้หลายก้อน ควรติดต่อสถาบันการเงินเพื่อรวมหนี้หรือปรับเงื่อนไขก่อนหนี้เสีย</li>
  <li><strong>แยกแยะหนี้สร้างรายได้กับหนี้อุปโภคบริโภค</strong> — ตั้งเป้าลดหนี้ก้อนหลังให้เร็วที่สุด</li>
</ul>
<p>ไม่มีทางลัด แต่รูรั่วทุกจุดเกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ เริ่มจากจุดเล็กที่สุดที่ทำได้วันนี้ ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยรออีก 6 เดือน</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://thaipublica.org/2026/06/scb-eic-releases-the-latest-nationwide-household-survey-results/">Thai Publica — SCB EIC เผยผลสำรวจครัวเรือนทั่วประเทศล่าสุด</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/finance/1239159">Bangkok Biz News — หนี้ครัวเรือนไทย</a></li>
  <li><a href="https://thestandard.co/thailand-household-debt-scb-eic/">The Standard — หนี้ครัวเรือนไทย SCB EIC</a></li>
  <li><a href="https://www.infoquest.co.th/2026/650291">Infoquest — ข้อมูลหนี้ครัวเรือน 2569</a></li>
  <li><a href="https://thestandard.co/thai-household-debt-surge/">The Standard — Thai Household Debt Surge</a></li>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/finance_banking/2904087">ไทยรัฐ — การเงินส่วนบุคคล</a></li>
  <li><a href="https://www.sdperspectives.com/alternative/thailand-household-debt-2026-family-crisis-scb-eic/">SD Perspectives — Thailand Household Debt 2026</a></li>
  <li><a href="https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-115">Thai PBS Policy Watch — การเงินครัวเรือน</a></li>
  <li><a href="https://thaipublica.org/2026/03/kkp-reveals-4-financial-burdens/">Thai Publica — KKP เปิด 4 ภาระการเงิน</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/finance/1233660">Bangkok Biz News — BNPL และหนี้ครัวเรือน</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020167f1ef.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020167f1ef.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ข่าว PR แบบไหนขายได้จริง vs แบบไหนสื่อทิ้งถัง: เปรียบ 10 ตัวอย่างจริงพร้อมวิเคราะห์</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4520-ข่าว-pr-แบบไหนขายได้จริง-vs-แบบไหนสื่อทิ้งถัง-เปรียบ-10-ตัวอย่างจริงพร้อมวิเคราะห์</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4520-ข่าว-pr-แบบไหนขายได้จริง-vs-แบบไหนสื่อทิ้งถัง-เปรียบ-10-ตัวอย่างจริงพร้อมวิเคราะห์</guid>
            <pubDate>Tue, 22 Sep 2026 11:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[86% ของ pitch ที่ส่งไปถูกปฏิเสธเพราะ "ขาดความเกี่ยวข้อง" แล้ว PR ที่ดีต่างจาก PR ที่โดนทิ้งถังอย่างไร? บทความนี้เปรียบ 10 ตัวอย่างจริงพร้อมวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดว่าอะไรทำให้สื่อเลือกลง และอะไรทำให้โดนบล็อกทันที...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>Press release แค่ <strong>3% เท่านั้น</strong> ที่ส่งแบบหว่านแหแล้วได้ลงสื่อ — ตัวเลขจาก PRLab บอกความจริงได้โหดกว่าที่หลายคนคิด <strong>ข่าว PR ที่สื่อนำลง</strong> ไม่ได้ต่างกับที่โดนทิ้งถังแค่เรื่องโชค แต่มีสูตรชัดเจนว่าอะไรใช้ได้และอะไรพังตั้งแต่บรรทัดแรก บทความนี้จะเปรียบ 10 ตัวอย่างคู่ขนาน พร้อมวิเคราะห์ให้เห็นว่า "จุดตาย" อยู่ตรงไหน</p>

<h2>ทำไม 86% ของ Pitch ถึงไม่มีวันได้ลงสื่อ</h2>
<p>นักข่าวแต่ละคนรับ pitch มากกว่า <strong>50 ชิ้นต่อสัปดาห์</strong> แต่ 79% ของสิ่งที่ได้รับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวว่า "ไม่ตรงกับสายงานที่รับผิดชอบ" นอกจากนั้นยังมีอีก 57% ของนักข่าวที่ถึงขั้น <strong>บล็อกผู้ส่ง</strong> เมื่อได้รับ press release ที่โปรโมทตัวเองจัดเกินไป</p>
<p>ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ส่งน้อยเกินไป" แต่อยู่ที่ <strong>ส่งผิดวิธี</strong> ทีมที่ปรับมาใช้การ pitch แบบ Personalized และตรงกลุ่มเป้าหมาย มีอัตราการตอบรับพุ่งขึ้นเป็น <strong>20–30%</strong> จาก 3% ที่เคยเป็น — ต่างกันเกือบ 10 เท่า</p>

<h2>ข่าว PR ที่สื่อนำลง vs โดนทิ้งถัง: 10 ตัวอย่างเปรียบคู่</h2>

<h3>คู่ที่ 1–2: Headline ตัดสินชะตาใน 3 วินาที</h3>
<p>นักข่าวใช้เวลาไม่ถึง 3 วินาทีในการตัดสินว่าจะอ่านต่อหรือลบทิ้ง Headline คือด่านแรกและมักเป็นด่านสุดท้าย</p>
<ul>
  <li><strong>✅ ขายได้:</strong> "บริษัท X เปิดตัว AI วิเคราะห์โรคแรกในไทย ลดเวลาวินิจฉัย 60%" — ชัดเจน วัดผลได้ บอกว่า "ใหม่อะไร" และ "สำคัญแค่ไหน" ในประโยคเดียว</li>
  <li><strong>❌ โดนทิ้งถัง:</strong> "บริษัท X เปิดตัวนวัตกรรมล้ำสมัยสู่ตลาด" — คลุมเครือ ไม่มีตัวเลข ไม่รู้ว่า "ล้ำสมัย" ในแง่ไหน</li>
</ul>
<p>คำอย่าง "groundbreaking," "revolutionary," และ "best-in-class" คือสัญญาณอันตรายที่นักข่าวแปลทันทีว่า "นี่คือโฆษณา ไม่ใช่ข่าว" วิธีแก้คือแทนด้วยข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น ตัวเลข เปอร์เซ็นต์ หรือการเปรียบเทียบที่จับต้องได้</p>

<h3>คู่ที่ 3–4: ข้อมูลวิจัย vs คำพูดผู้บริหารสรรเสริญตัวเอง</h3>
<p>Press release ที่มีข้อมูลต้นฉบับหรือความเห็นผู้เชี่ยวชาญ สร้าง leads และ engagement ได้มากกว่า <strong>67%</strong> เทียบกับเนื้อหาทั่วไป และ 55% ของนักข่าวรายงานว่าใช้เนื้อหาการวิจัยจากพาร์ทเนอร์ PR ในการทำงานอยู่แล้ว</p>
<ul>
  <li><strong>✅ ขายได้:</strong> Apple's 2026 AirTag announcement ระบุประโยชน์ผู้ใช้ใน Headline, สรุปการอัปเกรดใน Deck, ให้ราคา + ความพร้อมใช้งานใน Lead พร้อมการวัดผลที่เป็นรูปธรรม — นักข่าวไม่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเลย</li>
  <li><strong>❌ โดนทิ้งถัง:</strong> ข่าวเปิดตัวสินค้าที่บอกแค่ชื่อสินค้าและคำอ้างอิงจาก CEO ว่า "เราภูมิใจที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด" — ไม่มีตัวเลข ไม่มีข้อมูลสนับสนุน ไม่รู้ว่า "ดีที่สุด" วัดจากอะไร</li>
</ul>
<p>โมเดลที่ได้ผลคือ: <strong>ข้อมูลก่อน คำพูดทีหลัง</strong> ใช้ Quote ผู้บริหารเพื่อเสริมบริบท ไม่ใช่เพื่อแทนข้อเท็จจริง</p>

<h3>คู่ที่ 5–6: CSR ที่เล่าเรื่องผู้รับ vs CSR ที่ยกตัวเองขึ้นแท่น</h3>
<p>ข่าว CSR เป็นดาบสองคม ถ้าทำถูกจะได้ coverage เยอะ ถ้าทำผิดจะยิ่งดูแย่กว่าไม่ทำ</p>
<ul>
  <li><strong>✅ ขายได้:</strong> Ogilvy's "Small Unites" นำ "ปัญหาและการดำเนินการของพันธมิตร" ขึ้นก่อน ระบุชื่อพาร์ทเนอร์, กลไกสนับสนุน, งบประมาณ, ผู้รับประโยชน์ และช่องทางที่สาธารณชนมีส่วนร่วมได้ — แบรนด์อยู่ในฐานะ "ผู้สนับสนุน" ไม่ใช่ "ฮีโร่"</li>
  <li><strong>❌ โดนทิ้งถัง:</strong> ข่าว CSR ที่เปิดด้วยย่อหน้ายาวเรื่องประวัติและวิสัยทัศน์บริษัท ก่อนจะบอกในย่อหน้าที่ 4 ว่าบริจาคอะไรให้ใคร — ข่าวจริงถูกฝังไว้ลึกเกินไป</li>
</ul>
<p>Daniel Lynch, CEO ของ Empathy First Media สรุปหลักการนี้ไว้ว่า pitch ต้องตอบคำถามโดยนัยเสมอว่า <em>"ทำไมผู้ชมของฉันถึงควรสนใจเรื่องนี้?"</em> — ไม่ใช่ทำไมบริษัทนี้ถึงน่าชื่นชม</p>

<h3>คู่ที่ 7–8: ส่งตรง Beat vs ส่งผิดคน</h3>
<p>79% ของนักข่าวบอกว่าพวกเขามีโอกาสตอบสนองต่อ pitch ที่ตรงสายงานตัวเองมากกว่า และในปี 2569 หัวข้อที่นักข่าวสนใจเป็นพิเศษคือ <strong>AI disruptions, sustainability, economic resilience และ social impact</strong></p>
<ul>
  <li><strong>✅ ขายได้:</strong> GreenLoop climate-tech startup ประกาศระดมทุน Series B มูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ โดย highlight ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ — และส่งให้นักข่าวสายเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ไม่ใช่ส่งให้ทุกคน</li>
  <li><strong>❌ โดนทิ้งถัง:</strong> ส่งข่าวเปิดตัวแอปช็อปปิ้งให้นักข่าวสายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ หรือส่งข่าวอสังหาริมทรัพย์ให้บรรณาธิการสายบันเทิง — ไม่ว่าข่าวจะดีแค่ไหน ก็ถูกลบทิ้งทันที</li>
</ul>
<p>ทีม PR ต้อง pitch นักข่าวเฉลี่ย <strong>31 ราย</strong> เพื่อให้ได้ 1 ตอบกลับ วิธี "spray-and-pray" ไม่ได้แค่สิ้นเปลืองความพยายาม แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือในระยะยาวด้วย</p>

<h3>คู่ที่ 9–10: มี Press Kit พร้อมใช้ vs ข้อความล้วนไม่มีอะไรเลย</h3>
<p>72% ของนักข่าวระบุว่าชอบรับ press release มากที่สุดในบรรดารูปแบบเนื้อหาจาก PR และ <strong>ประมาณ 50%</strong> ของนักข่าวใช้เนื้อหา PR โดยแทบไม่ต้องตัดต่อ — แต่เงื่อนไขคือต้องเตรียมมาอย่างดี</p>
<ul>
  <li><strong>✅ ขายได้:</strong> ส่ง PR พร้อม Summary block, รายละเอียดติดต่อชัดเจน, ลิงก์ Press Kit, ภาพความละเอียดสูง, ไฟล์ข้อมูลสนับสนุน และวิดีโอประกอบ — ทุกอย่างอยู่ใน email ต้นเดิม ไม่รอให้ถูกขอก่อน</li>
  <li><strong>❌ โดนทิ้งถัง:</strong> ข้อความล้วน ไม่มีภาพ ไม่มีตัวเลข ไม่มีข้อมูลติดต่อ — นักข่าวต้องไปหาทุกอย่างเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือก "ไม่ทำ" แทน</li>
</ul>

<h2>ตารางสรุป: จุดต่างระหว่างข่าว PR ที่ขายได้กับที่โดนทิ้งถัง</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>มิติ</th>
      <th>✅ ขายได้</th>
      <th>❌ โดนทิ้งถัง</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>Headline</td>
      <td>ข้อเท็จจริง + ตัวเลข + ความสำคัญ</td>
      <td>คลุมเครือ / ใช้ภาษาโฆษณา</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>News Value</td>
      <td>มีความใหม่ กระทบคนวงกว้าง</td>
      <td>เป็น "ธุรกิจตามปกติ" ไม่มีอะไรใหม่</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ข้อมูล</td>
      <td>ตัวเลขวิจัย / ผู้เชี่ยวชาญ</td>
      <td>คำพูดผู้บริหารสรรเสริญตัวเอง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>การส่ง</td>
      <td>ตรง beat นักข่าวแต่ละคน</td>
      <td>ส่งหว่านแหไม่เลือกกลุ่ม</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>สื่อประกอบ</td>
      <td>มี press kit, ภาพ, ข้อมูลครบ</td>
      <td>ข้อความล้วน ไม่มีอะไรให้ใช้</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>โทน</td>
      <td>ข้อเท็จจริง กลางๆ</td>
      <td>ขายของ / อวดตัวเอง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ความทันเวลา</td>
      <td>เชื่อมกับเทรนด์ปัจจุบัน</td>
      <td>ไม่มี context ร่วมสมัย</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>PR ในปี 2569: กฎเกมที่เปลี่ยนไปแล้ว</h2>
<p>PR ในยุคนี้ไม่ใช่แค่การส่ง Press Release ให้สำนักข่าว แต่คือการสร้าง <strong>Community &amp; Conversation</strong> เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อใจในระยะยาว</p>
<p><strong>Earned Media</strong> — ที่ "คนอื่นพูดถึงแบรนด์" เช่น บทความ รีวิว หรือการถูกนำเสนอโดยไม่ต้องจ่ายตรง — ยังคงมีพลังมากกว่าโฆษณาที่ซื้อ เพราะสร้างความรู้สึกน่าเชื่อถือที่ไม่อาจซื้อได้</p>
<p>ขณะเดียวกัน <strong>Generative Engine Optimization (GEO)</strong> กำลังกลายเป็น PR pillar ใหม่ แต่ 29% ขององค์กรยังไม่มีผู้รับผิดชอบด้าน AI visibility อย่างชัดเจน — นี่คือช่องว่างที่ทีม PR ยุคใหม่ต้องรีบเติม</p>
<p>และแม้ AI จะช่วยด้านความคิดสร้างสรรค์ได้ แต่ press release ที่ "ฟังดูเหมือนผลิตโดย AI" จะถูกนักข่าวมองด้วยความสงสัยและปฏิเสธมากขึ้น การแก้ไขเนื้อหาให้มีน้ำเสียงของมนุษย์จึงยังจำเป็นอยู่เสมอ</p>

<h2>สิ่งที่ข่าว PR ที่สื่อนำลงทุกชิ้นมีเหมือนกัน</h2>
<p>ย้อนกลับไปดูตัวอย่างทั้ง 10 คู่ที่เปรียบกันมา จะพบว่า PR ที่ได้ลงสื่อทุกชิ้นมีสิ่งเหมือนกัน 3 ข้อ</p>
<ul>
  <li><strong>ตอบคำถาม "ทำไมผู้อ่านถึงควรสนใจ?" ได้ทันทีตั้งแต่ Headline</strong></li>
  <li><strong>มีข้อมูลที่นักข่าวนำไปใช้ต่อได้โดยไม่ต้องค้นหาเพิ่ม</strong></li>
  <li><strong>ส่งถึงคนที่ใช่ในเวลาที่ใช่</strong> ไม่ใช่ส่งให้ทุกคนในเวลาเดิม</li>
</ul>
<p>ความจริงที่น่าสนใจคือ 72% ของนักข่าวบอกว่าชอบรับ press release และประมาณครึ่งหนึ่งพร้อมใช้เนื้อหานั้นโดยแทบไม่ตัดต่อ — ถ้าเตรียมมาดีพอ นักข่าวไม่ได้เป็นศัตรู แค่ต้องการเหตุผลที่ดีพอให้เลือกข่าวของคุณ</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://presspage.com/blog/bad-press-release-examples-common-mistakes-and-how-to-fix-them">Presspage – Bad Press Release Examples: Common Mistakes and How to Fix Them</a></li>
  <li><a href="https://prlab.co/blog/public-relations-statistics-2026/">PRLab – Public Relations Statistics 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.cision.com/resources/articles/why-do-journalists-ignore-your-pr-pitch/">Cision – Why Do Journalists Ignore Your PR Pitch?</a></li>
  <li><a href="https://reachwire.co.uk/blog/press-release-mistakes/">ReachWire – Press Release Mistakes</a></li>
  <li><a href="https://cloutmediaagency.com/blogs/how-to-write-press-release-gets-published-2026">Clout Media Agency – How to Write a Press Release That Gets Published in 2026</a></li>
  <li><a href="https://jobs.prsa.org/career-resources/finding-talent-10/how-to-write-a-press-release-that-gets-coverage-in-2025-412">PRSA – How to Write a Press Release That Gets Coverage in 2025</a></li>
  <li><a href="https://authoritytech.io/blog/why-press-releases-fail">AuthorityTech – Why Press Releases Fail</a></li>
  <li><a href="https://www.contentgrip.com/how-to-write-a-press-release-examples/">ContentGrip – How to Write a Press Release: Examples</a></li>
  <li><a href="https://press.farm/pr-trends-statistics-2026-takeaways-whats-next/">Press.farm – PR Trends &amp; Statistics 2026: Takeaways &amp; What's Next</a></li>
  <li><a href="https://www.prnewswire.com/resources/articles/3-takeaways-2025-state-of-the-media-report/">PR Newswire – 3 Takeaways: 2025 State of the Media Report</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aaeb55f27e8d.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aaeb55f27e8d.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Search Intent ผู้บริโภคไทยปี 2569: คนค้นหาอะไรก่อนซื้อ และ PR ต้องปรับตัวอย่างไร</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4521-search-intent-ผู้บริโภคไทยปี-2569-คนค้นหาอะไรก่อนซื้อ-และ-pr-ต้องปรับตัวอย่างไร</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4521-search-intent-ผู้บริโภคไทยปี-2569-คนค้นหาอะไรก่อนซื้อ-และ-pr-ต้องปรับตัวอย่างไร</guid>
            <pubDate>Mon, 21 Sep 2026 18:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[ผู้บริโภคไทยปี 2569 ไม่ได้ "เสิร์ชแล้วซื้อ" แบบตรงๆ อีกต่อไป แต่ผ่านกระบวนการค้นหา 3 ชั้น ข้ามหลายแพลตฟอร์ม ก่อนจะยอมจ่ายสักครั้ง นักทำ PR ที่ไม่เข้าใจ Search Intent จะพลาดโอกาสสำคัญ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>107 ล้านครั้ง — นั่นคือจำนวนการค้นหาสินค้าบน TikTok ในประเทศไทยเพียงปีเดียว และตัวเลขนี้ยังโตขึ้น 175% ในไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียว Search Intent ผู้บริโภคไทยปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่ Google อีกต่อไป แต่กระจายตัวข้ามแพลตฟอร์ม มีเลเยอร์ความซับซ้อนใหม่ และถ้านักทำ PR ยังส่ง Press Release แบบเดิม ก็เหมือนตะโกนในห้องที่ไม่มีใครอยู่</p>

<h2>ทำไม Search Intent ถึงสำคัญกว่าที่เคย</h2>
<p>Google ยังครองตลาดค้นหาในไทยที่ 97–98% แต่นั่นเป็นภาพใหญ่ที่ซ่อนความจริงไว้ข้างใต้ ในความเป็นจริง ผู้บริโภคไทยสลับแพลตฟอร์มตลอดเวลา ตั้งแต่ LINE, TikTok ไปจนถึง ChatGPT ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสักอย่าง</p>
<p>และที่น่าสังเกตมากกว่านั้นคือ <strong>เวลา</strong> ที่คนค้นหา: 58% ค้นหาสินค้าช่วงเย็น, 43% ช่วงกลางคืน และ 42% ช่วงกลางวัน แปลว่าพฤติกรรม "เสิร์ชแล้วช้อป" เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ไม่มีหยุดพัก</p>

<h2>3 ชั้นการค้นหาของผู้บริโภคไทย ก่อนกดจ่ายเงิน</h2>
<p>งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า Consumer Journey ปี 2569 แบ่งออกเป็น 3 ชั้นที่มีระดับความน่าเชื่อถือต่างกันชัดเจน</p>

<h3>ชั้นที่ 1: Discovery Layer — เริ่มจากโซเชียล</h3>
<p>จุดเริ่มต้นของทุกการซื้อมักเกิดจากการ "ไถฟีด" บน TikTok, Instagram หรือ Facebook ผู้บริโภครู้ดีว่าข้อมูลตรงนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง 100% แต่มันคือแสงไฟที่จุดประกายความสนใจ</p>
<p>83% ของนักช้อปใช้ TikTok ค้นหาข้อมูลสินค้าหรือโปรโมชั่น<strong>ซ้ำๆ</strong> ก่อนตัดสินใจ และ 6 ใน 10 คนมียอดใช้จ่ายสูงกว่าปกติในช่วง Mega Sales เพราะผ่านการวางแผนมาแล้วเป็นอย่างดี</p>

<h3>ชั้นที่ 2: Hybrid Layer — ถามคนที่ไว้ใจ</h3>
<p>หลังเห็นสินค้าในโซเชียล ขั้นต่อไปคือการยืนยันกับกลุ่มเพื่อน คนรู้จัก หรือ Community ออนไลน์ที่มี Specialist คอยกรองข้อมูล ชั้นนี้มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้นมากในสายตาผู้บริโภค</p>
<p>นี่คือเหตุผลที่รีวิวจากคนจริง รีวิวใน Pantip หรือกลุ่ม Facebook เฉพาะทางมีพลังสูงกว่าโฆษณา เพราะมันอยู่ในชั้นที่ผู้บริโภค "เลือกจะเชื่อ" อยู่แล้ว</p>

<h3>ชั้นที่ 3: Decision Layer — ตัดสินใจด้วยข้อมูลอย่างเป็นทางการ</h3>
<p>ขั้นสุดท้ายก่อนกดซื้อ ผู้บริโภคจะหันไปหา Official Channel และใช้ AI ช่วยประมวลผล เช่น ถาม ChatGPT ว่าร้านไหนดีกว่า แล้วเอาคำตอบมาเช็กใน Google อีกรอบ ก่อนเลือกคำตอบที่ถูกใจที่สุด</p>

<h2>4 ประเภท Search Intent ที่นักทำ PR ต้องแยกให้ออก</h2>
<p>ไม่ใช่ทุกการเสิร์ชที่มีเจตนาเดียวกัน การเข้าใจ Search Intent ผู้บริโภคไทยในเชิงลึกคือกุญแจสำคัญในการวางแผนคอนเทนต์ PR ให้โดนใจ</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ประเภท Intent</th>
      <th>ความหมาย</th>
      <th>คีย์เวิร์ดที่มักพบ</th>
      <th>PR ควรทำอะไร</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>Informational</strong></td>
      <td>ต้องการข้อมูลความรู้</td>
      <td>คืออะไร / วิธี / ทำไม</td>
      <td>บทความให้ความรู้เชิงลึก</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Commercial Investigation</strong></td>
      <td>เปรียบเทียบก่อนซื้อ</td>
      <td>รีวิว / รุ่นไหนดี / เปรียบเทียบ</td>
      <td>ตารางเปรียบเทียบ / ข้อดี-ข้อเสีย</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Transactional</strong></td>
      <td>พร้อมจ่ายเงินแล้ว</td>
      <td>ซื้อ / ราคา / โปรโมชัน / จอง</td>
      <td>Landing Page ชัดเจน / ข้อเสนอพิเศษ</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Navigational</strong></td>
      <td>หาแบรนด์หรือเว็บเฉพาะ</td>
      <td>ชื่อแบรนด์ / ชื่อเว็บไซต์</td>
      <td>ดูแล Branded Search ให้แข็งแกร่ง</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<p>ในบริบทปี 2569 Commercial Investigation Intent กำลังได้รับความสำคัญสูงสุดในวงการ AEO (Answer Engine Optimization) เพราะ AI Search มักดึงข้อมูลรูปแบบ<strong>ตารางเปรียบเทียบ</strong>ไปสรุปให้ผู้ใช้ฟัง แบรนด์ที่ทำตารางข้อดี-ข้อเสียไว้ดี จึงมีโอกาสปรากฏในผลลัพธ์ AI สูงกว่า</p>

<h2>ผู้บริโภคยุค "นักวิทยาศาสตร์การซื้อ" — ไม่เชื่อโฆษณาอีกต่อไป</h2>
<p>คำนี้ไม่ได้เกินจริง ผู้บริโภคไทยปี 2569 โดยเฉพาะในหมวดความงาม สุขภาพ การเงิน และเทคโนโลยี จะ<strong>ไม่เชื่อคำโฆษณาโดยตรง</strong> แต่จะตรวจสอบหลักฐาน เปรียบเทียบรีวิว อ่านข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง</p>
<p>พฤติกรรมนี้กำลังกลายเป็น<strong>บรรทัดฐานใหม่</strong>ของผู้บริโภคไทย ไม่ใช่แค่กลุ่ม Niche อีกต่อไป และมันเกิดพร้อมกับ "กรอบการป้องกันการใช้เงินที่หนาขึ้น" ที่ทำให้ขั้นตอนก่อนซื้อซับซ้อนขึ้นถึง 6 ขั้น</p>
<p>ที่น่าสนใจคือ คนไทยไม่ได้ค้นหาเพื่อ "ซื้อถูก" แต่ต้องการ <strong>"ซื้อคุ้ม"</strong> — ความแตกต่างเพียงคำเดียวนี้เปลี่ยนโจทย์ PR ไปอย่างสิ้นเชิง แบรนด์ที่สื่อสาร Value ได้ชัดจะชนะแบรนด์ที่แข่งราคาเสมอ</p>

<h2>AI Stacking: เทรนด์ใหม่ที่ทำให้ PR ต้องทำงานสองชั้นพร้อมกัน</h2>
<p>ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า <strong>AI Stacking</strong> คือพฤติกรรมที่ผู้บริโภคใช้ AI อย่าง ChatGPT คัดกรองสินค้าเบื้องต้น แล้วนำผลลัพธ์มาค้นหาใน Google ซ้ำเพื่อเช็กรีวิวและราคา</p>
<p>ข้อมูลจาก Similarweb ชี้ว่า <strong>89% ของคนที่ใช้ AI</strong> มีพฤติกรรมนี้ และในไทย ChatGPT ครองส่วนแบ่งการเข้าถึงเว็บไซต์ AI สูงถึง 84.3% ส่วน Google Gemini ตามมาห่างมากที่ 6.32%</p>
<p>นั่นแปลว่าแบรนด์ต้องทำงานควบคู่กันสองด้าน: <strong>AEO</strong> เพื่อให้ AI แนะนำแบรนด์ได้ และ <strong>SEO</strong> เพื่อให้ลูกค้าที่กลับมาค้นหายืนยันเจอ นอกจากนี้ข้อมูลจาก SE Ranking ยังพบว่า 71% ของเว็บไซต์ที่ ChatGPT นำไปอ้างอิง มีการทำ Structured Data (Schema Markup) ที่ถูกต้อง — ทักษะที่ PR ยุคนี้ต้องเรียนรู้โดยด่วน</p>

<h2>นัยสำคัญ: PR ต้องปรับกลยุทธ์อย่างไรในยุค Search Intent</h2>
<p>จากทุกข้อมูลที่กล่าวมา สิ่งที่นักทำ PR ต้องเปลี่ยนมี 4 ข้อหลัก:</p>
<ul>
  <li><strong>คอนเทนต์ต้องตอบ Intent ไม่ใช่แค่ประกาศข่าว</strong> — สร้างคอนเทนต์ที่ตอบคำถาม "รีวิวจากผู้ใช้จริงเป็นอย่างไร" และ "เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นอย่างไร" โดยตรง</li>
  <li><strong>จังหวะการปล่อยคอนเทนต์สำคัญมาก</strong> — ผู้บริโภคเริ่มวางแผนก่อนซื้อเฉลี่ย 2.8 วัน ดังนั้นการปล่อยคอนเทนต์ก่อน Key Date จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น</li>
  <li><strong>Multi-Platform คือมาตรฐาน ไม่ใช่โบนัส</strong> — ต้องครอบคลุมตั้งแต่โซเชียล (Discovery) → Community/Review (Hybrid) → Official/AI (Decision) ให้ครบวงจร</li>
  <li><strong>Structured Data และ AEO คือทักษะใหม่ของ PR</strong> — แบรนด์ที่ไม่ได้เตรียมข้อมูลให้ AI ดึงไปใช้ จะมองไม่เห็นในผลการค้นหายุคหน้า</li>
</ul>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.telecomlover.com/2026/09/09/tiktok-thailand-mega-sales-shopping-search-2026/">TikTok Thailand Mega Sales Shopping Search 2026 — Telecom Lover</a></li>
  <li><a href="https://positioningmag.com/pr-news/115563">Positioning Magazine — PR News</a></li>
  <li><a href="https://www.marketingoops.com/news/seminar-and-forum/consumers-untold-2026-mos2026/">Consumers Untold 2026 — Marketing Oops</a></li>
  <li><a href="https://predictive.co.th/en/blog/ecommerce-trends-2026/">E-Commerce Trends 2026 — Predictive</a></li>
  <li><a href="https://www.questionpro.com/blog/th/thai-consumer-insight-beats-ads-2026">Thai Consumer Insight Beats Ads 2026 — QuestionPro</a></li>
  <li><a href="https://www.smejump.co.th/blog/thai-online-shopping-behavior-2026/">Thai Online Shopping Behavior 2026 — SME Jump</a></li>
  <li><a href="https://www.inspiradigitalagency.com/digital-marketing-seo-stats-thailand/">Digital Marketing SEO Stats Thailand — Inspira Digital Agency</a></li>
  <li><a href="https://www.pantitacademy.com/search-intent-aeo-strategy/">Search Intent &amp; AEO Strategy — Pantit Academy</a></li>
  <li><a href="https://today.line.me/th/v3/article/Gg5w785">LINE Today — บทความผู้บริโภคไทย</a></li>
  <li><a href="https://www.rainmaker.in.th/insight-value-driven-spending-form-tiktok-2026/">Value-Driven Spending from TikTok 2026 — Rainmaker</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aaeb55f3d72e.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aaeb55f3d72e.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง 2569: 3 ตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์จับตา และกระทบปากท้องคนธรรมดาอย่างไร</title>
            <link>https://prnewsplus.com/finance/4532-เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง-2569-3-ตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์จับตา-และกระทบปากท้องคนธรรมดาอย่างไร</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/finance/4532-เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง-2569-3-ตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์จับตา-และกระทบปากท้องคนธรรมดาอย่างไร</guid>
            <pubDate>Mon, 21 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>การเงิน / การลงทุน</category>
            <description><![CDATA[GDP โต 2% แต่ค่าจ้างจริงติดลบ หนี้ครัวเรือนเกือบ 8 แสนบาท เงินเฟ้อพุ่งแตะ 3.1% — เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง 2569 ผ่านจุดต่ำสุดจริงหรือเปล่า? และตัวเลขพวกนี้กระทบชีวิตประจำวันของคนธรรมดาอย่างไรบ้าง...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>GDP โตแค่ 2% แต่ค่าจ้างจริงติดลบ และหนี้ต่อครัวเรือนเฉลี่ยพุ่งแตะ 794,945 บาท — <strong>เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง 2569</strong> ฟื้นตัวในแบบที่ตัวเลข GDP ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด นักเศรษฐศาสตร์กำลังจับตา 3 ตัวเลขสำคัญที่ส่งผลถึงปากท้องคนธรรมดาโดยตรง และนี่คือภาพรวมที่คุณควรรู้</p>

<h2>ทำไมตัวเลข GDP ถึงโกหกคุณได้?</h2>
<p>พูดถึง GDP มักนึกถึงตัวเลขโต-ลด ประเทศดี-ไม่ดี แต่ปี 2569 สอนบทเรียนสำคัญว่า GDP ขึ้นได้ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกลำบากกว่าเดิม</p>
<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ <strong>2.0%</strong> โดยมองว่าเศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 แต่ครึ่งปีหลังจะชะลอลงมาเหลือ <strong>1.7%</strong> จากครึ่งแรกที่ 2.4% ขณะที่ SCB EIC ปรับลดคาดการณ์รุนแรงกว่านั้น เหลือเพียง <strong>1.4%</strong> เพราะสงครามในตะวันออกกลางดันราคาพลังงานสูงขึ้น</p>
<p>กกร. คาดการณ์ GDP ปีนี้ที่กรอบ 1.6–2.0% ซึ่งฟังดูเหมือนบวก แต่ที่จริงคือ <em>ต่ำกว่าศักยภาพที่เศรษฐกิจไทยควรโตได้ถึง 3–4% มาก</em></p>
<p>ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ ข้อมูลบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเดินหน้าแบบ <strong>K-shaped</strong> — กราฟเส้นบนพุ่งสูง กราฟเส้นล่างดิ่งลึก แม้ GDP รวมจะโต 2.5% แต่รายได้ครัวเรือนกลับ<strong>ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี</strong></p>

<h2>ตัวเลขที่ 1: GDP โตต่ำ ต่ำกว่าที่คิด</h2>
<p>ลองจินตนาการว่าคุณวิ่งบนลู่วิ่งที่ความเร็ว 2 km/h แต่ลู่วิ่งเดินถอยหลัง 3 km/h — ตัวเลขบอกว่าคุณ "วิ่งอยู่" แต่จริงๆ คุณถอยหลัง</p>
<p>นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ การเติบโต 2% ฟังดูบวก แต่เมื่อเทียบกับภาระค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และแรงกดดันจากสงครามการค้าสหรัฐฯ ที่กระทบภาคส่งออก ตัวเลขจริงที่คนรู้สึกในชีวิตประจำวันต่างออกไปมาก</p>
<p>ปัจจัยเสี่ยงที่ยังคุกคามครึ่งปีหลังมีหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และภาวะเอลนีโญที่กำลังซ้ำเติมภาคเกษตร</p>

<h2>ตัวเลขที่ 2: เงินเฟ้อ &amp; ดอกเบี้ย — ปมที่ กนง. ต้องแบกรับ</h2>
<p>เงินเฟ้อและดอกเบี้ยนโยบายคือ "คันเร่ง" กับ "เบรก" ของเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ทั้งสองดูเหมือนกำลังชนกันเอง</p>
<p>ตลอดปี 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจ<strong>คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0%</strong> — ต่ำมากในมาตรฐานสากล แต่การที่เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่องและคาดว่าจะอยู่เหนือกรอบเป้าหมายในช่วงที่เหลือของปี สร้างแรงกดดันให้ กนง. ต้องนิ่งรับแรงสองด้านพร้อมกัน</p>
<p>สำนักวิจัยต่างๆ ประเมินตัวเลขเงินเฟ้อปีนี้แตกต่างกันพอสมควร:</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>สำนักวิจัย</th>
      <th>ประมาณการเงินเฟ้อทั้งปี 2569</th>
      <th>ดอกเบี้ยนโยบาย</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</td>
      <td>3.1%</td>
      <td>คง 1.0%</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</td>
      <td>2.8%</td>
      <td>คง 1.0%</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>SCB EIC</td>
      <td>—</td>
      <td>คง 1.0%</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<p>ตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่างกันนี้ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่สะท้อนการมองปัจจัยเสี่ยงต่างกัน โดยเฉพาะ<strong>ผลกระทบจากเอลนีโญ</strong> ที่คาดว่าจะกดดันราคาสินค้าเกษตรและอาหารให้พุ่งสูงในไตรมาส 4 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ก่อนจะผ่อนคลายลง</p>
<p>สำหรับคนธรรมดา ความหมายคือ ข้าวของแพงขึ้น แต่ดอกเบี้ยไม่ลงง่ายๆ ผู้มีหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลยังต้องแบกภาระเดิม</p>

<h2>ตัวเลขที่ 3: หนี้ครัวเรือน 794,945 บาท — ระเบิดเวลาที่นับถอยหลังอยู่</h2>
<p>ลองนึกดูว่า ถ้าครอบครัวคุณมีหนี้เกือบ 8 แสนบาทแต่รายได้จริงกำลังหด นั่นคือสถานการณ์เฉลี่ยของครัวเรือนไทยในปี 2569</p>
<p>ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 1,720 ราย พบว่าหนี้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ <strong>794,945 บาทต่อครัวเรือน</strong> และแม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในไตรมาส 2/2569 จะลดลงมาอยู่ที่ <strong>85.2%</strong> แต่ตัวเลขนี้ยังถือว่าสูงมากในระดับภูมิภาค</p>
<p>สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เป็นห่วงคือ <strong>ความสามารถในการชำระหนี้ยังคงอ่อนแอ</strong> โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่กำลังถูกกดดันจากทั้งหนี้เก่าและค่าครองชีพใหม่พร้อมกัน แม้โครงสร้างหนี้จะเคลื่อนเข้าสู่ระบบมากขึ้นก็ตาม</p>

<h2>เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง 2569 กระทบปากท้องอย่างไรบ้าง?</h2>
<p>ตัวเลขมหภาคดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ลองแปลงเป็นชีวิตประจำวันดู:</p>
<ul>
  <li><strong>ค่าจ้างจริงติดลบ:</strong> ค่าจ้างเฉลี่ยไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน แต่เมื่อหักเงินเฟ้อที่ 2.70% แล้ว ค่าจ้างที่แท้จริงติดลบถึง <strong>2.88%</strong> แปลว่าได้เงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง</li>
  <li><strong>อาชีพอิสระโดนหนักที่สุด:</strong> กลุ่มฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระเผชิญค่าจ้างจริงที่ลดลงถึง <strong>4.54%</strong> เทียบกับลูกจ้างในระบบที่ลบ 1.76% — ช่องว่างเกือบ 3 เท่า</li>
  <li><strong>ธุรกิจปิดตัวพุ่ง:</strong> ครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ <strong>7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5%</strong> จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนแรงกดดันในภาคธุรกิจที่ยังหนักอยู่</li>
  <li><strong>การว่างงานแฝงเพิ่มขึ้น:</strong> แม้อัตราว่างงานอย่างเป็นทางการจะอยู่ที่ 0.94% แต่การว่างงานแฝงเพิ่มขึ้นเป็น 0.83% และชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลงเหลือ 40.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ — สัญญาณว่าตลาดแรงงานเปราะบางกว่าที่ตัวเลขหลักบอก</li>
</ul>
<p>มาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ของรัฐบาลจะช่วยพยุงการบริโภคในไตรมาส 3/2569 ได้บ้าง แต่ผลจะเป็นเพียงการประคองระยะสั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง</p>

<h2>สรุป: 3 ตัวเลข 1 ภาพใหญ่</h2>
<p>เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง 2569 ไม่ใช่วิกฤตฉับพลัน แต่เป็นการ<strong>สึกกร่อนแบบเงียบๆ</strong> ที่สะสมต่อเนื่อง GDP โตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อดันค่าครองชีพ และหนี้ครัวเรือนยังเป็นระเบิดเวลาที่ยังไม่ถูกแก้จริงจัง</p>
<p>สำหรับคนธรรมดา บทเรียนที่ชัดเจนที่สุดคือ ตัวเลข GDP ไม่ใช่ตัวชี้วัดความเป็นอยู่ที่แท้จริง สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ ราคาพลังงานโลกจะไปทิศไหน เอลนีโญจะรุนแรงแค่ไหนในไตรมาส 4 และรัฐบาลจะมีมาตรการระยะยาวที่แข็งแกร่งพอสำหรับกลุ่มเปราะบางหรือไม่</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Press2Q2026-2026-06-16.aspx">ศูนย์วิจัยกสิกรไทย — ภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทย Q2/2569</a></li>
  <li><a href="https://siamturakij.com/%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0/">สยามธุรกิจ — กสิกรไทยคงประมาณการ GDP 2.0%</a></li>
  <li><a href="https://www.ebc.com/th/forex/308757.html">EBC — SCB EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.dailynews.co.th/news/6179340/">เดลินิวส์ — เศรษฐกิจไทยและแรงงาน 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.utcc.ac.th/utcc-economic-insight-household-debt-2026/">มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย — สำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2960289">ไทยรัฐ — นโยบายเศรษฐกิจและมาตรการรัฐ</a></li>
  <li><a href="https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-121">Policy Watch Thai PBS — วิเคราะห์นโยบายการเงิน</a></li>
  <li><a href="https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-143">Policy Watch Thai PBS — เงินเฟ้อและดอกเบี้ยนโยบาย 2569</a></li>
  <li><a href="https://spacebar.th/business/social-thai-q2-69">Spacebar — สังคมและเศรษฐกิจไทย Q2/2569</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020170739a.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6ab020170739a.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ทำไมการดูดไขมันทั้งตัว ถึงเป็นคำตอบในการรีเซ็ตเรือนร่าง</title>
            <link>https://prnewsplus.com/health/4537-ทำไมการดูดไขมันทั้งตัว-ถึงเป็นคำตอบในการรีเซ็ตเรือนร่าง</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/health/4537-ทำไมการดูดไขมันทั้งตัว-ถึงเป็นคำตอบในการรีเซ็ตเรือนร่าง</guid>
            <pubDate>Mon, 21 Sep 2026 09:56:14 +0700</pubDate>
            <dc:creator>sirada siripongwattana</dc:creator>
            <category>สุขภาพ / ความงาม</category>
            <description><![CDATA[เคยไหมคะ? น้ำหนักก็ลดลงแล้ว เสื้อผ้าไซซ์เล็กลง แต่พอส่องกระจกกลับยังรู้สึกว่าสัดส่วนไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะไขมันบางจุดยังสะสมอยู่ ทั้งหน้าท้อง เอว หลัง ต้นแขน หรือต้นขา แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกาย...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>เคยไหมคะ? น้ำหนักก็ลดลงแล้ว เสื้อผ้าไซซ์เล็กลง แต่พอส่องกระจกกลับยังรู้สึกว่าสัดส่วนไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะไขมันบางจุดยังสะสมอยู่ ทั้งหน้าท้อง เอว หลัง ต้นแขน หรือต้นขา แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายมาแล้วก็ตาม ความจริงแล้ว น้ำหนักลด กับ สัดส่วนเปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ร่างกายของแต่ละคนมีรูปแบบการสะสมไขมันแตกต่างกัน จึงทำให้บางจุดลดง่าย ขณะที่บางจุดยังปรับได้ยาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ดูดไขมันทั้งตัว กลายเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากจัดระเบียบสัดส่วนใหม่ หรือที่หลายคนเรียกว่า “รีเซ็ตเรือนร่าง”</p><p><br></p><h3><strong>รีเซ็ตเรือนร่าง ไม่ได้หมายถึงต้องผอมที่สุด</strong></h3><p>พอพูดถึงการ <a href="https://www.issaveeclinic.com/blog/10-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7-%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank"><strong>ดูดไขมันทั้งตัว</strong></a> หลายคนอาจนึกถึงการดูดไขมันออกเยอะ ๆ เพื่อให้น้ำหนักลดลงเร็วที่สุด แต่จริง ๆ เป้าหมายหลักของการดูดไขมันคือการปรับรูปร่าง มากกว่าการลดน้ำหนักค่ะ</p><p><br></p><p>คำว่า “รีเซ็ต” ในที่นี้จึงเป็นการกลับมามองรูปร่างโดยรวมว่า ตรงไหนมีไขมันสะสมจนทำให้สัดส่วนดูหนัก ตรงไหนควรลดเพื่อสร้างส่วนเว้า และตรงไหนควรเก็บไว้เพื่อให้เส้นโค้งของร่างกายยังดูเป็นธรรมชาติ</p><p>เพราะหุ่นที่ดูสมส่วน ไม่ได้เกิดจากการทำให้ทุกส่วนเล็กที่สุดเสมอไปค่ะ</p><p><br></p><h3><strong>ทำไมบางคนลดน้ำหนักแล้ว แต่หุ่นยังไม่เปลี่ยนอย่างที่หวัง?</strong></h3><p>เวลาน้ำหนักลด เราไม่สามารถเลือกได้ว่าอยากให้ร่างกายดึงไขมันจากหน้าท้อง ต้นแขน หรือต้นขาออกก่อน บางคนหน้ากับช่วงอกเล็กลงเร็ว แต่ไขมันบริเวณเอวและหน้าท้องยังอยู่ ขณะที่บางคนช่วงบนค่อนข้างเล็ก แต่มีไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามากกว่า</p><p>พันธุกรรม ฮอร์โมน อายุ และโครงสร้างร่างกาย ล้วนมีส่วนทำให้ตำแหน่งสะสมไขมันของแต่ละคนแตกต่างกันค่ะ</p><p><br></p><p>การดูดไขมันทั้งตัว จึงเข้ามาช่วยในจุดที่การลดน้ำหนักทั่วไปทำไม่ได้ นั่นคือการเลือกปรับไขมันในบริเวณที่ต้องการอย่างเฉพาะเจาะจง</p><p><br></p><p>อีกเหตุผลที่การวางแผนหลายบริเวณน่าสนใจ คือรูปร่างของเราไม่ได้แยกเป็นส่วน ๆ หน้าท้องสัมพันธ์กับเอว เอวสัมพันธ์กับหลังและสะโพก เช่นเดียวกับต้นแขนที่ต้องมองร่วมกับหัวไหล่และช่วงลำตัว ถ้าลดเฉพาะหน้าท้อง แต่ยังมีไขมันบริเวณเอวและหลัง สัดส่วนด้านหน้าอาจดูเล็กลง แต่เมื่อมองทั้งตัวก็ยังไม่เห็นเส้นโค้งชัดเจน</p><p><br></p><p>การวางแผนดูดไขมันทั้งตัว จึงเป็นการมองภาพรวมก่อนว่า บริเวณไหนควรปรับร่วมกัน เพื่อให้เส้นของรูปร่างเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ทำให้แต่ละจุดเล็กลงแยกกันค่ะ</p><p><br></p><h3><strong>แล้วจำเป็นต้องดูดทุกส่วนของร่างกายไหม?</strong></h3><p>ไม่จำเป็นเลยค่ะ คำว่า “ทั้งตัว” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องดูดไขมันตั้งแต่แขนไปจนถึงขาในครั้งเดียว</p><p>บางคนอาจต้องการเน้นช่วงลำตัว เช่น หน้าท้อง เอว สีข้าง และหลัง ขณะที่อีกคนอาจมีปัญหาหลักทั้งต้นแขน หน้าท้อง และต้นขา แผนจึงต้องออกแบบตามรูปร่างและเป้าหมายของแต่ละคน</p><p>รวมถึงไม่ได้หมายความว่าทุกบริเวณจะต้องทำพร้อมกันในครั้งเดียวด้วย หากมีพื้นที่ที่ต้องการทำมากหรือมีปริมาณไขมันค่อนข้างเยอะ แพทย์อาจพิจารณาแบ่งทำเป็นหลายครั้งตามความเหมาะสมและความปลอดภัยค่ะ</p><p><br></p><h3><strong>การดูดไขมันทั้งตัว เหมาะกับใคร?</strong></h3><p>โดยทั่วไปจะเหมาะกับคนที่น้ำหนักค่อนข้างคงที่ แต่ยังมีไขมันสะสมเฉพาะจุดหลายบริเวณ หรือคนที่ลดน้ำหนักและออกกำลังกายแล้ว แต่สัดส่วนบางส่วนยังไม่ลงตามที่ต้องการ</p><p><br></p><p>สิ่งสำคัญคือ ดูดไขมันทั้งตัวไม่ใช่วิธีรักษาโรคอ้วนหรือทางลัดในการลดน้ำหนัก แต่เป็นเครื่องมือในการปรับรูปร่างให้สมดุลขึ้น ดังนั้น ก่อนทำจึงควรประเมินทั้งปริมาณไขมัน คุณภาพผิว สุขภาพ และความคาดหวังของแต่ละคน</p><p><br></p><p>สำหรับใครที่กำลังสนใจ ดูดไขมันทั้งตัว สามารถเข้ามาปรึกษาที่ <a href="https://www.issaveeclinic.com/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank"><strong>Issavee Clinic</strong></a> เพื่อให้แพทย์ประเมินรูปร่างและวางแผนเป็นรายบุคคล ว่าควรเน้นบริเวณไหน ทำจุดใดร่วมกัน หรือควรแบ่งการรักษาอย่างไร เพื่อให้ได้สัดส่วนที่ดูสมดุล เป็นธรรมชาติ และเหมาะกับร่างกายของเรามากที่สุดค่ะ</p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab09cce011fb_1789959374.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6ab09cce011fb_1789959374.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>เงินเดือนข้าราชการไทย 2569 เทียบเอกชน: ตัวเลขจริง 8 สายงาน บอกเลยว่าใครได้มากกว่าเมื่อรวมสวัสดิการ</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4517-เงินเดือนข้าราชการไทย-2569-เทียบเอกชน-ตัวเลขจริง-8-สายงาน-บอกเลยว่าใครได้มากกว่าเมื่อรวมสวัสดิการ</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4517-เงินเดือนข้าราชการไทย-2569-เทียบเอกชน-ตัวเลขจริง-8-สายงาน-บอกเลยว่าใครได้มากกว่าเมื่อรวมสวัสดิการ</guid>
            <pubDate>Sun, 20 Sep 2026 18:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[ข้าราชการ ป.ตรี เริ่มต้น 18,150 บาท ส่วน IT เอกชนเฉลี่ย 56,583 บาท ดูตัวเลขเปล่าอาจดูห่างกันมาก แต่พอรวมสวัสดิการค่ารักษา-บำนาญแล้ว คำตอบไม่ง่ายอย่างที่คิด...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ตัวเลข 18,150 บาท กับ 56,583 บาท — นี่คือช่องว่างระหว่างเงินเดือนข้าราชการ ป.ตรี เริ่มต้น กับ IT เอกชนเฉลี่ยในปี 2569 ดูเผินๆ ราชการแพ้ยับ แต่ถ้ารวมค่ารักษาพยาบาล บำนาญตลอดชีพ และสวัสดิการอีกนับสิบรายการเข้าไป ภาพเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ บทความนี้เอาตัวเลขจริงจาก 8 สายงานมากางให้เห็นชัดๆ ว่า <strong>เงินเดือนข้าราชการไทย 2569</strong> เทียบเอกชนแล้ว "ใครได้มากกว่า" จริงๆ</p>

<h2>ฉากหลัง: ปรับเงินเดือนข้าราชการรอบที่ 2 ใน 2 ปี</h2>
<p>เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 รัฐบาลปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทุกวุฒิขึ้น 10% ต่อเนื่องจากการปรับรอบแรกในปี 2567 ผลคือปี 2569 ข้าราชการพลเรือนบรรจุใหม่วุฒิปริญญาตรีได้ <strong>18,150 บาท</strong> วุฒิปริญญาโทได้ <strong>21,420 บาท</strong> ซึ่งถือเป็นตัวเลขพื้นฐานก่อนบวกเงินเพิ่มพิเศษตามสายงาน</p>

<h2>เงินเดือนข้าราชการไทย 2569 เทียบเอกชน แยกราย 8 สายงาน</h2>
<p>ดูตารางนี้ก่อน แล้วค่อยไปเจาะรายสายงานที่น่าสนใจ</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>สายงาน</th>
      <th>ข้าราชการ (บาท/เดือน)</th>
      <th>เอกชน เฉลี่ย (บาท/เดือน)</th>
      <th>ใครนำ?</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>ครูผู้ช่วย (ป.ตรี 4 ปี)</td>
      <td>18,220</td>
      <td>—</td>
      <td>ราชการ (มั่นคง+วิทยฐานะ)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>แพทย์/สาธารณสุข</td>
      <td>สูงสุด (เงินเพิ่มพิเศษ)</td>
      <td>41,125</td>
      <td>ขึ้นอยู่กับระดับ</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>IT / โปรแกรมเมอร์</td>
      <td>18,150 (พลเรือนทั่วไป)</td>
      <td>56,583</td>
      <td>เอกชนนำขาด</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>วิศวกร</td>
      <td>18,150–21,420</td>
      <td>45,625</td>
      <td>เอกชนนำ</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>การเงิน / บัญชี</td>
      <td>18,150–21,420</td>
      <td>40,938</td>
      <td>เอกชนนำ</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>งานขาย / การตลาด</td>
      <td>—</td>
      <td>20,295–30,898</td>
      <td>เอกชน (แต่ใกล้กัน)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>งานผลิต / ช่างเทคนิค</td>
      <td>—</td>
      <td>15,655–27,914</td>
      <td>ใกล้เคียงราชการเริ่มต้น</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ธุรการ / จัดซื้อ</td>
      <td>—</td>
      <td>17,841–23,649</td>
      <td>ใกล้เคียงราชการเริ่มต้น</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h3>ครูผู้ช่วย: จุดพลิกอยู่ที่วิทยฐานะ ไม่ใช่เงินเดือนเริ่มต้น</h3>
<p>ครูบรรจุใหม่ปี 2569 เริ่มต้นที่ 18,220 บาท (ป.ตรี 4 ปี) ถึง 21,410 บาท (ป.ตรี 6 ปี / ป.โท) ซึ่งฟังดูธรรมดา แต่ "จุดพลิก" ที่แท้จริงคือ <strong>วิทยฐานะ คศ.2</strong></p>
<p>ครู คศ.2 ได้เงินวิทยฐานะเพิ่มอีก 3,500 บาท/เดือน ทำให้เงินเดือนตันกระโดดจาก 34,310 บาท ไปที่ <strong>58,390 บาท</strong> ส่วนครู คศ.5 (เชี่ยวชาญพิเศษ) ทะลุ 60,000 บาทขึ้นไปได้ ถ้าอยู่ในระบบนานพอ เส้นทางรายได้ครูจึงไม่ใช่เส้นตรง แต่เป็นขั้นบันไดที่พุ่งชันมากช่วงกลาง-ปลายอาชีพ</p>

<h3>แพทย์รัฐ vs เอกชน: สงครามที่ไม่มีผู้แพ้ชัดเจน</h3>
<p>สายสาธารณสุข (แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร) เป็นกลุ่มข้าราชการที่ได้รับ <strong>เงินเพิ่มพิเศษสูงสุด</strong> ในบรรดาข้าราชการทั้งหมด รองลงมาคือสายตุลาการและอัยการ ทำให้รายได้รวมของแพทย์ราชการไม่ได้ต่างจากเอกชนมากนัก</p>
<p>ขณะที่แพทย์เอกชนเฉลี่ยอยู่ที่ <strong>41,125 บาท</strong> แต่ตัวเลขนี้คือ "ค่าเฉลี่ย" ซึ่งรวมหมอจบใหม่ไว้ด้วย หมอเอกชนอาวุโสหรือทำคลินิกส่วนตัวมีโอกาสสร้างรายได้สูงกว่านี้หลายเท่า ส่วนหมอราชการได้บำนาญ+สวัสดิการเต็มรูปแบบเป็นตาข่ายรองรับ</p>

<h3>IT และโปรแกรมเมอร์: เอกชนชนะขาดไม่ต้องเถียง</h3>
<p>นี่คือสายงานที่ความแตกต่างชัดที่สุด เงินเดือนเฉลี่ย IT เอกชนอยู่ที่ <strong>56,583 บาท</strong> ส่วนวิศวกรคอมพิวเตอร์-ซอฟต์แวร์จบใหม่ (0–3 ปี) เริ่มต้นที่ 20,000–50,000 บาทแล้ว โดยคนที่เขียนโค้ดได้ดีและสื่อสารภาษาอังกฤษได้มีโอกาสต่อรองเงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p>เปรียบให้เห็นภาพ: ข้าราชการพลเรือนสาย IT ที่บรรจุใหม่ได้ 18,150 บาท ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันที่เลือกเอกชนอาจได้ 35,000–50,000 บาทตั้งแต่ปีแรก ช่องว่างนี้กว้างมากพอที่จะชดเชยสวัสดิการราชการทั้งหมดได้ในระยะสั้น</p>

<h3>วิศวกรและสายการเงิน: เอกชนนำแต่ไม่ทิ้งห่าง</h3>
<p>วิศวกรเอกชนเฉลี่ย <strong>45,625 บาท</strong> (วิศวกรอุตสาหการเฉลี่ยสูงขึ้นไปที่ 30,000–48,000 บาท) ส่วนสายการเงิน-บัญชีเฉลี่ย <strong>40,938 บาท</strong> ทั้งสองสายยังนำข้าราชการพลเรือนเริ่มต้นอยู่มาก แต่เมื่อข้าราชการเก็บประสบการณ์ได้สัก 10–15 ปี ช่องว่างจะแคบลง โดยเฉพาะเมื่อนับสวัสดิการเข้าไปด้วย</p>

<h3>งานขาย ช่างเทคนิค ธุรการ: ใกล้เคียงกันจนน่าแปลกใจ</h3>
<p>สายงานเหล่านี้มีเงินเดือนเอกชนเฉลี่ยใกล้เคียงหรือต่ำกว่าข้าราชการเริ่มต้นเสียอีก งานขาย/การตลาดเฉลี่ย 20,295–30,898 บาท ช่างเทคนิค 15,655–21,117 บาท ธุรการ/จัดซื้อ 17,841–23,649 บาท สายเหล่านี้ถ้าเทียบ "package จริง" แล้ว ราชการมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน</p>

<h2>สวัสดิการ: ตัวแปรลับที่เปลี่ยนภาพทั้งหมด</h2>
<p>สวัสดิการข้าราชการคือ "ส่วนที่มองไม่เห็นในสลิปเงินเดือน" แต่มีมูลค่ามหาศาล ได้แก่:</p>
<ul>
  <li><strong>ค่ารักษาพยาบาล</strong> — ครอบคลุมตัวเอง คู่สมรส บุตร และบิดามารดา</li>
  <li><strong>บำเหน็จบำนาญตลอดชีวิต</strong> — คำนวณจากสูตร เงินเดือนสุดท้าย × อายุราชการ ÷ 50 สูงสุด 70% ของเงินเดือน</li>
  <li><strong>ค่าการศึกษาบุตร</strong> — จนจบปริญญาตรี ไม่เกิน 3 คน</li>
  <li><strong>ค่าเช่าบ้าน</strong> — สำหรับผู้ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง</li>
  <li><strong>กองทุน กบข.</strong> — หัก 3% ตอนทำงาน คืนพร้อมดอกเบี้ยตอนเกษียณ</li>
  <li><strong>ลาพักผ่อน + ลากิจ</strong> — 10 วัน/ปี</li>
</ul>
<p>ตัวเลขที่บอกน้ำหนักของสวัสดิการได้ดีที่สุดคือ: งบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการในปีงบประมาณ 2569–2570 อยู่ที่ <strong>9.42 หมื่นล้านบาท</strong> เพิ่มขึ้น 57% จากปี 2560 และเมื่อรวมงบบำเหน็จบำนาญด้วย ตัวเลขพุ่งขึ้นไปที่ <strong>364,288 ล้านบาท</strong> ในปีงบประมาณ 2569 หรือกินสัดส่วนเกินครึ่งของงบกลางทั้งหมด</p>
<p>นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์บอกว่าข้าราชการ ป.ตรี เงินเดือน 18,150 บาท แต่มูลค่า "package จริง" อาจเทียบเท่า 30,000 บาท+/เดือน เมื่อนับสวัสดิการทั้งหมดรวมเข้าไป</p>

<h2>ฝั่งเอกชนก็ไม่นิ่ง: ประกันสังคมปรับใหม่ปี 2569</h2>
<p>ปี 2569–2571 เพดานค่าจ้างประกันสังคมถูกปรับขึ้นเป็น <strong>17,500 บาท/เดือน</strong> นายจ้างและลูกจ้างจ่ายฝ่ายละ 5% หรือสูงสุดคนละ <strong>875 บาท/เดือน</strong> (เพิ่มจาก 750 บาทเดิม) ซึ่งช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและชราภาพให้ลูกจ้างเอกชนในระยะยาว แต่ยังห่างชั้นจากสวัสดิการข้าราชการอยู่มาก</p>

<h2>สรุป: ใครควรเลือกทางไหน?</h2>
<p>คำตอบไม่ใช่ "ใครชนะ" แต่เป็น "ใครชนะในมิติที่คุณให้คุณค่า"</p>
<ul>
  <li><strong>เลือกราชการถ้า:</strong> คุณให้น้ำหนักกับความมั่นคง บำนาญหลังเกษียณ และสวัสดิการครอบครัวระยะยาว — โดยเฉพาะสายครู แพทย์ หรืองานที่เงินเดือนเอกชนไม่ต่างกันมาก</li>
  <li><strong>เลือกเอกชนถ้า:</strong> คุณอยู่ในสาย IT วิศวกร หรือการเงิน ซึ่งเงินเดือนเอกชนนำห่างพอที่จะ "ลงทุนด้วยตัวเอง" แทนบำนาญรัฐได้ และคุณชอบ career mobility ที่เติบโตเร็ว</li>
  <li><strong>สายงานระดับกลาง</strong> (ขาย ช่าง ธุรการ) ให้เปรียบเทียบ total package อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ เพราะตัวเลขใกล้กันมากจนสวัสดิการเป็นตัวชี้ขาด</li>
</ul>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://ratchakan.com/blog/sop-kp-69-salary-2569">ratchakan.com — อัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือน 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.kruchiangrai.net/2026/04/25/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-2569/">kruchiangrai.net — เงินเดือนข้าราชการครู 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.eduzones.com/2026/02/17/salary-kru69/">eduzones.com — เงินเดือนครู 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/351478">Thai PBS — ข่าวปรับเงินเดือนข้าราชการ</a></li>
  <li><a href="https://blog.jobthai.com/what-s-new/%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2569">JobThai — ภาพรวมการจ้างงานและสถิติเงินเดือน 2569</a></li>
  <li><a href="https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/social-security-contribution">JobsDB — ประกันสังคมและเงินสมทบ</a></li>
  <li><a href="https://prachatai.com/journal/2025/05/113069">ประชาไท — งบสวัสดิการข้าราชการ</a></li>
  <li><a href="https://themomentum.co/feature-civil-medical-welfare/">The Momentum — สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ</a></li>
  <li><a href="https://www.physicsblueprint.com/engineering-salary-update/">physicsblueprint.com — เงินเดือนวิศวกร</a></li>
  <li><a href="https://naewsob.com/ngern-deuan-kha-ratchakan-2569/">naewsob.com — เงินเดือนข้าราชการ 2569</a></li>
  <li><a href="https://fastjob.in.th/salary.php">fastjob.in.th — สถิติเงินเดือนตลาดแรงงานไทย</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aae30df1346b.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aae30df1346b.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>อำพล เทรดดิ้ง แนะ 6 จุดที่องค์กรควรตรวจสอบ ก่อนขายคอมพิวเตอร์บริษัทและโน้ตบุ๊กพนักงานเก่า</title>
            <link>https://prnewsplus.com/technology/4526-อำพล-เทรดดิ้ง-แนะ-6-จุดที่องค์กรควรตรวจสอบ-ก่อนขายคอมพิวเตอร์บริษัทและโน้ตบุ๊กพนักงานเก่า</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/technology/4526-อำพล-เทรดดิ้ง-แนะ-6-จุดที่องค์กรควรตรวจสอบ-ก่อนขายคอมพิวเตอร์บริษัทและโน้ตบุ๊กพนักงานเก่า</guid>
            <pubDate>Sun, 20 Sep 2026 15:33:09 +0700</pubDate>
            <dc:creator>บริษัท อำพล เทรดดิ้ง จำกัด</dc:creator>
            <category>ไอที / เทคโนโลยี</category>
            <description><![CDATA[บริษัท อำพล เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ให้บริการรับซื้อสินค้าไอทีมือสองจากลูกค้าทั่วไป บริษัท และองค์กร แนะนำ 6 จุดที่ฝ่าย IT ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบัญชี หรือผู้ดูแลทรัพย์สินควรตรวจสอบก่อนจำหน่ายคอมพิวเตอร์บริษัท...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อองค์กรเปลี่ยนรอบอุปกรณ์ ลดจำนวนเครื่อง ย้ายสำนักงาน หรือปลดคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กพนักงานออกจากการใช้งาน การจัดการอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาขายต่อเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบทั้งข้อมูลในเครื่อง สถานะทรัพย์สิน อุปกรณ์ที่ติดมากับเครื่อง และเอกสารอนุมัติก่อนส่งมอบ</p><p>บริษัท อำพล เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ให้บริการรับซื้อสินค้าไอทีมือสองจากลูกค้าทั่วไป บริษัท และองค์กร แนะนำ 6 จุดที่ฝ่าย IT ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบัญชี หรือผู้ดูแลทรัพย์สินควรตรวจสอบก่อนจำหน่ายคอมพิวเตอร์บริษัทและโน้ตบุ๊กพนักงานเก่า</p><p><strong>1. ตรวจ Asset List และ Serial Number ให้ตรงกับเครื่องจริง</strong></p><p>ก่อนเริ่มประเมินราคา ควรมีรายการทรัพย์สินที่ระบุอย่างน้อย รุ่น จำนวน สเปก และสถานะของแต่ละเครื่อง</p><p>สำหรับองค์กรที่มีอุปกรณ์จำนวนมาก สามารถเริ่มจาก Asset List หรือ Inventory List เช่นไฟล์ Excel โดยข้อมูลที่ช่วยให้การประเมินเบื้องต้นทำได้เร็วขึ้น ได้แก่</p><ul><li>ยี่ห้อและรุ่น</li><li>CPU</li><li>RAM</li><li>SSD หรือ HDD</li><li>จำนวนเครื่อง</li><li>Serial Number</li><li>Asset Tag</li><li>Adapter หรืออุปกรณ์ที่มี</li><li>สถานะการใช้งาน</li></ul><p>หากมีเครื่องรุ่นเดียวกันหลายสิบเครื่อง สามารถจัดเป็นกลุ่มเดียวกันได้ แต่ควรแยกเครื่องที่มีสภาพแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น เครื่องเปิดไม่ติด เครื่องไม่มี Storage หรือเครื่องที่อุปกรณ์ไม่ครบออกจากเครื่องปกติ</p><p>วิธีนี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนระหว่างรายการที่บริษัทอนุมัติให้จำหน่ายกับทรัพย์สินที่ส่งมอบจริง</p><p><strong>2. สำรองและจัดการข้อมูลก่อนส่งมอบ</strong></p><p>ข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญกว่ามูลค่าฮาร์ดแวร์ในหลายองค์กร</p><p>ก่อนนำคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กออกจากระบบ ฝ่าย IT ควรตรวจสอบว่างานและข้อมูลที่จำเป็นได้รับการสำรองเรียบร้อยแล้ว และดำเนินการล้างข้อมูลตามนโยบายด้านความปลอดภัยขององค์กร</p><p>องค์กรที่มีข้อกำหนดด้านข้อมูลสูงอาจเลือกถอด SSD หรือ HDD เก็บไว้เอง ซึ่งยังสามารถนำตัวเครื่องส่วนที่เหลือมาประเมินราคาได้ แต่ควรแจ้งผู้รับซื้อตั้งแต่ต้นว่า Storage ไม่รวมอยู่ในรายการขาย</p><p>หากองค์กรต้องการให้ผู้รับซื้อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูล ควรกำหนดวิธีการ ขอบเขต และหลักฐานที่ต้องการให้ชัดเจนก่อนส่งมอบ</p><p><strong>3. ถอน Domain, MDM และบัญชีองค์กรออกจากเครื่อง</strong></p><p>คอมพิวเตอร์องค์กรจำนวนมากไม่ได้เป็นเครื่อง Standalone แต่เชื่อมกับระบบบริหารจัดการจากส่วนกลาง</p><p>ก่อนจำหน่ายจึงควรตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น</p><ul><li>Windows Domain หรือบัญชีองค์กร</li><li>Microsoft Entra ID หรือระบบ Identity ของบริษัท</li><li>MDM หรือ Endpoint Management</li><li>BitLocker หรือระบบ Encryption</li><li>BIOS Password</li><li>Activation หรือ License ที่ผูกกับองค์กร</li><li>บัญชีผู้ใช้และบริการภายในบริษัท</li></ul><p>หากเครื่องยังติดระบบบริหารจากองค์กร เครื่องอาจไม่พร้อมสำหรับการนำกลับมาใช้งานต่อ และทำให้ขั้นตอนตรวจรับใช้เวลานานขึ้น</p><p>การแจ้งสถานะเหล่านี้ตั้งแต่ขั้นประเมินราคาจึงช่วยให้ทั้งผู้ขายและผู้รับซื้อวางแผนได้ถูกต้องกว่า</p><p><strong>4. แยกสภาพเครื่องก่อนตีราคา ไม่ควรเหมารวมทั้งล็อต</strong></p><p>แม้คอมพิวเตอร์จะเป็นรุ่นเดียวกันและซื้อพร้อมกัน แต่หลังจากใช้งานหลายปีสภาพของแต่ละเครื่องอาจแตกต่างกันมาก</p><p>ตัวอย่างเช่น Notebook รุ่นเดียวกันอาจมีทั้งเครื่องที่แบตเตอรี่ยังใช้งานได้ เครื่องที่แบตเสื่อม เครื่องจอมีตำหนิ เครื่องไม่มี Adapter หรือเครื่องที่เปิดไม่ติด</p><p>Desktop และ Workstation ก็อาจมี RAM, SSD, GPU หรืออุปกรณ์ภายในต่างกันจากการอัปเกรดระหว่างใช้งาน</p><p>ดังนั้นก่อนขอราคา ควรแบ่งสินค้าออกอย่างน้อยเป็นกลุ่มใช้งานปกติ มีตำหนิ เปิดไม่ติด และไม่ทราบอาการ</p><p>การให้ข้อมูลตรงกับสภาพจริงตั้งแต่ต้นทำให้ราคาประเมินเบื้องต้นใกล้เคียงกับราคาหลังตรวจเครื่องมากขึ้น และลดเวลาในการตรวจหน้างาน</p><p><strong>5. ตรวจสิทธิ์ในการจำหน่ายและเอกสารให้เรียบร้อย</strong></p><p>คอมพิวเตอร์ของบริษัทเป็นทรัพย์สินขององค์กร จึงควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์ที่นำออกจำหน่ายผ่านขั้นตอนอนุมัติภายในแล้ว</p><p>ควรระวังกรณีเครื่องเช่า เครื่องที่อยู่ระหว่างสัญญา อุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงานที่ปะปนอยู่ในล็อต หรือ Asset Tag ที่ไม่ตรงกับรายการอนุมัติ</p><p>แต่ละองค์กรอาจใช้เอกสารต่างกัน เช่น ใบเสนอราคา รายการทรัพย์สิน หนังสืออนุมัติ หรือเอกสารประกอบการซื้อขาย ฝ่ายบัญชีและฝ่ายจัดซื้อจึงควรแจ้งเงื่อนไขเอกสารให้ผู้รับซื้อทราบก่อนวันรับสินค้า</p><p>สำหรับล็อตขนาดใหญ่ การเคลียร์เรื่องเอกสารล่วงหน้าช่วยให้ขั้นตอนตรวจรับและชำระเงินทำได้รวดเร็วกว่า</p><p><strong>6. ส่ง Inventory List ประเมินก่อนนัดตรวจจริง</strong></p><p>องค์กรไม่จำเป็นต้องถ่ายรูปคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องตั้งแต่ขั้นแรก หากมีสินค้าหลายสิบหรือหลายร้อยรายการ</p><p>สามารถเริ่มจากการส่ง Inventory List พร้อมจำนวน สเปก และสถานะของอุปกรณ์ เพื่อให้ผู้รับซื้อประเมินช่วงราคาเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงขอรูปตัวอย่างหรือข้อมูลเพิ่มเติมของบางกลุ่มสินค้า</p><p>สำหรับล็อตที่ประกอบด้วย Desktop, Notebook, Mini PC หรือ Workstation หลายรุ่น วิธีนี้ช่วยให้ผู้ประเมินสามารถจัดกลุ่มสินค้าและคำนวณมูลค่าก่อนนัดตรวจหน้างานได้ง่ายขึ้น</p><p>หากมีสินค้าไอทีประเภทอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น Monitor, Server, Network Equipment, UPS, Dock หรือ Printer ควรระบุแยกประเภทและจำนวนให้ชัดเจน</p><p><strong>การประเมินคอมบริษัทไม่ได้ดูแค่ “เปิดติดหรือไม่”</strong></p><p>ปัจจัยด้านราคาของอุปกรณ์แต่ละประเภทแตกต่างกัน</p><p>Desktop PC มักพิจารณารุ่นของ CPU, RAM, Storage, Form Factor และสภาพ Port ขณะที่ Workstation ยังต้องพิจารณา GPU, VRAM, PSU และ Hardware เฉพาะทางเพิ่มเติม</p><p>สำหรับ Notebook จะมีตัวแปรเพิ่ม เช่น หน้าจอ แบตเตอรี่ Keyboard, Body, Adapter, Dock และสถานะระบบบริหารขององค์กร</p><p>การส่งข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่ต้นช่วยให้บริษัทผู้ขายเห็นช่วงราคาก่อนเข้าสู่ขั้นตอนอนุมัติภายใน และลดปัญหาการเปลี่ยนราคาจากข้อมูลที่ไม่ครบ</p><p><strong>วางแผนก่อนขาย ช่วยลดทั้งความเสี่ยงและเวลาจัดการ</strong></p><p>การจำหน่ายคอมพิวเตอร์เก่าของบริษัทจึงควรจัดการเป็นกระบวนการ ตั้งแต่ตรวจสิทธิ์ในทรัพย์สิน ทำ Inventory ตรวจข้อมูลและระบบภายใน แบ่งสภาพสินค้า ประเมินราคา ไปจนถึงการตรวจรับและจัดทำเอกสาร</p><p>บริษัทที่กำลังวางแผนปลดระวาง Desktop, Mini PC, Workstation หรือ Notebook พนักงาน สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ <a href="https://amphon.co.th/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank"><strong>แนวทางรับซื้อคอมพิวเตอร์บริษัทมือสอง</strong></a> ที่เว็บไซต์ อำพล เทรดดิ้ง</p><p>บริษัท อำพล เทรดดิ้ง จำกัด ให้บริการรับซื้อสินค้าไอทีมือสองจากลูกค้าทั่วไปและองค์กร รองรับการส่ง Asset List หรือ Inventory List เพื่อประเมินราคาเบื้องต้นก่อนนัดตรวจสินค้า โดยมีหน้าร้านหลักอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และรองรับการประเมินรายการจากองค์กรทั่วประเทศ</p><p><strong>ข้อมูลติดต่อ</strong></p><p>บริษัท อำพล เทรดดิ้ง จำกัด</p><p> เว็บไซต์: <a href="https://amphon.co.th/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">https://amphon.co.th/</a></p><p> LINE: @webuy</p><p> โทรศัพท์: <a href="tel:064-257-9353" rel="noopener noreferrer" target="_blank">064-257-9353</a></p><p> หน้าร้านหลัก: 740/8 ถนนชยางกูร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 34000</p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aaf98ce34c2e_1789892814.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aaf98ce34c2e_1789892814.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>5 โครงสร้างข่าว PR ที่ Google รัก: เขียนแบบนี้แล้วติดหน้าแรกใน 30 วัน</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4519-5-โครงสร้างข่าว-pr-ที่-google-รัก-เขียนแบบนี้แล้วติดหน้าแรกใน-30-วัน</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4519-5-โครงสร้างข่าว-pr-ที่-google-รัก-เขียนแบบนี้แล้วติดหน้าแรกใน-30-วัน</guid>
            <pubDate>Sun, 20 Sep 2026 12:27:33 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[ปล่อย Press Release แล้วหายเงียบไปกับสายลม? ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา แต่อยู่ที่ "โครงสร้าง" — เรียนรู้ 5 โครงสร้างข่าว PR ที่ Google ให้รางวัลในปี 2026 ตั้งแต่ Inverted Pyramid ไปจนถึง GEO Structure สำหรับยุค AI Search...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ปล่อย Press Release ออกไปแล้ว ทราฟฟิกยังนิ่ง — นั่นอาจไม่ใช่ความผิดของเนื้อหา แต่เป็นเรื่อง "โครงสร้าง" ที่ Google มองไม่เห็นคุณค่า <strong>โครงสร้างข่าว PR SEO ที่ถูกต้องในปี 2569</strong> มี 5 แบบที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ติดหน้าแรก ลด bounce rate และถูก AI อ้างอิงได้จริง ทั้งหมดนี้อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดปี 2026</p>

<h2>ทำไมโครงสร้างถึงสำคัญกว่าที่คิด</h2>
<p>Google March 2026 Core Update สร้างแผลใหญ่ให้หลายเว็บไซต์ — เว็บที่พึ่งพา AI output ทั่วไปโดยไม่มีบรรณาธิการดูแล สูญเสียทราฟฟิกไปถึง <strong>60–80%</strong> ในคืนเดียว</p>
<p>สัญญาณชัดเจนมาก: Google ไม่ได้ให้รางวัลคอนเทนต์ที่ "เยอะ" แต่ให้รางวัลคอนเทนต์ที่ "มีโครงสร้างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ และตอบคำถามได้ตรงจุด"</p>
<p>กรอบ E-E-A-T ที่เน้น <em>Experience (ประสบการณ์จริง)</em> เป็น ranking factor ลำดับต้น ๆ คือหัวใจของทุกโครงสร้างที่จะกล่าวถึง</p>

<h2>โครงสร้างที่ 1: Inverted Pyramid — ของหนักต้องขึ้นก่อน</h2>
<p>Inverted Pyramid หรือ "พีระมิดกลับหัว" คือหลักการที่นักข่าวมืออาชีพใช้มาหลายทศวรรษ แต่ทำไมมันยังอยู่ในยุค AI? เพราะ <strong>พฤติกรรมการอ่านไม่ได้เปลี่ยน</strong></p>
<p>ข้อมูลระบุว่า แม้ทุกคนจะเห็น headline แต่มีผู้อ่านถึงย่อหน้าแรกเพียง 70%, ถึงย่อหน้าที่สองแค่ 50% และถึงย่อหน้าที่สี่เพียง 10% เท่านั้น</p>
<p>นั่นหมายความว่า ถ้าคุณซ่อนข้อมูลสำคัญไว้ท้ายบทความ — ทั้งคนอ่านและ Google bot จะไม่มีวันเห็นมัน</p>
<p><strong>วิธีใช้:</strong> ย่อหน้าแรกต้องมี 3 องค์ประกอบครบ ได้แก่ ข้อความ headline ที่ชัดเจน, data point ที่สำคัญที่สุด และการระบุแหล่งที่มา ตามด้วยบริบทสนับสนุนในย่อหน้า 2–3 และปิดด้วยข้อมูลพื้นหลังท้ายสุด</p>

<h2>โครงสร้างที่ 2: Keyword-First Headline — วางคีย์เวิร์ดไว้ที่ "ด่านแรก"</h2>
<p>Search algorithm ให้ความสำคัญกับต้นเอกสารในการระบุ relevance — ดังนั้น primary keyword ต้องปรากฏใน <strong>headline และภายใน 100 คำแรก</strong> ของข่าว PR</p>
<p>แต่มีรายละเอียดที่คนมักพลาด: Headline ที่ดีต้องมีความยาว <strong>ไม่เกิน 90 ตัวอักษร</strong> มิฉะนั้น Google จะตัดทิ้ง และผู้อ่านบนมือถือจะอ่านไม่ครบ</p>
<p>Subheadline มีหน้าที่เติมบริบทที่ headline ไม่มีพื้นที่ใส่ เช่น กลุ่มเป้าหมาย, ผลกระทบ หรือกรอบเวลา — <strong>แต่ห้ามซ้ำกับ headline</strong> เพราะนั่นคือการเสียพื้นที่อันมีค่าโดยเปล่าประโยชน์</p>
<p>เทคนิคหาคีย์เวิร์ดที่ถูกต้อง: ใช้ Google Autocomplete, People Also Ask, Related Searches และ keyword tools เพื่อหา "ภาษาที่คนจริง ๆ ใช้ค้นหา" ไม่ใช่ภาษาที่ทีม PR คิดเอง</p>

<h2>โครงสร้างที่ 3: E-E-A-T Authority Structure — ใส่ "ตัวตน" ลงในข่าว</h2>
<p>ในยุคที่ AI สร้างคอนเทนต์ได้เป็นพัน ๆ ชิ้นต่อวัน สิ่งที่ Google มองหาคือ "ใครอยู่เบื้องหลังข้อมูลนี้?"</p>
<p>โครงสร้าง E-E-A-T Authority ประกอบด้วย 3 เสา:</p>
<ul>
<li><strong>ผู้เขียนที่มีตัวตนจริง</strong> — ระบุชื่อ ตำแหน่ง และลิงก์โปรไฟล์ที่ตรวจสอบได้</li>
<li><strong>ตัวเลขและผลวิจัยที่อ้างอิงได้</strong> — ไม่ใช่แค่ "ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า" แต่ต้องระบุงานวิจัยหรือแหล่งที่มาชัดเจน</li>
<li><strong>Quote จากแหล่งที่มีตำแหน่งชัดเจน</strong> — CEO, นักวิจัย, หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ "โฆษกบริษัท" แบบคลุมเครือ</li>
</ul>
<p>เป้าหมายของโครงสร้างนี้ไม่ใช่แค่ "ติดอันดับ" แต่คือทำให้คอนเทนต์มีคุณภาพสูงพอที่ AI จะ "สรุป" เป็นคำตอบให้ผู้ใช้งาน</p>

<h2>โครงสร้างที่ 4: NewsArticle Schema Markup — ประตูสู่ Top Stories</h2>
<p>นี่คือโครงสร้างที่คนทำ PR มักข้ามเพราะดูเหมือน "งานเทคนิค" แต่ตัวเลขพิสูจน์ว่ามันคุ้มค่า: Press release ที่ใช้ <strong>NewsArticle Schema Markup พบว่ามี CTR เพิ่มขึ้น 58%</strong> ในผลการค้นหา</p>
<p>Schema Markup ทำให้ Google "รู้" ว่านี่คือข่าว ไม่ใช่หน้าเว็บทั่วไป ส่งผลให้ PR สามารถปรากฏใน Google News, Google Discover และ <strong>Top Stories carousels</strong> — ทำเลทองที่นักข่าวและนักลงทุนติดตามเป็นประจำ</p>
<p>Properties ที่ Google แนะนำให้ใส่:</p>
<ul>
<li><strong>author</strong> (พร้อม name และ url)</li>
<li><strong>datePublished</strong> และ <strong>dateModified</strong></li>
<li><strong>headline</strong></li>
<li><strong>image</strong></li>
</ul>
<p>ข้อควรระวัง: NewsArticle Schema อย่างเดียวไม่รับประกันการเข้า Google News — ต้องทำควบคู่กับ on-page SEO, technical optimization และกลยุทธ์การกระจาย (distribution) ที่ดีด้วย</p>

<h2>โครงสร้างที่ 5: GEO / AI-Citable Structure — เขียนให้ AI เอาไปอ้างอิงได้</h2>
<p>นี่คือโครงสร้างใหม่ที่สำคัญที่สุดในปี 2569 — Generative Engine Optimization (GEO) กลายเป็นทิศทางหลักหลังจาก Google ออกเอกสาร official ที่ระบุเรื่องนี้ชัดเจนเป็นครั้งแรก</p>
<p>ตัวเลขที่บอกว่าเทรนด์นี้มาจริง: Muck Rack พบว่า AI citation ที่อ้างอิงถึง press release บน wire services หลัก <strong>เพิ่มขึ้น 5 เท่า</strong> ระหว่างกรกฎาคม–ธันวาคม 2568</p>
<p>นั่นแปลว่าตอนนี้มีผู้ชม "กลุ่มที่ 3" ที่ต้องคำนึงถึงนอกเหนือจากนักข่าวและ Google bot นั่นก็คือ AI Chatbots อย่าง ChatGPT, Gemini และ Perplexity</p>
<p><strong>วิธีเขียนให้ AI อ้างอิงได้:</strong></p>
<ul>
<li>ตอบคำถาม "ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม อย่างไร" (5W1H) ครบภายใน 2 ย่อหน้าแรก</li>
<li>ใช้ประโยคสั้น ชัดเจน ไม่ซ้อนหลายใจความ</li>
<li>ใส่ข้อมูลเชิงสถิติที่ AI สามารถดึงไปอ้างอิงได้โดยตรง ไม่ใช่คำพูดกำกวม</li>
</ul>

<h2>เปรียบเทียบ 5 โครงสร้างแบบรวดเดียว</h2>
<table>
<thead>
<tr>
<th>โครงสร้าง</th>
<th>จุดเด่น</th>
<th>เหมาะกับ</th>
<th>ตัวเลขสำคัญ</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>Inverted Pyramid</td>
<td>ข้อมูลหนักขึ้นก่อน</td>
<td>ข่าวทุกประเภท</td>
<td>คนอ่านถึงย่อหน้า 4 แค่ 10%</td>
</tr>
<tr>
<td>Keyword-First Headline</td>
<td>Keyword ใน 100 คำแรก</td>
<td>PR ที่ต้องการ organic traffic</td>
<td>Headline ≤90 ตัวอักษร</td>
</tr>
<tr>
<td>E-E-A-T Authority</td>
<td>ผู้เขียนมีตัวตน + แหล่งอ้างอิงชัด</td>
<td>PR วิชาการ / สุขภาพ / การเงิน</td>
<td>หัวใจกรอบ Google 2026</td>
</tr>
<tr>
<td>NewsArticle Schema</td>
<td>ติด Top Stories / Google News</td>
<td>ข่าวองค์กรและ IPO</td>
<td>CTR เพิ่มขึ้น 58%</td>
</tr>
<tr>
<td>GEO / AI-Citable</td>
<td>AI นำไปอ้างอิงได้ทันที</td>
<td>PR ยุค AI Search</td>
<td>AI citation เพิ่ม 5 เท่า (ครึ่งปีหลัง 2568)</td>
</tr>
</tbody>
</table>

<h2>โครงสร้างเดียวไม่พอ — ใช้ผสมกัน</h2>
<p>ความจริงที่นักการตลาดมืออาชีพรู้ดีคือไม่มีโครงสร้างไหน "ชนะคนเดียว" — PR ที่ติดหน้าแรกได้จริงใน 30 วันมักผสมหลายโครงสร้างเข้าด้วยกัน</p>
<p>ตัวอย่างง่าย ๆ: เริ่มด้วย Inverted Pyramid เป็นโครงกระดูกหลัก, ใส่ Keyword-First Headline เพื่อดัก organic search, เสริม E-E-A-T ด้วยการระบุผู้เขียนที่น่าเชื่อถือ, ครอบด้วย NewsArticle Schema เพื่อเข้า Top Stories และเขียนให้ตอบ 5W1H ครบตั้งแต่ต้นเพื่อให้ AI อ้างอิงได้</p>
<p>News SEO คือศาสตร์ในการ optimize newsroom ให้ปรากฏใน Google News และ Top Stories carousel โดยเน้นที่ความเร็ว, structured article data และ news sitemap ที่ถูกต้อง — ทุกโครงสร้างที่กล่าวถึงคือส่วนหนึ่งของภาพใหญ่นี้</p>
<p>PR ที่เขียนดีแต่ไม่มีโครงสร้างเหมือนสร้างบ้านสวยงามบนรากฐานที่พัง — Google จะไม่รับประกันให้คุณเจอผู้ชมที่ใช่ ไม่ว่าเนื้อหาจะดีแค่ไหนก็ตาม</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
<li><a href="https://www.presspilot.io/academy/press-release-seo">PressPilot Academy — Press Release SEO</a></li>
<li><a href="https://www.thesharpdigital.com/blog/press-release-seo-the-complete-2026-guide">The Sharp Digital — Press Release SEO: The Complete 2026 Guide</a></li>
<li><a href="https://easyprwire.com/blog/press-release-seo-guide">EasyPRwire — Press Release SEO Guide</a></li>
<li><a href="https://www.stackmatix.com/blog/news-seo">Stackmatix — News SEO</a></li>
<li><a href="https://rimanagency.com/press-release-schema-generator-newsarticle-json-ld-for-press-releases/">Riman Agency — Press Release Schema Generator: NewsArticle JSON-LD</a></li>
<li><a href="https://presspage.com/blog/press-release-seo-geo">Presspage — Press Release SEO &amp; GEO</a></li>
<li><a href="https://collegeofmediaandpublishing.co.uk/how-to-write-an-seo-press-release-2026-professional-guide/">College of Media and Publishing — How to Write an SEO Press Release 2026</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aaeb55f0903d.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aaeb55f0903d.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569: 7 สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น และวิธีเช็กสิทธิ์ผ่านมือถือใน 3 นาที</title>
            <link>https://prnewsplus.com/credit-card/4516-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-2569-7-สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น-และวิธีเช็กสิทธิ์ผ่านมือถือใน-3-นาที</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/credit-card/4516-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-2569-7-สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น-และวิธีเช็กสิทธิ์ผ่านมือถือใน-3-นาที</guid>
            <pubDate>Sun, 20 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>บัตรเครดิต / สินเชื่อ</category>
            <description><![CDATA[บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 มีสิทธิ์อะไรใหม่บ้าง? ตั้งแต่วงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาท/เดือน ไปจนถึงช่องทางใช้สิทธิ์ผ่านแอปฯ เป๋าตัง พร้อมขั้นตอนเช็กสิทธิ์ผ่านมือถือ 3 ขั้นจบ ไม่ต้องต่อคิว...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>รู้ไหมว่า <strong>บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569</strong> ให้วงเงินรวมสูงถึง <strong>1,745 บาทต่อเดือน</strong> เมื่อนับรวมทุกสิทธิ์? ปีนี้ไม่ใช่แค่ต่ออายุโครงการเดิม — กระทรวงการคลังปรับทั้งเกณฑ์คัดกรอง, เพิ่มกลุ่มเปราะบาง, และเพิ่มช่องทางใช้สิทธิ์ผ่านแอปฯ เป๋าตังเป็นครั้งแรก ถ้าคุณถือบัตรเดิมหรือเพิ่งได้รับสิทธิ์ใหม่ ต้องอ่านสิ่งที่เปลี่ยนไปก่อน ไม่งั้นเสียสิทธิ์ฟรี</p>

<h2>บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่มต้นอย่างไร?</h2>
<p>โครงการรอบนี้เปิดลงทะเบียนตั้งแต่ <strong>4–21 มิถุนายน 2569</strong> โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ที่ตกหล่นจากรอบก่อน และผู้ถือบัตรเดิมกว่า <strong>14 ล้านคน</strong> ที่ต้องยืนยันสิทธิ์ใหม่ผ่าน 1 ใน 5 ช่องทางที่กำหนด</p>
<p>กระทรวงการคลังประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ <strong>17 กรกฎาคม 2569</strong> ส่วนผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่จะเริ่มใช้สิทธิ์ได้จริงตั้งแต่ <strong>1 ตุลาคม 2569</strong> เป็นต้นไป</p>
<p>นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติขยายเวลาสิทธิประโยชน์ของผู้ถือบัตรเดิมออกไปอีก 2 เดือน จากเดิมที่จะสิ้นสุด 31 กรกฎาคม 2569 ยืดไปจนถึง <strong>30 กันยายน 2569</strong> โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม</p>

<h2>7 สิทธิ์สำคัญบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 มีอะไรบ้าง?</h2>
<p>สิทธิ์ทั้ง 7 ประเด็นนี้ครอบคลุมทั้งสิทธิ์หลัก 6 รายการที่เป็นหัวใจของโครงการ บวกกับสิ่งที่ "เพิ่มขึ้น" จากปีก่อนอย่างชัดเจน ดังนี้</p>

<h3>1. วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาท/เดือน (และพิเศษ 1,000 บาท/เดือน)</h3>
<p>ปกติได้ <strong>300 บาทต่อเดือน</strong> แต่ปี 2569 มีมาตรการพิเศษเพิ่มเติม: วงเงินพิเศษ <strong>1,000 บาทต่อเดือน</strong> ติดต่อกัน 4 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.–ก.ย. 2569 นี่คือตัวเลขที่ใหญ่กว่าสิทธิ์ปกติถึง 3 เท่า</p>

<h3>2. ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อ 3 เดือน</h3>
<p>ใช้ส่วนลดที่ร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด <strong>80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน</strong> ช่วยแบ่งเบาค่าครัวในช่วงที่ราคาก๊าซผันผวน</p>

<h3>3. ค่าเดินทาง 750 บาท/เดือน</h3>
<p>ครอบคลุมรถหลายประเภท ทั้งรถเอกชนร่วม ขสมก., รถเอกชน, รถส่วนราชการ กทม. และรถเอกชนร่วม บขส. รวม <strong>750 บาทต่อเดือน</strong> เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกลเพื่อทำงาน</p>

<h3>4. ค่าไฟฟ้า (ตามเงื่อนไขโครงการ)</h3>
<p>สิทธิ์ค่าไฟฟ้าเป็นหนึ่งในสวัสดิการหลักที่ช่วยลดภาระค่าสาธารณูปโภครายเดือน โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่โครงการกำหนด</p>

<h3>5. ค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน</h3>
<p><strong>100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน</strong> สำหรับค่าน้ำประปา แม้ดูไม่มาก แต่เมื่อรวมกับสิทธิ์อื่นๆ ก็ช่วยลดรายจ่ายประจำเดือนได้จริง</p>

<h3>6. เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน</h3>
<p>กลุ่มผู้พิการที่ถือบัตรสวัสดิการฯ ได้รับ <strong>เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน</strong> เพิ่มเติมจากสิทธิ์อื่น เป็นการดูแลกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าปกติ</p>

<h3>7. (ใหม่ปี 2569) ใช้สิทธิ์ผ่านแอปฯ เป๋าตังได้แล้ว!</h3>
<p>นี่คือสิ่งที่เพิ่มขึ้นชัดเจนจากปีก่อน กระทรวงการคลังเพิ่มช่องทางการใช้สิทธิ์ผ่าน <strong>แอปฯ เป๋าตัง</strong> ซึ่งเดิมต้องใช้บัตรประชาชนเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้ถือบัตรจัดการสิทธิ์ได้สะดวกขึ้นมาก โดยไม่ต้องออกจากบ้าน</p>

<h2>เปรียบเทียบ: บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2565 vs 2569 ต่างกันตรงไหน?</h2>
<p>ความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ "เกณฑ์คัดกรอง" และ "ช่องทางการใช้สิทธิ์" ดูตารางด้านล่างได้เลย</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ประเด็น</th>
      <th>ปี 2565</th>
      <th>ปี 2569</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>กลุ่มต้องห้าม</td>
      <td>4 กลุ่ม</td>
      <td>9 กลุ่ม (เพิ่มนักเรียน/นักศึกษา, คนเล่นหุ้น, กรรมการบริษัท, คนมีประกันเบี้ย ≥ 12,000 บาท/ปี, ผู้ถูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>กลุ่มเปราะบางใหม่</td>
      <td>ไม่มี</td>
      <td>เพิ่มกลุ่มชายขอบ/ตกหล่น 5.4 ล้านคน จากการสำรวจของกระทรวงมหาดไทย</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ช่องทางใช้สิทธิ์</td>
      <td>บัตรประชาชนอย่างเดียว</td>
      <td>บัตรประชาชน + แอปฯ เป๋าตัง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>วงเงินพิเศษ</td>
      <td>ไม่มี</td>
      <td>1,000 บาท/เดือน (มิ.ย.–ก.ย. 2569)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>การยืนยันตัวตน (e-KYC)</td>
      <td>ไม่บังคับสำหรับทุกคน</td>
      <td>บังคับสำหรับผู้มีสิทธิ์รายใหม่ทุกคน ภายใน 17 ก.ค. 2569 – 12 ม.ค. 2570</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<p>สังเกตว่าปี 2569 เข้มงวดขึ้นอย่างชัดเจน หลังกระแสสังคมตั้งคำถามว่าผู้ได้สิทธิ์บางส่วน "จนไม่จริง" การเพิ่มกลุ่มต้องห้ามจาก 4 เป็น 9 กลุ่มคือคำตอบของรัฐบาลต่อเสียงวิจารณ์นั้น</p>

<h2>วิธีเช็กสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ผ่านมือถือใน 3 นาที</h2>
<p>มี 3 ช่องทางหลักที่ทำผ่านมือถือได้เลยโดยไม่ต้องไปที่ไหน ได้แก่ <strong>แอปฯ เป๋าตัง</strong>, <strong>แอปฯ ทางรัฐ</strong> และ <strong>เว็บไซต์ welfare.mof.go.th</strong></p>

<h3>ขั้นตอนเช็กสิทธิ์ผ่านแอปฯ เป๋าตัง (แนะนำที่สุด)</h3>
<p>ก่อนเริ่ม ต้องสมัครและ <strong>ผูก G Wallet</strong> ในแอปฯ เป๋าตังให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นทำตามขั้นตอนนี้</p>
<ul>
  <li><strong>ขั้นที่ 1:</strong> เปิดแอปฯ เป๋าตัง → กด "ตรวจสอบผล" ที่ Banner โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ที่ปรากฏบนหน้าแรก</li>
  <li><strong>ขั้นที่ 2:</strong> คลิกแบนเนอร์โครงการ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569" แล้วกด "ตรวจสอบผล" อีกครั้ง</li>
  <li><strong>ขั้นที่ 3:</strong> กด "ยืนยัน" เพื่อเริ่มใช้สิทธิ์บนแอปฯ เป๋าตังได้ทันที</li>
</ul>
<p>ถ้าไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่ต้องกังวล — นำ <strong>บัตรประชาชน</strong> ไปรูดที่เครื่อง EDC ของร้านธงฟ้าหรือร้านค้าที่ร่วมโครงการได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีแอปฯ</p>
<p>หากยังติดปัญหา โทรสายด่วน <strong>1359</strong> หรือเข้าเว็บไซต์ <strong>welfare.mof.go.th</strong> ได้ตลอด</p>

<h2>สิ่งที่ต้องระวัง: สิทธิ์โอนให้คนอื่นไม่ได้</h2>
<p>สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐผูกกับ <strong>ตัวบุคคลโดยตรง</strong> ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ไม่ว่ากรณีใดๆ หากพบว่ามีการใช้สิทธิ์ในนามผู้อื่น อาจถูก <strong>ระงับสิทธิ์และถูกดำเนินการตามกฎหมาย</strong></p>
<p>สำหรับผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่ อย่าลืมยืนยันตัวตน (e-KYC) ผ่านแอปฯ เป๋าตัง หรือหน่วยรับลงทะเบียนของ 5 ธนาคารที่กำหนด ภายใน <strong>12 มกราคม 2570</strong> มิฉะนั้นจะเสียสิทธิ์</p>
<p>ข้อมูลในบทความนี้อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศราชการ แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ <strong>welfare.mof.go.th</strong> เสมอ</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://welfare.mof.go.th/">welfare.mof.go.th – เว็บไซต์ทางการโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลัง</a></li>
  <li><a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/506639">Thai PBS – เปรียบเทียบคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2565 vs 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/508819">Thai PBS – อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ ส.ค. 2569 วงเงินซื้อสินค้า 1,000 บาท</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1249010">กรุงเทพธุรกิจ – มัดรวมทุกสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือน ก.ย. 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/news/society/2946811">ไทยรัฐ – ขั้นตอนยืนยันตัวตนบัตรคนจน 2569 ผ่านแอปฯ เป๋าตัง</a></li>
  <li><a href="https://www.thansettakij.com/economy/664287">ฐานเศรษฐกิจ – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เริ่ม 1 ส.ค. เปิด 6 สิทธิช่วยค่าครองชีพ</a></li>
  <li><a href="https://www.sanook.com/money/954215/">Sanook Money – วิธีเช็กสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ผ่านแอปเป๋าตัง</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aae30df1548a.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aae30df1548a.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Roblox ในไทยปี 2569: พ่อแม่ต้องรู้อะไรบ้างก่อนให้ลูกเล่น — ความเสี่ยง 4 ข้อและวิธีตั้งค่าความปลอดภัยทีละขั้น</title>
            <link>https://prnewsplus.com/education/4518-roblox-ในไทยปี-2569-พ่อแม่ต้องรู้อะไรบ้างก่อนให้ลูกเล่น-ความเสี่ยง-4-ข้อและวิธีตั้งค่าความปลอดภัยทีละขั้น</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/education/4518-roblox-ในไทยปี-2569-พ่อแม่ต้องรู้อะไรบ้างก่อนให้ลูกเล่น-ความเสี่ยง-4-ข้อและวิธีตั้งค่าความปลอดภัยทีละขั้น</guid>
            <pubDate>Sat, 19 Sep 2026 14:41:16 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>การศึกษา</category>
            <description><![CDATA[ลูกขอเล่น Roblox แล้วคุณตอบว่าอะไร? ก่อนกด "อนุญาต" ควรรู้ว่า Roblox มีผู้ล่าออนไลน์ เนื้อหาไม่เหมาะสม และกับดักใช้จ่ายซ่อนอยู่ แต่มีวิธีแก้ที่ทำเองได้ใน 1 เย็น...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ลูกขอเล่น Roblox — คุณจะอนุญาตดีไหม? คำถามนี้ไม่มีคำตอบง่ายๆ เพราะ Roblox ไม่ใช่เกมธรรมดา แต่เป็นแพลตฟอร์มขนาดมหึมาที่เปิดให้ผู้ใช้สร้างเกมเองกว่า 44 ล้านชื่อ มีผู้เล่นรายวันมากกว่า 80 ล้านคนทั่วโลก และซ่อนความเสี่ยงด้าน Roblox ความปลอดภัย ที่พ่อแม่หลายคนไม่รู้จนกว่าจะสายเกินไป</p>

<h2>Roblox คืออะไรกันแน่ในปี 2569</h2>
<p>หลายคนเข้าใจผิดว่า Roblox คือเกมเดี่ยวแบบ Minecraft แต่จริงๆ แล้วมันคือ <strong>"เมืองเกมออนไลน์"</strong> ที่ใครก็สร้างเกมแล้วเปิดให้คนอื่นเล่นได้ เล่นฟรี แต่ทำเงินผ่านสกุลเงินในเกมที่ชื่อ <strong>Robux</strong> ซึ่งซื้อด้วยเงินจริง</p>
<p>ในปี 2569 Roblox เพิ่งเปิดตัวบัญชีสองระดับใหม่ ได้แก่ <strong>Roblox Kids</strong> สำหรับเด็กอายุ 5–8 ปี และ <strong>Roblox Select</strong> สำหรับอายุ 9–15 ปี โดยแต่ละระดับมีการจำกัดเนื้อหาและระบบสื่อสารที่เข้มข้นขึ้น ฟังดูดี แต่ปัญหาคือ ระบบเหล่านี้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ <em>ผู้ปกครองตั้งค่าเองอย่างถูกต้อง</em></p>

<h2>ความเสี่ยง 4 ข้อที่พ่อแม่ต้องรู้เรื่อง Roblox ความปลอดภัย</h2>

<h3>ความเสี่ยงที่ 1: ผู้ล่าทางออนไลน์ (Online Predators)</h3>
<p>นี่คือความเสี่ยงที่หนักที่สุด ข้อมูลจากตำรวจอังกฤษที่เปิดเผยภายใต้ Freedom of Information Act พบรายงานที่เกี่ยวกับ Roblox ถึง <strong>664 ฉบับในปี 2568</strong> เพิ่มขึ้น <strong>87%</strong> จากปี 2567 ที่มีเพียง 355 ฉบับ</p>
<p>รูปแบบที่พบซ้ำๆ ในคดีจับกุมคือ ผู้ล่าจะเข้ามาในเกมยอดนิยม สร้างความไว้ใจด้วยคำชมและการให้ Robux ฟรี จากนั้นค่อยๆ ชักชวนเด็กให้ย้ายการสนทนาไป <strong>Discord, Snapchat หรือ Telegram</strong> ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ Roblox ไม่มีอำนาจดูแลเลย ตั้งแต่ปี 2561 ถึงต้นปี 2569 อัยการสูงสุดของรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ อย่างน้อย 8 รัฐ เช่น Florida, Texas และ Tennessee ได้ยื่นฟ้องหรือเปิดสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มนี้</p>

<h3>ความเสี่ยงที่ 2: เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม</h3>
<p>ปัญหาคือ Roblox มีเกมที่ผู้ใช้สร้างเองนับล้านชื่อ ไม่มีระบบกลั่นกรองใดตรวจสอบได้ครบทุกชื่อในแบบเรียลไทม์ การสอบสวนของ Revealing Reality ที่ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2568 (รายงานใน The Guardian) พบหลักฐาน "น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง" ว่าบัญชีที่แสดงอายุ <strong>42 ปี</strong> สามารถเพิ่มเด็กอายุ <strong>5 ขวบ</strong> เป็นเพื่อนได้โดยไม่ติดขัด</p>
<p>นักวิจัยจาก Malwarebytes ที่สร้างบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีในเดือนธันวาคม 2568 ยังพบว่าบัญชีดังกล่าวสามารถค้นพบชุมชนที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ด้วย สำหรับเด็กไทย ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นเพราะการสื่อสารข้ามภาษากับผู้ใช้ต่างชาติทำให้ยากต่อการสังเกตว่าเนื้อหาหรือบทสนทนาใดผิดปกติ</p>

<h3>ความเสี่ยงที่ 3: กับดักเงิน — สแกมและ Robux หาย</h3>
<p>เด็กอาจสูญเสียเงินจริงโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่การโดนหลอกแลกไอเทมแล้วไม่ได้ของ ไปถึงการเผลอเปิดเผยข้อมูลบัตรเครดิตของครอบครัว บางกรณีมัลแวร์ถูกติดตั้งบนอุปกรณ์ผ่านลิงก์ที่แนบมากับการสแกม</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น Roblox ใช้กลไกคล้ายการพนัน เช่น ไอเทม limited-time ที่ผลิตจำกัด ซึ่งกระตุ้นความอยากเป็นเจ้าของและแรงกดดันให้รีบซื้อ เด็กโดยเฉลี่ยใช้เวลา <strong>1 ชั่วโมง 16 นาทีต่อวัน</strong> บน Roblox บนมือถือ และ <strong>2 ชั่วโมง 17 นาที</strong> บนเดสก์ท็อป ซึ่งนั่นคือโอกาสในการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกวัน</p>

<h3>ความเสี่ยงที่ 4: ติดเกมโดยไม่รู้ตัว</h3>
<p>ประมาณ <strong>2%</strong> ของเด็กและวัยรุ่นพัฒนานิสัยการเล่นเกมจนตรงกับนิยามทางคลินิกของโรคติดเกม โครงสร้างแบบเปิดและอัปเดตไม่สิ้นสุดของ Roblox ทำให้ไม่มีจุด "จบเกม" ชัดเจน วางไม่ได้ เพราะเสมอมีอะไรใหม่ให้ทำ และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ — มันถูกออกแบบมาแบบนั้น</p>

<h2>สถานการณ์รวบยอดในตัวเลข</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ข้อมูล</th>
      <th>ตัวเลข</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>ผู้ใช้งานรายวัน (DAU)</td>
      <td>มากกว่า 80 ล้านคน</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>รายงานตำรวจ UK ที่เกี่ยวกับ Roblox (ปี 2568)</td>
      <td>664 ฉบับ (+87% จากปีก่อน)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ผู้ปกครองที่ไม่ได้เปิดใช้ Parental Controls</td>
      <td>36%</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ผู้ปกครองที่ไม่เคยเปิด Account Restrictions</td>
      <td>47%</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>คดีจับกุมที่เกี่ยวกับ Roblox ในสหรัฐฯ (ตั้งแต่ปี 2561)</td>
      <td>อย่างน้อย 24 คดี</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>Roblox ทำอะไรบ้างเพื่อแก้ปัญหา?</h2>
<p>ต้องยุติธรรมกับแพลตฟอร์มด้วย Roblox ไม่ได้นิ่งดูดาย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 Roblox กลายเป็นแพลตฟอร์มเกมออนไลน์แรกที่กำหนดให้ผู้ใช้ต้อง <strong>ยืนยันตัวตนด้านอายุ</strong> เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์แชท</p>
<p>ในเดือนเมษายน 2569 Roblox ประกาศขยายระบบยืนยันอายุและ Parental Controls เพิ่มเติม หลังถูกฟ้องโดยครอบครัวหลายรายและ Los Angeles County ที่กล่าวหาว่าบริษัทหลอกลวงผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัย แพลตฟอร์มยังออกแบบ <strong>Remote Dashboard</strong> ให้ผู้ปกครองดูรายชื่อเพื่อนลูก ตั้งขีดจำกัดการใช้จ่าย และปรับระดับเนื้อหาได้จากโทรศัพท์ โดยไม่ต้องยึดอุปกรณ์ลูก</p>
<p>แต่ระบบเหล่านี้ต้องเปิดใช้เอง ไม่ได้เปิดมาพร้อมกัน ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ขั้นตอนถัดไปสำคัญมาก</p>

<h2>วิธีตั้งค่า Roblox ความปลอดภัยทีละขั้น — ทำได้ใน 1 เย็น</h2>
<p>ผู้ปกครองควบคุมได้ใน 7 ด้านหลัก ได้แก่ ความเหมาะสมของเนื้อหา, เวลาหน้าจอ, การใช้จ่าย, ความเป็นส่วนตัว, การเชื่อมต่อ, การสื่อสาร และความปลอดภัยของบัญชี ทำตามลำดับนี้:</p>
<ul>
  <li><strong>ขั้นที่ 1 — เชื่อมบัญชีผู้ปกครอง:</strong> ให้ลูกไปที่แท็บ <em>Parental Controls</em> ในการตั้งค่าบัญชี Roblox แล้วกด "Add Parent" พิมพ์อีเมลของผู้ปกครอง ระบบจะส่งคำแนะนำสร้างบัญชีไปให้ ถ้ายังไม่มีบัญชี Roblox เตรียมบัตรประชาชนไว้สำหรับยืนยันตัวตน</li>
  <li><strong>ขั้นที่ 2 — ตั้ง Parental PIN ก่อนเลย:</strong> นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่มี PIN ลูกสามารถยกเลิกการตั้งค่าจำกัดทั้งหมดได้เองจากเมนูในแอป</li>
  <li><strong>ขั้นที่ 3 — เลือกเรตติ้งเนื้อหา:</strong> เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี จำกัดไว้ที่ "All Ages" เท่านั้น, อายุ 9–12 ปี เพิ่มระดับ "9+" ได้, ส่วนเนื้อหา 13+ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ</li>
  <li><strong>ขั้นที่ 4 — ตั้งค่าการสื่อสาร:</strong> สำหรับเด็กเล็ก เลือก "Friends" หรือ "No one" เพื่อปิดกั้นคนแปลกหน้าทักมา</li>
  <li><strong>ขั้นที่ 5 — เปิดรายงานเวลาหน้าจอ:</strong> ตรวจสอบสรุปการใช้จ่าย Robux และเปิดรับรายงานเวลาหน้าจอรายเดือนที่ Roblox จะส่งอีเมลให้ผู้ปกครองที่เชื่อมบัญชีไว้</li>
</ul>
<p>ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกิน 30–45 นาทีต่อบัญชี ทำครั้งเดียว ป้องกันได้ยาวๆ</p>

<h2>สรุป: ให้เล่นได้ แต่ต้องตั้งค่าก่อน</h2>
<p>Roblox ไม่ใช่ภัยสมบูรณ์แบบที่ต้องห้ามเด็ดขาด มันมีด้านสร้างสรรค์ที่แท้จริง เด็กหลายคนเรียนรู้การโค้ด ออกแบบเกม และทำงานเป็นทีมจากแพลตฟอร์มนี้ แต่ข้อมูลทั้งหมดบอกชัดว่า <strong>ปล่อยให้เล่นโดยไม่ตั้งค่าความปลอดภัยเลย = เสี่ยงจริง</strong></p>
<p>ข้อมูลจาก Canopy ในปี 2569 พบว่า <strong>36% ของผู้ปกครอง</strong> ยังไม่ได้ใช้ Parental Controls และ <strong>47%</strong> ไม่เคยเปิด Account Restrictions เลย ถ้าลูกคุณเล่น Roblox อยู่แล้ว คืนนี้คือเวลาที่ดีที่สุดในการเปิด Remote Dashboard และเริ่มตั้งค่า</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://makingsenseofsecurity.com/roblox-safety-risks-2026-parents-guide/">Making Sense of Security — Roblox Safety Risks 2026: Parents Guide</a></li>
  <li><a href="https://www.switchbladegaming.com/roblox/parent-safety-guide/">Switchblade Gaming — Roblox Parent Safety Guide</a></li>
  <li><a href="https://digitalfamilycoach.com/roblox-safety">Digital Family Coach — Roblox Safety</a></li>
  <li><a href="https://canopy.us/blog/roblox-parental-controls/">Canopy — Roblox Parental Controls</a></li>
  <li><a href="https://useboomerang.com/article/roblox-parental-settings/">Boomerang — Roblox Parental Settings</a></li>
  <li><a href="https://www.itv.com/news/2026-07-08/its-where-predators-get-children-mums-roblox-warning-over-grooming-risks">ITV News — Roblox Grooming Risks Warning</a></li>
  <li><a href="https://www.malwarebytes.com/blog/news/2026/02/roblox-gives-predators-powerful-tools-to-target-children-says-la-county">Malwarebytes — Roblox Gives Predators Powerful Tools</a></li>
  <li><a href="https://en.help.roblox.com/hc/en-us/articles/30428310121620-Parental-Controls-Overview">Roblox Help — Parental Controls Overview</a></li>
  <li><a href="https://www.gamingdebugged.com/2026/04/24/parents-guide-to-roblox-2026-updated">Gaming Debugged — Parents Guide to Roblox 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.security.org/digital-safety/is-roblox-safe/">Security.org — Is Roblox Safe?</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aae30df1484c.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aae30df1484c.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>‘นุช วิลาวัลย์’ สาดเพลงเศร้า ‘อกหักส่งทาง’ น้ำตาท่วมจอ!</title>
            <link>https://prnewsplus.com/entertainment/4509-นุช-วิลาวัลย์-สาดเพลงเศร้า-อกหักส่งทาง-น้ำตาท่วมจอ</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/entertainment/4509-นุช-วิลาวัลย์-สาดเพลงเศร้า-อกหักส่งทาง-น้ำตาท่วมจอ</guid>
            <pubDate>Sat, 19 Sep 2026 13:39:27 +0700</pubDate>
            <dc:creator>กษมา แก้วก่า</dc:creator>
            <category>บันเทิง</category>
            <description><![CDATA[‘นุช วิลาวัลย์’ สาดเพลงเศร้า ‘อกหักส่งทาง’
ถ่ายทอดความรักที่ไม่สมหวัง ต้องจากกันทั้งที่ยังรัก...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p class="ql-align-justify">	หลังส่งผลงานแรกในสังกัด <strong>‘ภูไทเร็คคอร์ด’</strong> กับเพลงเศร้าเสียงสะอื้น <strong>‘จบสาเนาะ’ </strong>ที่มียอดวิวเกือบ 2 ล้านครั้งแล้ว ล่าสุด หมอลำสาวเสียงสวรรค์<strong> ‘นุช วิลาวัลย์’ (นุชนันท์ แสนศิลา)</strong> ตอกย้ำความเจ็บไปอีกขั้นกับ <strong>‘อกหักส่งทาง’</strong> เพลงที่ถ่ายทอดความรักที่ไม่สมหวัง ต้องจากกันทั้งที่ยังรัก เพราะไม่สามารถรักกันต่อไปได้อีก ซึ่ง <strong>‘อ.จินนี่ ภูไท’</strong> ได้เค้าโครงเรื่องมาจากคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน และส่งต่อให้นักแต่งเพลงรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง <strong>‘ภานุวัฒน์ วิเศษวงษา</strong>’ เขียนเนื้อร้อง-ทำนองออกมาได้อย่างลึกซึ้งกินใจ พร้อมใส่ทำนองสรภัญญะเข้ามาถ่ายทอดความเศร้าในบทเพลงนี้อย่างลงตัว</p><p class="ql-align-justify">	โดย <strong>‘นุช วิลาวัลย์’</strong> ให้สัมภาษณ์ว่า </p><p class="ql-align-justify">	“<strong>‘อกหักส่งทาง’</strong> เป็นเพลงเศร้าที่ร้อยเรียงท่วงทำนองดนตรีร่วมสมัยมีทั้งเศร้า ทั้งทรงพลัง ผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมประเพณี และความเจ็บปวดไว้อย่างลงตัว ด้วยเสียงพิณเสียงแคนที่บาดลึก คลอไปกับสายน้ำตาของการจากลา ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่นุชรู้สึกว่าร้องแล้วอินมากเลยค่ะ </p><p class="ql-align-justify">	ส่วนมิวสิควิดีโอเล่าถึงเรื่องราวของหนุ่มสาวชาวบ้านที่ถูกกีดกันโดยผู้ใหญ่ ทำให้ต้องเลิกรากันไปทั้งๆ ที่ยังรัก ซึ่งในเรื่องก็สอดแทรกวัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิตของชาวบ้านในเพลงได้อย่างครบถ้วน รวมถึงความงดงามของอัตลักษณ์ผ้าภูไทที่สอดแทรกทั้งในไลน์ซิ้งค์ และไลน์เรื่อง สวยงามมากค่ะ”</p><p class="ql-align-justify">	<strong>‘อกหักส่งทาง’</strong> เพลงที่จะพาคุณจมลึกไปกับเรื่องราวความรักและการจากลา  ฟังความเจ็บปวดที่งดงามได้ที่ &gt;&gt; <a href="https://www.youtube.com/watch?v=jyLtH2uEFXk" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank"><strong>https://www.youtube.com/watch?v=jyLtH2uEFXk</strong></a>  </p><p><strong>#อกหักส่งทาง #นุชวิลาวัลย์ </strong></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aad23b7130b6_1789731767.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aad23b7130b6_1789731767.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>โค้งสุดท้าย Thailand Game Awards 2026  เปิดให้คอเกมโหวต  สุดยอด Game of the Year</title>
            <link>https://prnewsplus.com/technology/4510-โค้งสุดท้าย-thailand-game-awards-2026-เปิดให้คอเกมโหวต-สุดยอด-game-of-the-year</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/technology/4510-โค้งสุดท้าย-thailand-game-awards-2026-เปิดให้คอเกมโหวต-สุดยอด-game-of-the-year</guid>
            <pubDate>Sat, 19 Sep 2026 13:39:26 +0700</pubDate>
            <dc:creator>Aunchuree Aurviboonchock</dc:creator>
            <category>ไอที / เทคโนโลยี</category>
            <description><![CDATA[โค้งสุดท้าย Thailand Game Awards 2026  เปิดให้คอเกมเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสิน 
สุดยอด Game of the Year พร้อมกัน 1  พ.ย...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>เตรียมนับถอยหลังพร้อมลุ้น Game of the Year ในงานประกาศรางวัลที่ใหญ่ที่สุดของวงการเกมในประเทศไทย Thailand Game Awards 2026 (TGA 2026)  ที่จัดขึ้นเป็นประจำภายในงาน gamescom asia x Thailand Game Show ถือว่าเป็นอีกหนึ่งใน</p><p>ไฮไลท์ที่สำคัญ ที่คอเกมหลายๆ คนจับตารอคอย ที่เปิดโอกาศให้เหล่าคอเกมและสื่อมวลชนได้รวมเป็นหนึ่งในการตัดสินเกมที่เป็น</p><p>ที่สุดแห่งปี พิเศษ!!! โหวตแล้วมีลุ้นรับรางวัลมากมาย โดยในปีนี้เปิดให้เหล่าคอเกมและสื่อมวลชนได้ร่วมโหวต ถึง 14 สาขา </p><p><span>1.        Best Game Publisher</span></p><p><span>2.        Best Sports Game</span></p><p><span>3.        Best Simulation / Strategy Game</span></p><p><span>4.        Best Multiplayer Game</span></p><p><span>5.        Best Free to play game</span></p><p><span>6.        Best Ongoing Game</span></p><p><span>7.        Best Indie Game</span></p><p><span>8.        Best Action Game</span></p><p><span>9.        Best Role-playing Game (RPG Games)</span></p><p><span>10.   Best Fighting Game</span></p><p><span>11.   Best Action Adventure Game</span></p><p><span>12.   Most Anticipated Game</span></p><p><span>13.   Popular Vote</span></p><p><span>14.   Game Of The Year 2026</span></p><p><strong><em>สามารถโหวตได้แล้วตั้งแต่วันนี้ - 25 กันยายน 2569 : </em></strong><a href="https://www.online-station.net/vote/campaign/52" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank"><strong><em>https://www.online-station.net/vote/campaign/52</em></strong></a></p><p>เพราะทุกเสียงโหวตมีความสำคัญในการตัดสินและรางวัลนี้ยังมอบให้เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจให้กับทุกรางวัล ที่เป็นแรง</p><p>ผลักดันให้อุตสหกรรมเกมในไทยมีชื่อเสียงในระดับสากล มาลุ้นพร้อมกันว่าเกมไหนจะคว้ารางวัล Game Of The Year 2026   </p><p>ในงานgamescom asia x Thailand Game Show วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บนเวทีหลัก</p><p>ของงานในโซนบันเทิงและจัดแสดงเกม สามารถซื้อบัตรเข้างานได้แล้ววันนี้ที่ :<a href="https://www.zipeventapp.com/e/GCAxTGS2026" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank"> https://www.zipeventapp.com/e/GCAxTGS2026</a></p><p><strong>gamescom asia x Thailand Game Show</strong></p><p>โซนเจรจาธุรกิจ : 29-30 ตุลาคม 2569 <strong>Plenary Hall, Level 1</strong> </p><p>โซนความบันเทิงและจัดแสดงเกม : 30 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2569 <strong>Exhibition Hall 1–4, Ground Floor (G)</strong> </p><p> </p><p> </p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aad5677556ba_1789744759.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aad5677556ba_1789744759.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>กรมประมง...ชวนร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี</title>
            <link>https://prnewsplus.com/events/4511-กรมประมงชวนร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ-100-ปี</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/events/4511-กรมประมงชวนร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ-100-ปี</guid>
            <pubDate>Sat, 19 Sep 2026 13:39:24 +0700</pubDate>
            <dc:creator>นภัชชา อภิชาภัทรวิช</dc:creator>
            <category>อีเว้นท์</category>
            <description><![CDATA[กรมประมง...ชวนร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนา 
ก้าวสู่ศตวรรษใหม่อย่างภาคภูมิ สานพลังทุกภาคส่วน 
เดินหน้ายกระดับภาคการประมงไทย สู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>กรมประมง...เตรียมจัดงาน “วันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 100” พร้อมเชิญทุกท่านร่วมติดตามผลงานที่กรมประมงได้สร้างคุณูปการตลอดระยะเวลา 100 ปี ผ่านเรื่องราวใน 4 ยุคสำคัญ ชวนสัมผัสนิทรรศการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม กิจกรรมเปิดบ้านกรมประมง (Open House) ตลอดจนร่วม ชม ชิม ช็อป สินค้าประมงคุณภาพมากมายภายในงานกว่า 36 ร้านค้า ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 22 กันยายน 2569 ณ กรมประมง กรุงเทพมหานคร    </p><p> นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า...กรมประมงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 </p><p>ในสมัยรัชกาลที่ 7 จากพระบรมราชโองการจัดตั้ง “กรมรักษาสัตว์น้ำ” สังกัดกระทรวงเกษตราธิการ จากนั้นในปี</p><p>พ.ศ. 2476 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมการประมง” และต่อมาในปี พ.ศ. 2496 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมประมง” </p><p>จนถึงปัจจุบัน และได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านการประมงของประเทศไทยซึ่งได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและ</p><p>พัฒนาสู่ความก้าวหน้าอย่างหลากหลายมิติ และในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 100 ปี ในปีนี้กรมประมงจึงได้</p><p>จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 100 ปีกรมประมง : ในน้ำมีปลา สร้างคุณค่าสู่ความมั่นคงทางอาหาร” โดยถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางตลอด 1 ศตวรรษ ผ่านการร้อยเรียงเป็น 4 ยุคสำคัญ ได้แก่</p><p>“ยุคแห่งการก่อตั้ง ยุคแห่งการพัฒนา ยุคเพื่อความก้าวหน้า และยุคเพื่อความยั่งยืน” ที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่กรมประมงได้สร้างรากฐานและพัฒนาการประมงไทย ทั้งด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การวิจัยและพัฒนา </p><p>การส่งเสริมอาชีพ ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างสมดุล เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชาวประมงมาอย่างยาวนาน โดยเรื่องราวทั้ง 4 ยุคจะถูกนำมาร้อยเรียงเรื่องราวถ่ายทอดผ่านกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ ภายในงานตลอดการจัดงาน 2 วัน ครอบคลุมทั้งพิธีการ กิจกรรม</p><p>เชิดชูเกียรติการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับภารกิจของกรมประมง </p><p> โดยในวันที่ 21 กันยายน 2569 ช่วงเช้าได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันสถาปนากรมประมงครบรอบ 100 ปี ทรงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ</p><p>และนิทรรศการครบรอบ 100 ปีกรมประมง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดงานจำนวน 6 นิทรรศการ ประกอบด้วย นิทรรศการ 'ร้อยเรื่องราว 100 ปี กรมประมง', นิทรรศการ 'หนึ่งศตวรรษแห่งพระมหากรุณาธิคุณ </p><p>สู่การพัฒนาประมงไทยอย่างยั่งยืน', นิทรรศการ 'สืบสานพระราชดำริ สร้างอาชีพ สู่การพัฒนาประมงอย่างยั่งยืน', นิทรรศการ 'ร้อยปี ร้อยปลาไทย จากสายน้ำสู่ความมั่นคงทางอาหาร, นิทรรศการ ‘สายน้ำแห่งชีวิต เสริมพลังชุมชนประมงท้องถิ่นสู่ความยั่งยืน' , นิทรรศการ 'DOF Tech 100 Years ก้าวที่ 100 สู่ประมงดิจิทัล' สำหรับกิจกรรม</p><p>ในช่วงบ่าย จะเป็นพิธีการมอบรางวัลแก่ผู้มีผลงานและผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อวงการประมง เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน อาทิ รางวัลข้าราชการดีเด่น รางวัลเลิศรัฐ รางวัล DOF NEXT GEN INFLUENCER เป็นต้น</p><p> และในวันที่ 22 กันยายน 2569 กรมประมงได้จัดเตรียมกิจกรรม เวที Flash Talk ที่จะพาผู้เข้าร่วมงาน</p><p>ไปเปิดมุมมองและสัมผัสอนาคตของการประมงไทย ผ่าน 18 ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นของกรมประมง</p><p>ที่นำมาถ่ายทอดแบบเจาะลึก อาทิ โครงการวิจัยการเพิ่มประสิทธิภาพโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล , โครงการวิจัยนวัตกรรมระบบการอนุบาลลูกปลาในน้ำไหลแบบอัจฉริยะ , โครงการจากไข่ตุ๋น</p><p>สู่ Function Feed : นวัตกรรมอาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นต้น พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจ</p><p>ได้เข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และพูดคุยกับทีมนักวิจัยของกรมประมงโดยตรง เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถเข้าถึงได้ ตลอดจนนำไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในอนาคต </p><p> นอกจากนี้ ตลอดการจัดงานทั้ง 2 วัน ภายในงานยังมีกิจกรรมที่จะทำให้กรมประมงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ </p><p>กับกิจกรรมเปิดบ้านกรมประมง (Open House) ที่พร้อมพาทุกท่านไปสัมผัสและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจด้านการประมงอย่างใกล้ชิด โดยครอบคลุมองค์ความรู้ที่สำคัญ ได้แก่ ด้านการวิจัยอาหารสัตว์น้ำ ด้านการประมงทะเล ด้านการประมงน้ำจืด และด้านการตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง พร้อมรับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการต่อยอดอาชีพ ตลอดจนสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจในอนาคต </p><p> และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด คือ กรมประมงได้ร่วมมือกับเครือข่ายชุมชน ในการชูศักยภาพของสินค้าประมงท้องถิ่น ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้า และการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการแปรรูป โดยได้เปิดพื้นที่ภายในงานให้มีการจัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ตลอดจนผู้ประกอบการภาคเอกชน </p><p>และเครือข่าย Fisherman Shop จากแต่ละจังหวัดกว่า 36 ร้านค้า เพื่อสนับสนุนชาวประมงและผู้ประกอบการ</p><p>ในชุมชนได้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภค พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมสินค้าประมงท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักและสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน </p><p> รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า...ในโอกาสนี้ กรมประมงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและ</p><p>ผู้สนใจทุกท่าน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่ศตวรรษใหม่กับกรมประมง พร้อมพบกับกิจกรรมมากมาย</p><p>ที่รอให้ทุกท่านได้มาสัมผัสโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น.</p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aae0c6af19ac_1789791338.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aae0c6af19ac_1789791338.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>น้องฑิชา เด็กไทยวัย 8 ขวบ บินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง ขึ้นเวที Global Youth Summit สื่อสารมิตรภาพและนวัตกรรม</title>
            <link>https://prnewsplus.com/products/4499-น้องฑิชา-เด็กไทยวัย-8-ขวบ-บินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง-ขึ้นเวที-global-youth-summit-สื่อสารมิตรภาพและนวัตกรรม</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/products/4499-น้องฑิชา-เด็กไทยวัย-8-ขวบ-บินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง-ขึ้นเวที-global-youth-summit-สื่อสารมิตรภาพและนวัตกรรม</guid>
            <pubDate>Thu, 17 Sep 2026 21:22:05 +0700</pubDate>
            <dc:creator>บริษัท เฮลโลเวิลด์ เอ็ดดูเคชั่น ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด</dc:creator>
            <category>สินค้าและบริการ</category>
            <description><![CDATA[เยาวชนตัวแทนเด็กไทย “น้องฑิชา” วัยเพียง 8 ขวบ เดินทางสู่กรุงปักกิ่ง เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับนานาชาติ Global Youth Summit...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>51Talk (ไฟฟ์วันทอล์ก)</strong> แอปพลิเคชันเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูต่างชาติชั้นนำสำหรับเด็ก ตอกย้ำภารกิจในการส่งเสริมและผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีสากลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้พาเยาวชนตัวแทนเด็กไทย <strong>“น้องฑิชา” </strong>วัยเพียง 8 ขวบ เดินทางสู่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับนานาชาติ <strong>51Talk Global Youth Summit</strong> ร่วมกับเยาวชนตัวแทนจากกว่า 9 ประเทศทั่วโลก อาทิ จีน, ฮ่องกง, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต และตุรกี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กยุคใหม่ได้ฝึกทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง พร้อมเชื่อมกระชับมิตรภาพไร้พรมแดน</p><p> </p><p><strong>ฉายแสงบนเวทีระดับสากล ถ่ายทอดเอกลักษณ์เชียงใหม่สู่สายตาชาวโลก</strong></p><p>ไฮไลต์สำคัญของการเดินทางในครั้งนี้ น้องฑิชาได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีใหญ่ในหัวข้อ <strong>“My Hometown, Our Planet”</strong> คู่กับ <strong>มิแรนด้า (Miranda - Li Yuman)</strong> เยาวชนเจ้าบ้านจากประเทศจีน โดยน้องฑิชาได้ถ่ายทอดเสน่ห์และเอกลักษณ์ของบ้านเกิดจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ประเพณียี่เป็งอันทรงคุณค่า ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าธรรมชาติ ก่อนจะร่วมกันส่งต่อข้อความอันทรงพลังถึงเด็กๆ ทั่วโลกเพื่อรณรงค์การปกป้องสิ่งแวดล้อมว่า <em>“แม้พวกเราจะเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ แต่ก็สามารถเป็นพลังสำคัญในการร่วมกันเปลี่ยนแปลงและดูแลโลกใบนี้ให้น่าอยู่ขึ้นได้”</em></p><p><br></p><p><strong>เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน ตื่นตาตื่นใจกับประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีสุดล้ำ</strong></p><p>นอกจากประสบการณ์การกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าผู้แทน นักการศึกษา และสื่อมวลชนจากหลากหลายประเทศแล้ว น้องฑิชายังได้เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการเยี่ยมชมแลนด์มาร์กระดับโลกในกรุงปักกิ่ง ทั้งความยิ่งใหญ่ของพระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) ความอลังการของสนามกีฬารังนก (National Stadium) และอาคาร Water Cube รวมถึงการลิ้มลองอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่างเป็ดปักกิ่ง พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมผ่านเวิร์กชอปทำเกี๊ยวสดและการวาดภาพพู่กันจีนบน "พัดมิตรภาพ" (Friendship Fan)</p><p>โดยน้องฑิชาเปิดเผยด้วยความตื่นเต้นว่า ทริปนี้มีความหมายและสร้างความประทับใจให้เธอเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้สัมผัสประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีนแล้ว ยังได้เห็นความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดด้านนวัตกรรม ทั้งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจรวดอวกาศระดับโลก ที่สำคัญที่สุดคือการได้พบเจอมิตรภาพใหม่ๆ จากเพื่อนทั่วโลกที่มีความรักในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน</p><p><br></p><p><strong>จุดเริ่มต้นจากความรักในภาษา สู่การเติบโตเป็นเยาวชนสดใสมากความสามารถ</strong></p><p>สำหรับเบื้องหลังความมั่นใจของ <strong>น้องฑิชา</strong> ในวัย 8 ขวบ เธอเป็นเด็กที่มีความใฝ่รู้และเริ่มฝึกฝนพูดภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติมาตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ จนสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากความเชี่ยวชาญด้านภาษาแล้ว น้องฑิชายังเป็นเด็กกิจกรรมที่มีความสดใส อารมณ์ดี และมีความสามารถรอบตัว ทั้งการเล่นเปียโน การร้องเพลง รักการเดินทางท่องเที่ยวเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งประสบการณ์ในโครงการ Global Youth Summit ครั้งนี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทักษะชีวิตและความมั่นใจให้เธออย่างเต็มเปี่ยม</p><p> </p><p><strong>พลังแห่งการเรียนรู้ตัวต่อตัว กุญแจสำคัญสู่ความมั่นใจไร้ขีดจำกัด</strong></p><p>การเดินทางของน้องฑิชาสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่เอื้อต่อการใช้งานจริงตั้งแต่เด็ก โดย 51Talk ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทักษะการสื่อสารผ่านหลักสูตรออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูต่างชาติที่เน้นการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ช่วยเปลี่ยนความอายให้เป็นความกล้าพูด และเปลี่ยนทักษะภาษาให้กลายเป็นสัญชาตญาณธรรมชาติ ทำให้เด็กวัยเพียง 8 ขวบสามารถก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกและสื่อสารกับเพื่อนต่างภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติ</p><p> </p><p> <strong>มุ่งมั่นสร้าง "Global Communicator" ปลูกฝังทักษะภาษาอังกฤษเพื่อโอกาสในอนาคต</strong></p><p>51Talk Thailand ยังคงยึดมั่นในพันธกิจการพัฒนาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ตัวต่อตัวกับครูต่างชาติที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการใช้งานจริง ช่วยให้เด็กไทยมีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าพูดแสดงความคิดเห็น และสามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำการสื่อสารระดับโลก (Global Communicator) ที่พร้อมต่อยอดโอกาสบนเวทีระดับสากลและเส้นทางอนาคต</p><p>ร่วมเปิดโอกาสให้บุตรหลานพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ สนุกสนาน และเป็นธรรมชาติ ผ่านการทดลองเรียนตัวต่อตัวออนไลน์กับครูต่างชาติคุณภาพจาก 51Talk ได้ฟรีแล้ววันนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่<strong> </strong></p><p><strong> </strong>TikTok: <a href="https://www.tiktok.com/@51talk_thailand" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">51Talk Thailand</a></p><p>Facebook: <a href="https://www.facebook.com/51talkthailand" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">51Talk Thailand</a> </p><p> Website: <a href="https://www.51talk.com/th/index/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">51Talk Thailand</a></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aaa5fa49c07f_1789550500.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aaa5fa49c07f_1789550500.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>รพ. บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ ฉลองครบรอบ 24 ปี  “Glow &amp; Grand” …Glow ทุกช่วงเวลา  Grand ทุกการดูแล…</title>
            <link>https://prnewsplus.com/health/4500-รพ-บีแคร์-เมดิคอลเซ็นเตอร์-ฉลองครบรอบ-24-ปี-glow-grand-glow-ทุกช่วงเวลา-grand-ทุกการดูแล</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/health/4500-รพ-บีแคร์-เมดิคอลเซ็นเตอร์-ฉลองครบรอบ-24-ปี-glow-grand-glow-ทุกช่วงเวลา-grand-ทุกการดูแล</guid>
            <pubDate>Thu, 17 Sep 2026 21:22:03 +0700</pubDate>
            <dc:creator>ชนกนาถ แสงสนธิ์</dc:creator>
            <category>สุขภาพ / ความงาม</category>
            <description><![CDATA[รพ. บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ ฉลองครบรอบ 24 ปี  “Glow & Grand” …Glow ทุกช่วงเวลา  Grand ทุกการดูแล…            จัดโปรสุดปัง "โปรแกรมตรวจสุขภาพ 1 แถม 1" พร้อมสิทธิพิเศษมากมายตลอดเดือนกันยายนนี้...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p class="ql-align-justify">โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ ฉลองความสำเร็จเนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปีแห่งการให้บริการทางการแพทย์ ด้วยการจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อตอบแทนความไว้วางใจและส่งต่อสุขภาพดีให้แก่ทุกคน ภายใต้บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง พร้อมจำหน่ายโปรโมชั่นโปรแกรมตรวจสุขภาพและโปรแกรมตรวจคัดกรองโรคเฉพาะทางในราคาพิเศษและบูธสินค้าเพื่อสุขภาพมากมายภายในงาน “Glow &amp; Grand” …Glow ทุกช่วงเวลา Grand ทุกการดูแล…          <strong> </strong></p><ul><li><strong>Promotion :</strong> โปรแกรมตรวจสุขภาพ Glow &amp; Grand <strong>(ชาย-หญิง)</strong> <strong>1 แถม 1 </strong>/ โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเฉพาะทางผู้หญิง ราคาเริ่มต้นที่ 1,390 บาท และโปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเฉพาะทางโรคหัวใจราคาเริ่มต้นที่ 2,500 บาท </li><li><strong>บูธสินค้าเพื่อสุขภาพ :</strong> ออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และสินค้าดูแลสุขภาพหลากหลายรายการ</li><li><strong>สิทธิพิเศษเฉพาะผู้มาร่วมงาน:</strong> รับของสมนาคุณสุดพิเศษจากทางโรงพยาบาลเมื่อซื้อแพ็กเกจตามเงื่อนไขที่กำหนดภายในงาน</li></ul><p><strong>บูธกิจกรรมเริ่มจำหน่ายวันที่ 15 – 18 กันยายน 2569 เวลา: 08.00 – 15.00 น.</strong> <strong> </strong>บริเวณศูนย์อายุรกรรม ชั้น 1               อาคารสมสราญ และสามารถเลือกซื้อโปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตั้งแต่<strong>วันที่ 15 – 30 กันยายน 2569</strong> ทางเว็บไซต์ <a href="https://www.bcaremedicalcenter.com/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">www.bcaremedicalcenter.com</a> </p><p class="ql-align-center"><em>(หมายเหตุ: ของสมนาคุณพิเศษเฉพาะการซื้อภายในงานวันที่ 15 - 18 ก.ย. 2569 เท่านั้น)</em></p><p class="ql-align-center">มาร่วมฉลอง 24 ปีแห่งการดูแล และมอบสุขภาพดีให้ตัวคุณและคนที่คุณรักได้ที่ โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.bcaremedicalcenter.com หรือ Facebook : bcare.medicalcenter</p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aaa61f725255_1789551095.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aaa61f725255_1789551095.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยาขึ้นราคา 15 ธ.ค. 2569 — คุ้มแค่ไหนกับ 80 บาท?</title>
            <link>https://prnewsplus.com/automotive/4493-ค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยาขึ้นราคา-15-ธค-2569--คุ้มแค่ไหนกับ-80-บาท</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/automotive/4493-ค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยาขึ้นราคา-15-ธค-2569--คุ้มแค่ไหนกับ-80-บาท</guid>
            <pubDate>Thu, 17 Sep 2026 11:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ยานยนต์</category>
            <description><![CDATA[ทางพิเศษประจิมรัถยา (ศรีรัช–วงแหวนรอบนอก) เตรียมปรับค่าผ่านทางรถ 4 ล้อ จาก 65 → 80 บาท มีผล 15 ธ.ค. 2569 ตามเงื่อนไขสัมปทานที่กำหนดให้ทบทวนทุก 5 ปี กทพ. และ BEM ยังอยู่ระหว่างหารือมาตรการบรรเทาผลกระทบก่อนมีผลจริง...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ขึ้นราคาแน่ — ทางพิเศษประจิมรัถยาปรับค่าผ่านทางรถ 4 ล้อจาก <strong>65 บาท เป็น 80 บาท</strong> มีผลบังคับใช้วันที่ <strong>15 ธันวาคม 2569</strong> หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคมอย่างเป็นทางการ สำหรับคนทำงานฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ที่ใช้เส้นทางนี้ทุกวัน นี่คือสิ่งที่ต้องรู้ก่อนวันที่ราคาเปลี่ยน</p>

<h2>ทางพิเศษประจิมรัถยาคืออะไร — รู้จักก่อนจ่ายแพงขึ้น</h2>
<p>ชื่อเต็มคือ <strong>ทางพิเศษสายศรีรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร</strong> ชื่อพระราชทาน "ประจิมรัถยา" แปลตรงตัวว่า "เส้นทางไปยังทิศตะวันตก" — และนั่นคือหัวใจของมัน</p>
<p>ทางด่วนยกระดับขนาด <strong>6 ช่องจราจร ระยะทาง 16.7 กิโลเมตร</strong> เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2559 มีด่านเก็บค่าผ่านทาง 10 ด่านตลอดสาย</p>
<p>แนวเส้นทางเริ่มจากถนนกาญจนาภิเษกบริเวณใกล้โรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ มุ่งหน้าตะวันออกผ่านถนนสวนผัก ถนนราชพฤกษ์ ข้ามคลองบางกอกน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงสะพานพระราม 7 ก่อนสิ้นสุดที่บริเวณสถานีกลางบางซื่อ (จตุจักร) โดยเชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัชด้านเหนือของสถานีขนส่งหมอชิต 2</p>
<p>พูดง่ายๆ คือมันเป็น <strong>"สะพาน" ที่ยกคนฝั่งนนทบุรีและตะวันตกของกรุงเทพฯ</strong> ข้ามรถติดระดับดินเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ในเวลาที่สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>

<h2>ค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยาใหม่ — ขึ้นเท่าไร ประเภทไหนบ้าง</h2>
<p>การปรับขึ้นครั้งนี้ครอบคลุม <strong>ทุกประเภทรถ</strong> ไม่ใช่แค่รถเก๋ง ดูตารางด้านล่างได้เลย</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ประเภทรถ</th>
      <th>อัตราเดิม</th>
      <th>อัตราใหม่ (15 ธ.ค. 2569)</th>
      <th>เพิ่มขึ้น</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>≤ 4 ล้อ (รถเก๋ง/กระบะ)</td>
      <td>65 บาท</td>
      <td><strong>80 บาท</strong></td>
      <td>+15 บาท</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>4–10 ล้อ</td>
      <td>105 บาท</td>
      <td><strong>130 บาท</strong></td>
      <td>+25 บาท</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>&gt; 10 ล้อ</td>
      <td>150 บาท</td>
      <td><strong>185 บาท</strong></td>
      <td>+35 บาท</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<p>รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ล้อเกิน 10 ล้อแบกรับต้นทุนเพิ่มสูงสุดที่ <strong>+35 บาท</strong> ส่วนคนขับรถเก๋งหรือกระบะทั่วไปจ่ายเพิ่ม 15 บาทต่อเที่ยว หรือ 30 บาทต่อวันถ้าใช้ไป-กลับทุกวัน คิดเป็นรายเดือนอยู่ที่ราว <strong>660 บาทต่อเดือน</strong> (22 วันทำงาน)</p>

<h2>ทำไมถึงขึ้น — สัมปทานบังคับทุก 5 ปี</h2>
<p>หลายคนอาจสงสัยว่า "ทำไมต้องขึ้น?" คำตอบอยู่ในสัญญาสัมปทานตั้งแต่วันแรก</p>
<p>เงื่อนไขสัมปทานกำหนดชัดเจนว่าให้มีการ <strong>ทบทวนและปรับอัตราค่าผ่านทางทุก 5 ปี ในช่วง 15–35 บาทต่อครั้ง</strong> โดยบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ <strong>BEM</strong> คือผู้รับสัมปทานและผู้ลงทุนโครงการทั้งหมด 100% ไม่ใช่รัฐบาลออกค่าใช้จ่าย</p>
<p>การปรับครั้งนี้จึงไม่ใช่ "ความตั้งใจ" ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นกลไกที่ถูกเซ็นสัญญาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่โครงการเปิด สัมปทานจะสิ้นสุดในวันที่ <strong>14 ธันวาคม 2585</strong></p>

<h2>กทพ. กับ BEM กำลังหารืออะไร — มีมาตรการช่วยเหลือหรือเปล่า</h2>
<p>ข่าวดีที่ควรติดตามคือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ประกาศว่า <strong>อยู่ระหว่างหารือกับ BEM และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong> เพื่อสรุปแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน</p>
<p>กทพ. ระบุว่าจะประกาศรายละเอียดมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ <strong>ก่อนวันที่ 15 ธ.ค. 2569</strong> ซึ่งยังเหลือเวลาอีกประมาณ 3 เดือนนับจากวันที่ข่าวนี้เผยแพร่</p>
<p>ยังไม่มีตัวเลขหรือรูปแบบมาตรการที่ชัดเจน แต่อาจรวมถึงส่วนลดพิเศษ โปรแกรมสะสมไมล์ หรือการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง — ต้องรอดูประกาศอย่างเป็นทางการ</p>

<h2>คุ้มไหมกับ 80 บาท — ลองคิดต้นทุน-ผลประโยชน์</h2>
<p>คำถามที่ทุกคนอยากรู้ไม่ใช่ "ขึ้นเท่าไร" แต่คือ <strong>"คุ้มแค่ไหน"</strong></p>
<p>ทางพิเศษประจิมรัถยาถูกออกแบบมาเพื่อ <strong>แบ่งเบาและระบายจราจรฝั่งตะวันตก</strong> ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่ถนนราชพฤกษ์ กาญจนาภิเษก หรือฝั่งธนมักติดยาวหลายกิโลเมตร</p>
<p>สำหรับคนที่ขับจากแถวบางใหญ่ นนทบุรี หรือตลิ่งชันเข้าเมืองทุกเช้า ต้นทุนที่แท้จริงของ "การไม่ขึ้นทางด่วน" คือเวลาที่เสียไปกับรถติด ซึ่งมีมูลค่าแตกต่างกันในแต่ละคน</p>

<h3>ลองคิดเล่นๆ สำหรับคนขับรถประจำ</h3>
<ul>
  <li>จ่าย 80 บาท x 2 เที่ยว (ไป-กลับ) = <strong>160 บาทต่อวัน</strong></li>
  <li>22 วันทำงานต่อเดือน = <strong>3,520 บาทต่อเดือน</strong></li>
  <li>เพิ่มขึ้นจากเดิม (65 บาท) อยู่ที่ <strong>660 บาทต่อเดือน</strong></li>
</ul>
<p>ถ้าค่าจ้าง OT หรือมูลค่าเวลาของคุณต่อชั่วโมงอยู่สูง การเสียเวลาในรถติดย่อมแพงกว่าค่าทางด่วนที่ขึ้นไปอีก 660 บาท แต่ถ้าคุณทำงานยืดหยุ่นหรือหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วนได้ ถนนระดับดินก็ยังเป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่าชัดเจน</p>
<p>ประเด็นสำคัญ: <strong>ตัวเลขเวลาที่ประหยัดได้จริงต่อเที่ยวยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ</strong> จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ซึ่งอาจแตกต่างกันมากตามช่วงเวลาและสภาพจราจรในแต่ละวัน</p>

<h2>สรุป: จับตา 3 สิ่งก่อนธันวาคม 2569</h2>
<ul>
  <li><strong>ประกาศมาตรการช่วยเหลือ</strong> จาก กทพ. และ BEM ที่จะออกมาก่อน 15 ธ.ค. 2569 — อาจมีส่วนลดหรือสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้ประจำ</li>
  <li><strong>แผนการเดินทางส่วนตัว</strong> — คำนวณว่า 660 บาทต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นนั้นคุ้มกับเวลาที่ประหยัดได้ในชีวิตประจำวันของคุณหรือไม่</li>
  <li><strong>ทางเลือกอื่น</strong> — รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน, รถเมล์ด่วนพิเศษ หรือการปรับเวลาเดินทางให้หลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน อาจเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าสำหรับบางคน</li>
</ul>
<p>สิ่งที่แน่นอนที่สุดตอนนี้คือ ราคาจะเปลี่ยนแน่ในวันที่ 15 ธันวาคม 2569 ส่วนมาตรการบรรเทาผลกระทบ — ต้องรอดูกันต่อไป</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2959695">ไทยรัฐ — ข่าวปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา</a></li>
  <li><a href="https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/865050">Spring News — ประเด็นร้อนทางด่วนประจิมรัถยา</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1251935">Bangkok Biz News — อัตราค่าผ่านทางใหม่</a></li>
  <li><a href="https://www.dailynews.co.th/news/6191709/">เดลินิวส์ — ค่าทางด่วนปรับขึ้น 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.kaohoon.com/news/863092">ข่าวหุ้น — BEM ปรับค่าผ่านทาง</a></li>
  <li><a href="https://www.exat.co.th/project/%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A-%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81/">การทางพิเศษแห่งประเทศไทย — โครงการศรีรัช-วงแหวนรอบนอก</a></li>
  <li><a href="https://www.thebangkokinsight.com/news/politics-general/general/1696104/">The Bangkok Insight — ข้อมูลโครงการทางพิเศษประจิมรัถยา</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa961fab2853.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa961fab2853.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Asian Games 2026 ไอจิ-นาโกย่า: ตารางแข่งขันทีมไทยที่ห้ามพลาด พร้อมช่องทางดูสดฟรีครบทุกประเภท</title>
            <link>https://prnewsplus.com/events/4492-asian-games-2026-ไอจิ-นาโกย่า-ตารางแข่งขันทีมไทยที่ห้ามพลาด-พร้อมช่องทางดูสดฟรีครบทุกประเภท</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/events/4492-asian-games-2026-ไอจิ-นาโกย่า-ตารางแข่งขันทีมไทยที่ห้ามพลาด-พร้อมช่องทางดูสดฟรีครบทุกประเภท</guid>
            <pubDate>Wed, 16 Sep 2026 18:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>อีเว้นท์</category>
            <description><![CDATA[เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่นพร้อมแล้ว! ทัพไทย 694 คนลุยใน 42 ชนิดกีฬา ตั้งเป้า 14-21 เหรียญทอง ดูสดฟรีทีวีดิจิทัล 7 ช่อง และ AIS PLAY อีกสูงสุด 17 ช่อง เช็กตารางแข่งและโปรแกรมถ่ายทอดสดที่นี่ครบจบในที่เดียว...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>694 คน 42 ชนิดกีฬา และเป้าหมายเหรียญทองสูงสุดในรอบหลายปี — <strong>Asian Games 2026 ทีมไทย</strong> พร้อมลงสนามที่ญี่ปุ่นแล้ว การแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 หรือ XX Asian Games ภายใต้ชื่อทางการ <em>Aichi–Nagoya 2026</em> จะเริ่มพิธีเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 19 กันยายน 2569 และปิดฉากวันที่ 4 ตุลาคม 2569 รวม 41 ชนิดกีฬา ชิง 461 เหรียญทอง บทความนี้รวบตารางแข่ง กีฬาเด่น และช่องถ่ายทอดสดฟรีทุกช่องไว้ครบในที่เดียว</p>

<h2>ภาพรวม Asian Games 2026: ใหญ่แค่ไหน?</h2>
<p>มหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียครั้งนี้จัดขึ้นที่จังหวัดไอจิและเมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น สนามหลักคือ <strong>Paloma Mizuho Stadium</strong> ตัวเลขที่น่าตกใจคือมีนักกีฬากว่า <strong>10,840 คนจาก 46 ชาติ</strong> เข้าร่วม ซึ่งครั้งนี้มีความพิเศษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เอเชียนเกมส์ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ <strong>ทีมผู้ลี้ภัย (ART team)</strong> ลงแข่งขันด้วย</p>
<p>โมโต้ของงานคือ <em>"Imagine One Asia"</em> (ภาษาญี่ปุ่น: ここで、ひとつに / Koko de, hitotsu ni) และมีกีฬาใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในครั้งนี้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Freestyle BMX, MMA, Padel, Surfing, Teqball และ Virtual Taekwondo — ทำให้จำนวนรายการแข่งขันพุ่งถึง <strong>469 รายการใน 43 ชนิดกีฬา</strong> (71 สาขา)</p>
<p>และนี่ยังถือเป็นบททดสอบสำคัญก่อน <strong>โอลิมปิก 2028 ที่ Los Angeles</strong> นักกีฬาหลายคนจะใช้เวทีนี้วัดความพร้อมของตัวเองก่อนถึงสนามใหญ่ระดับโลก</p>

<h2>Asian Games 2026 ทีมไทย: 694 ชีวิต กับเป้า 14-21 ทอง</h2>
<p>ทัพนักกีฬาไทยครั้งนี้ถือเป็นคณะใหญ่ รวมนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น <strong>991 คน</strong> แบ่งเป็นนักกีฬา 694 คน (ชาย 356 / หญิง 338 คน) บวกเจ้าหน้าที่อีก 297 คน เข้าร่วมใน <strong>42 ชนิดกีฬา</strong></p>
<p>เป้าหมายเหรียญทองมีสองเวอร์ชัน ตัวเลขที่สมาคมกีฬาไทยประสานเสียงตั้งไว้คือ <strong>14 เหรียญทอง</strong> ส่วนการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มองโอกาสสูงกว่าที่ <strong>21 เหรียญทอง</strong> ซึ่งทั้งสองตัวเลขล้วนสูงกว่าผลงานเอเชียนเกมส์ครั้งที่ผ่านมาที่ทัพไทยคว้าได้ <strong>12 ทอง 14 เงิน 32 ทองแดง</strong></p>

<h3>ชนิดกีฬาที่เป็นความหวังเหรียญทอง</h3>
<p>จากการประชุม "มีทเดอะเพรสกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026" ครบ 6 ครั้ง สมาคมกีฬาต่างๆ เคาะเป้าหมายดังนี้</p>
<ul>
  <li><strong>เซปักตะกร้อ:</strong> 4 เหรียญทอง (ความหวังสูงสุด)</li>
  <li><strong>เทคบอล:</strong> 3 เหรียญทอง</li>
  <li><strong>เทควันโด, มวยสากล, กรีฑา, ยกน้ำหนัก, เรือใบ:</strong> ชนิดกีฬาละ 2 เหรียญ (ตามประเมิน กกท.)</li>
  <li><strong>คูราช, ยูยิตสู, กอล์ฟ, อีสปอร์ต:</strong> ชนิดกีฬาละ 1 เหรียญ</li>
</ul>

<h2>ตารางแข่งขันกีฬาเด่น: ไทยลงสนามเมื่อไหร่?</h2>

<h3>ฟุตบอลชาย: กลุ่มหินแต่สู้ได้</h3>
<p>ฟุตบอลชายแข่งขันตั้งแต่ <strong>14 กันยายน – 3 ตุลาคม</strong> ทีมชาติไทยถูกจัดอยู่ใน <strong>กลุ่ม A</strong> ร่วมกับ ญี่ปุ่น (เจ้าภาพ), คีร์กีซสถาน, ฮ่องกง และจีน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ท้าทายไม่น้อย แฟนบอลไทยติดตามทุกนัดได้ผ่าน <strong>ไทยรัฐ TV ช่อง 32</strong></p>

<h3>วอลเลย์บอลหญิง: 3 นัดรวด ก่อนพิธีเปิด</h3>
<p>น่าสังเกตว่ากีฬาบางประเภทเริ่มแข่งล่วงหน้าตั้งแต่ <strong>10 กันยายน</strong> ก่อนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ วอลเลย์บอลหญิงไทยอยู่ใน <strong>กลุ่ม C</strong> โปรแกรมในรอบแรกแน่นมาก</p>
<ul>
  <li>16 กันยายน: ไทย พบ มองโกเลีย</li>
  <li>17 กันยายน: ไทย พบ คีร์กีซสถาน</li>
  <li>18 กันยายน: ไทย พบ ไชนีสไทเป</li>
</ul>

<h3>เซปักตะกร้อ: บ้านที่คุ้นเคย</h3>
<p>ตะกร้อจัดที่ <strong>Paloma Mizuho Arena</strong> เมืองนาโกย่า ระหว่าง <strong>20 กันยายน – 3 ตุลาคม</strong> มี 12 ชาติร่วมชิงชัย ไทยตั้งเป้าสูงสุดถึง 4 เหรียญทอง ถือเป็นกีฬาที่คาดหวังได้มากที่สุดในคณะ</p>

<h3>อีสปอร์ต: PUBG Mobile พาทีมไทยลุย</h3>
<p>อีสปอร์ตจัดที่ <strong>Aichi International Exhibition Center</strong> เมือง Tokoname ระหว่าง <strong>23 กันยายน – 2 ตุลาคม</strong> ทีมไทยผ่านการคัดเลือกในประเภท <strong>PUBG Mobile</strong> พร้อมลุ้นเหรียญทองในกีฬาที่กำลังร้อนแรงที่สุดในเอเชีย</p>

<h3>กอล์ฟ: ปิดท้ายด้วยสนามหญ้า</h3>
<p>กอล์ฟเป็นหนึ่งในกีฬาช่วงท้าย จัดที่ <strong>Kasugai Country Club</strong> จังหวัดไอจิ ระหว่าง <strong>30 กันยายน – 3 ตุลาคม</strong> มี 4 ประเภท ได้แก่ บุคคลชาย-หญิง และทีมชาย-หญิง</p>

<h2>ช่องทางดูสด Asian Games 2026 ฟรี: ครบทั้งทีวีและออนไลน์</h2>
<p>ข่าวดีสำหรับแฟนกีฬาชาวไทยคือมีช่องทางรับชมฟรีเยอะมาก ทั้งทีวีดิจิทัลและออนไลน์</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ช่องทาง</th>
      <th>ประเภท</th>
      <th>หมายเหตุ</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>NBT</td>
      <td>ทีวีดิจิทัล</td>
      <td>ถ่ายทอดพิธีเปิด-ปิด (16.00 น.)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>T Sports 7</td>
      <td>ทีวีดิจิทัล</td>
      <td>ถ่ายทอดพิธีเปิด-ปิด + กีฬาหลายชนิด</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>9 MCOT HD</td>
      <td>ทีวีดิจิทัล</td>
      <td>หมุนเวียนตามตาราง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ONE 31</td>
      <td>ทีวีดิจิทัล</td>
      <td>หมุนเวียนตามตาราง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>MONOMAX SPORTS TV</td>
      <td>ทีวีดิจิทัล</td>
      <td>หมุนเวียนตามตาราง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ไทยรัฐ TV 32</td>
      <td>ทีวีดิจิทัล</td>
      <td>ทุกนัดทีมชาติไทย (ฟุตบอล)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>PPTV HD 36</td>
      <td>ทีวีดิจิทัล</td>
      <td>ถ่ายทอดพิธีเปิด-ปิด + กีฬาหลายชนิด</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>AIS PLAY</td>
      <td>ออนไลน์ (ฟรี)</td>
      <td>สูงสุด 17 ช่องถ่ายทอดสด + 3 ช่องคอนเทนต์ 24 ชม. + ย้อนหลัง</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h3>ตัวอย่างโปรแกรมถ่ายทอดสดที่น่าจับตา</h3>
<p>สำหรับคนที่ยังสับสนว่าจะดูอะไร เวลาไหน ลองดูตัวอย่างโปรแกรมที่น่าสนใจต่อไปนี้</p>
<ul>
  <li><strong>07.45 น.</strong> — วอลเลย์บอลชายรอบแรก กลุ่ม B: คีร์กีซสถาน พบ ไทย ทาง PPTV HD 36 และ AIS PLAY</li>
  <li><strong>13.50 น.</strong> — ฟุตบอลชายรอบกลุ่ม: ฮ่องกง พบ ไทย ทาง ไทยรัฐ TV 32 และ AIS PLAY</li>
  <li><strong>15.00 น.</strong> — ว่ายน้ำรอบชิงชนะเลิศ และกาบัดดี้หญิง: ศรีลังกา พบ ไทย ทาง T Sports 7 และ AIS PLAY</li>
  <li><strong>06.50 น.</strong> — ชิงเหรียญทองตะกร้อชายประเภทเรกู และแบดมินตันบุคคลรอบชิงชนะเลิศ ทาง ไทยรัฐ TV 32 และ AIS PLAY</li>
</ul>
<p>เคล็ดลับ: AIS PLAY ถือเป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นที่สุด เพราะให้ทั้งดูสด เลือกช่อง และย้อนชมไฮไลต์ได้หลังจบแมตช์</p>

<h2>ทำไม Asian Games 2026 ถึงสำคัญกว่าที่คิด?</h2>
<p>นอกจากความสนุกของการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ 2026 ยังมีนัยสำคัญในเชิงกีฬาระดับโลก เพราะเป็น <strong>สนามซ้อมใหญ่ก่อน Olympic 2028 ที่ Los Angeles</strong> นักกีฬาหลายชาติรวมถึงไทยจะใช้ผลงานที่นี่วัดความพร้อม ปรับฟอร์ม และยืนยันโควตาโอลิมปิก</p>
<p>สำหรับทัพไทย ถ้าทำผลงานได้ตามเป้าที่สมาคมตั้งไว้ที่ 14 เหรียญทอง ก็ถือว่าพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 12 เหรียญทองครั้งก่อน และหาก กกท. คาดการณ์ถูกที่ 21 เหรียญทอง นั่นจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการกีฬาไทย</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.nationthailand.com/news/sport/40070906">Asian Games 2026 Thai TV Guide – Nation Thailand</a></li>
  <li><a href="https://thestandard.co/asian-games-2026-aichi-nagoya-guide/">Asian Games 2026 Guide – The Standard</a></li>
  <li><a href="https://thestandard.co/asian-games-2026-broadcast/">ช่องทางถ่ายทอดสด Asian Games 2026 – The Standard</a></li>
  <li><a href="https://thethaiger.com/th/asian-games-2026/">ตารางเหรียญ ตารางแข่ง ช่องถ่ายทอดสด – Thaiger</a></li>
  <li><a href="https://www.thansettakij.com/sport/668697">โปรแกรมถ่ายทอดสดเอเชียนเกมส์ – ฐานเศรษฐกิจ</a></li>
  <li><a href="https://en.thairath.co.th/sport/asiangame/2950384">Thailand Football Schedule Asian Games 2026 – Thairath</a></li>
  <li><a href="https://www.nationthailand.com/news/sport/40070723">Thailand targets 14 gold medals – Nation Thailand</a></li>
  <li><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/2026_Asian_Games">2026 Asian Games – Wikipedia</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa961fab7f5b.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa961fab7f5b.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ธนบัตรที่ระลึก 2569: 5 สิ่งที่นักสะสมมือใหม่ต้องรู้ก่อนแลก — ราคา จุดรับแลก และรุ่นไหนน่าจับตา</title>
            <link>https://prnewsplus.com/finance/4494-ธนบัตรที่ระลึก-2569-5-สิ่งที่นักสะสมมือใหม่ต้องรู้ก่อนแลก--ราคา-จุดรับแลก-และรุ่นไหนน่าจับตา</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/finance/4494-ธนบัตรที่ระลึก-2569-5-สิ่งที่นักสะสมมือใหม่ต้องรู้ก่อนแลก--ราคา-จุดรับแลก-และรุ่นไหนน่าจับตา</guid>
            <pubDate>Wed, 16 Sep 2026 11:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>การเงิน / การลงทุน</category>
            <description><![CDATA[ธปท. เปิดแลกธนบัตรที่ระลึก "พระพันปีหลวง" 2 รุ่น วันที่ 1 ตุลาคม 2569 แลกได้ในราคาหน้าธนบัตร ไม่เกิน 20 ฉบับต่อชนิดต่อคน แต่รุ่น 500 บาท มีจำกัด — แลกได้เฉพาะศูนย์ ธปท. เท่านั้น นักสะสมมือใหม่ต้องรู้อะไรบ้างก่อนไปต่อคิว?...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>แค่ 20 ฉบับต่อคน และบางรุ่นหาแลกได้ที่เดียวในประเทศ — นั่นคือโจทย์ที่นักสะสมธนบัตรที่ระลึก 2569 ต้องเจอ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมเปิดให้แลก<strong>ธนบัตรที่ระลึก 2569</strong> เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ในราคาตามมูลค่าหน้าธนบัตร ไม่มีค่าธรรมเนียมแฝง แต่มีเงื่อนไขที่ต้องรู้ก่อนออกเดินทาง</p>

<h2>ธนบัตรที่ระลึก 2569 มีกี่รุ่น อะไรบ้าง?</h2>
<p>รอบนี้ ธปท. นำธนบัตรที่ระลึกเก่าซึ่งเคยจัดทำขึ้นในโอกาสพิเศษ 2 วาระ กลับมาให้ประชาชนได้แลกสะสมอีกครั้ง ได้แก่</p>
<ul>
  <li><strong>ธนบัตรที่ระลึก 100 บาท</strong> — จัดทำในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา <strong>6 รอบ 12 สิงหาคม 2547</strong></li>
  <li><strong>ธนบัตรที่ระลึก 500 บาท</strong> — จัดทำในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา <strong>7 รอบ 12 สิงหาคม 2559</strong></li>
</ul>
<p>นอกจากนี้ ธปท. ยังอยู่ระหว่างจัดพิมพ์ธนบัตรที่ระลึกรุ่นใหม่อีก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น "ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ" และรุ่น "ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแห่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" ซึ่งมีกำหนดเปิดให้แลกช่วง<strong>ปลายปี 2569</strong> — รายละเอียดเพิ่มเติม ธปท. จะแจ้งภายหลัง</p>

<h2>ราคาและเงื่อนไขการแลก: ไม่มีค่าพรีเมียม แต่มีโควต้า</h2>
<p>จุดเด่นของการแลกธนบัตรที่ระลึกรอบนี้คือ <strong>ราคาตามมูลค่าหน้าธนบัตรทุกบาท</strong> หมายความว่าธนบัตร 100 บาท ก็แลกด้วยเงิน 100 บาท ไม่มีค่าบริการหรือราคาพรีเมียมแม้แต่บาทเดียว</p>
<p>แต่มีข้อจำกัดสำคัญ: แต่ละคนแลกได้ <strong>ไม่เกิน 20 ฉบับต่อชนิดราคา</strong> เพื่อให้กระจายถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง</p>

<h2>จุดแลกและตารางเวลา: รู้ก่อนได้เปรียบ</h2>
<p>ไม่ใช่ทุกสาขาจะมีครบทั้ง 2 รุ่น นี่คือสิ่งที่หลายคนพลาด ดูตารางด้านล่างก่อนตัดสินใจเดินทาง</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>จุดแลก</th>
      <th>ธนบัตร 100 บาท (2547)</th>
      <th>ธนบัตร 500 บาท (2559)</th>
      <th>ช่วงเวลา</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>ศูนย์การเรียนรู้ ธปท.</strong></td>
      <td>✅ แลกได้</td>
      <td>✅ แลกได้ (เฉพาะที่นี่)</td>
      <td>1–4 ต.ค. 2569 และทุกศุกร์–อาทิตย์ตลอดเดือน ต.ค. 2569</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ธนาคารออมสิน (ทุกสาขา)</strong></td>
      <td>✅ แลกได้</td>
      <td>❌ ไม่มี</td>
      <td>ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ธนาคารกรุงไทย (สาขาที่กำหนด)</strong></td>
      <td>✅ แลกได้</td>
      <td>❌ ไม่มี</td>
      <td>ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<p>สังเกตว่า <strong>ธนบัตร 500 บาท แลกได้ที่ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. เพียงแห่งเดียว</strong> เพราะปริมาณที่จัดสรรในรอบนี้มีจำนวนจำกัดมาก ใครอยากได้ต้องวางแผนเดินทางให้ดี และไปให้เร็ว เพราะหมดแล้วหมดเลย</p>
<p>ส่วนธนบัตร 100 บาท เข้าถึงง่ายกว่า เพราะออมสินมีสาขากว่าพันแห่งทั่วประเทศ แต่ก็ต้องระวัง — เงื่อนไข "จนกว่าของจะหมด" หมายความว่าไม่มีการรับประกันว่าสาขาใกล้บ้านคุณจะมีของ</p>

<h2>5 สิ่งที่นักสะสมมือใหม่ต้องรู้ก่อนแลกธนบัตรที่ระลึก 2569</h2>

<h3>1. เข้าใจว่านี่คืออะไรกันแน่</h3>
<p>ธนบัตรที่ระลึกเป็น <strong>เงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย</strong> เหมือนธนบัตรทั่วไป แต่จัดทำในจำนวนจำกัดเพื่อวาระพิเศษ ดังนั้นมูลค่าหน้าธนบัตรคือมูลค่าขั้นต่ำที่การันตีได้ ส่วนมูลค่าในตลาดสะสมนั้นขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งไม่มีใครรับประกันได้</p>

<h3>2. รุ่น 500 บาท ต้องไปศูนย์ ธปท. เท่านั้น</h3>
<p>นี่คือข้อมูลที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ — ถ้าพลาดข้อนี้ แวะออมสินใกล้บ้านก็ไม่ได้รุ่น 500 บาทกลับมา วางแผนตารางให้ดีว่าจะไปวันที่ 1–4 ตุลาคม หรือวันศุกร์–อาทิตย์ในช่วงตุลาคม</p>

<h3>3. โควต้า 20 ฉบับหมายถึงอะไร</h3>
<p>แปลว่าคนหนึ่งคนแลกได้สูงสุด 20 ฉบับต่อชนิดราคา ถ้าต้องการทั้ง 2 รุ่น ก็แลกได้รุ่นละ 20 ฉบับ รวมสูงสุด 40 ฉบับต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง ไม่มีข้อมูลว่าแลกซ้ำวันอื่นได้หรือไม่ ควรสอบถาม ธปท. โดยตรงก่อน</p>

<h3>4. อย่าลืมติดตามรุ่นปลายปี 2569</h3>
<p>ธนบัตรที่ระลึก 2 รุ่นใหม่ที่อยู่ระหว่างพิมพ์อยู่นั้น ยังไม่มีราคา จำนวนจัดสรร หรือจุดแลกที่ชัดเจน ธปท. จะแจ้งรายละเอียดภายหลัง ใครสนใจควรติดตามข้อมูลจาก ธปท. โดยตรง หรือโทรสอบถาม BOT Contact Center <strong>โทร. 1213</strong></p>

<h3>5. แนวโน้มมูลค่าในตลาดสะสม — ดูอะไรเป็นสัญญาณ?</h3>
<p>ในแวดวงนักสะสม ธนบัตรที่ระลึกที่มักมีมูลค่าสูงกว่าหน้าธนบัตรในตลาดมือสองมักมีปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ จำนวนจัดสรรน้อย, วาระที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์, และสภาพธนบัตรที่สมบูรณ์แบบ (เรียกว่าสภาพ UNC — Uncirculated หรือไม่ผ่านการใช้งานเลย)</p>
<p>ธนบัตรรุ่นเก่าในแวดวงสะสม เช่น ธนบัตร 60 บาท ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี หรือธนบัตร 100 บาท 7 รอบ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ล้วนมีความต้องการในตลาดมือสองสม่ำเสมอ — ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธนบัตรรุ่นพิเศษที่มีบริบททางประวัติศาสตร์ชัดเจนมักได้รับความสนใจต่อเนื่อง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำชัดว่า <strong>ธนบัตรที่ระลึกไม่ใช่สินทรัพย์ลงทุน</strong> และไม่มีการรับประกันผลตอบแทน มูลค่าในตลาดสะสมขึ้นลงตามความต้องการของนักสะสม ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีกฎหมายคุ้มครอง</p>

<h2>สรุปเช็กลิสต์ก่อนออกเดินทางไปแลกธนบัตรที่ระลึก 2569</h2>
<ul>
  <li>✅ ตัดสินใจว่าต้องการรุ่นไหน — 100 บาท, 500 บาท หรือทั้งคู่</li>
  <li>✅ ถ้าต้องการรุ่น 500 บาท → ต้องไป<strong>ศูนย์การเรียนรู้ ธปท.</strong> เท่านั้น</li>
  <li>✅ เลือกวันที่ถูกต้อง: 1–4 ต.ค. หรือ วันศุกร์–อาทิตย์ ตลอดเดือน ต.ค. 2569</li>
  <li>✅ เตรียมเงินตามมูลค่าหน้าธนบัตร (100 บาท หรือ 500 บาท ต่อฉบับ)</li>
  <li>✅ จำโควต้า: ไม่เกิน 20 ฉบับต่อชนิดราคาต่อคน</li>
  <li>✅ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: BOT Contact Center <strong>โทร. 1213</strong></li>
  <li>✅ ติดตามรุ่นปลายปี 2569 จากช่องทางทางการของ ธปท. โดยตรง</li>
</ul>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.dailynews.co.th/news/6188542/">เดลินิวส์ — ธปท. เปิดแลกธนบัตรที่ระลึก 1 ต.ค. 2569</a></li>
  <li><a href="https://moneyandbanking.co.th/2026/269982/">Money &amp; Banking Magazine — รายละเอียดธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง</a></li>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2959775">ไทยรัฐ — ธปท. จุดแลกและเงื่อนไขธนบัตรที่ระลึก 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.prachachat.net/finance/news-2066095">ประชาชาติธุรกิจ — ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ เปิดแลก ต.ค. 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/668896">ฐานเศรษฐกิจ — ธปท. เปิดแลกธนบัตรที่ระลึก 2 รุ่น</a></li>
  <li><a href="https://www.infoquest.co.th/2026/648113">อินโฟเควสท์ — ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง รายละเอียดจุดแลก</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa961fac4679.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa961fac4679.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Digital Factoring 4.0 SME ยุคใหม่ บริหารสภาพคล่องอย่างไร ให้ธุรกิจไม่สะดุด</title>
            <link>https://prnewsplus.com/finance/4490-digital-factoring-40-sme-ยุคใหม่-บริหารสภาพคล่องอย่างไร-ให้ธุรกิจไม่สะดุด</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/finance/4490-digital-factoring-40-sme-ยุคใหม่-บริหารสภาพคล่องอย่างไร-ให้ธุรกิจไม่สะดุด</guid>
            <pubDate>Tue, 15 Sep 2026 22:11:30 +0700</pubDate>
            <dc:creator>Nichakan Klaijiam</dc:creator>
            <category>การเงิน / การลงทุน</category>
            <description><![CDATA[ปลดล็อกกระแสเงินสด เติมสภาพคล่องให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ไม่สะดุด...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>Digital Factoring 4.0 SME ยุคใหม่บริหารสภาพคล่องอย่างไร ให้ธุรกิจไม่สะดุด</p><p><br></p><p>สภาพคล่อง คือหัวใจสำคัญของการเดินหน้าธุรกิจ รู้จัก Factoring อีกทางเลือกในการบริหารกระแสเงินสด ช่วยเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างคล่องตัว</p><p><br></p><p>มาร่วมอัปเดตแนวทางบริหารสภาพคล่อง พร้อมทำความรู้จัก e-Factoring และ e-Contract เพื่อให้ SME บริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมเติบโตในยุคดิจิทัล</p><p><br></p><p>📅 ในวันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569</p><p>⏰ 14.00 – 15.30 น. </p><p>‼️ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย‼️</p><p>👉 ลงทะเบียนได้ที่ : https://onebinar.one.th/course/digital-factoring</p><p>(ทั้งการลงทะเบียน และการรับชม ทำได้ในลิงก์เดียว) </p><p>ลงทะเบียนได้ ตั้งแต่วันนี้ - 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569 </p><p><br></p><p>ติดต่อเพิ่มเติม </p><p>📱เกี่ยวกับการลงทะเบียนงานสัมมนาได้ที่ </p><p>Email: Onebinar@inet.co.th </p><p>Tel: 065-507-4539 (คุณอภิสรา) </p><p>061-404-0152 (คุณณิชกานต์) </p><p><br></p><p>#DigitalFactoring4 #Factoring #eFactoring #eContract #SME #บริหารสภาพคล่อง #เงินทุนหมุนเวียน </p><p>#ธุรกิจยุคดิจิทัล #สัมมนาออนไลน์ #สัมมนาฟรี #ทุณทรัพย์</p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aa8ec5255356_1789455442.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aa8ec5255356_1789455442.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Workshop ชวนวัย 60+ เปลี่ยนความทรงจำให้กลายเป็นหนังสือเล่มเดียวในโลก</title>
            <link>https://prnewsplus.com/education/4491-workshop-ชวนวัย-60-เปลี่ยนความทรงจำให้กลายเป็นหนังสือเล่มเดียวในโลก</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/education/4491-workshop-ชวนวัย-60-เปลี่ยนความทรงจำให้กลายเป็นหนังสือเล่มเดียวในโลก</guid>
            <pubDate>Tue, 15 Sep 2026 22:11:28 +0700</pubDate>
            <dc:creator>ธัญพร เศรษฐสุนทรี</dc:creator>
            <category>การศึกษา</category>
            <description><![CDATA[เพราะทุกชีวิตมีเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร… The New Chapter ชวนวัย 60+ ร่วม Workshop “เรื่องเล่า...ที่อยากฝากไว้” เปลี่ยนความทรงจำและประสบการณ์ชีวิต ให้กลายเป็นหนังสือเล่มพิเศษเพื่อส่งต่อให้คนที่คุณรัก...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<h2><strong>The New Chapter ชวนวัย 60+ ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ผ่าน Workshop “เรื่องเล่า...ที่อยากฝากไว้”</strong></h2><p><br></p><p>ทุกคนล้วนมีเรื่องราวที่ควรถูกจดจำ ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำในวัยเด็ก ประสบการณ์จากการทำงาน บทเรียนจากชีวิต หรือช่วงเวลาสำคัญที่สร้างความหมายให้กับตัวเรา</p><p>แต่หลายเรื่องราวอาจยังไม่ได้ถูกบันทึกไว้ และอาจไม่มีใครสามารถเล่าแทนเราได้</p><p><br></p><p><strong>The New Chapter จึงจัดกิจกรรม Workshop “เรื่องเล่า...ที่อยากฝากไว้”</strong></p><p><strong>เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมวัย 60+ ได้ค้นหาและเรียบเรียงเรื่องราวของตัวเอง พร้อมเรียนรู้วิธีเปลี่ยนความทรงจำเหล่านั้นให้กลายเป็นหนังสือส่วนตัวที่สามารถส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น</strong></p><p><br></p><p><strong><u>ภายใน Workshop ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้</u></strong></p><p><strong>1. เล่าจากภาพ 1 ใบ</strong></p><p>เรียนรู้วิธีใช้ภาพถ่ายเก่าที่มีความหมายเป็นจุดเริ่มต้นในการย้อนกลับไปค้นหาความทรงจำและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่</p><p><strong>2. เริ่มบันทึกเรื่องราวของคุณ</strong></p><p>ผ่านคำถามง่าย ๆ ที่ช่วยเปิดมุมมองและทำให้การเล่าเรื่องเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีต ความประทับใจ หรือบทเรียนที่อยากฝากไว้</p><p><strong>3. รู้วิธีต่อยอดให้เป็นหนังสือ</strong></p><p>เรียนรู้แนวทางการจัดเก็บเรื่องราวและเรียบเรียงให้กลายเป็น “หนังสือเรื่องราวชีวิตของคุณเอง” ที่สามารถเก็บไว้ให้คนที่คุณรักได้อ่านในอนาคต</p><p>เพราะเรื่องราวของเรา…อาจเป็นสิ่งที่ลูกหลานอยากรู้มากที่สุด</p><p>และหนังสือหนึ่งเล่ม อาจกลายเป็นของขวัญที่มีคุณค่ามากกว่าสิ่งของใด ๆ</p><p><br></p><p><strong>รายละเอียดกิจกรรม</strong></p><p><strong>Workshop “เรื่องเล่า...ที่อยากฝากไว้”</strong></p><p>กิจกรรมสำหรับวัย 60+ ที่อยากถ่ายทอดเรื่องราว ความทรงจำ และบทเรียนจากชีวิต ผ่านการสร้างหนังสือของตัวเอง</p><p>📅 <strong>วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569</strong></p><p>⏰ เวลา <strong>09.00–11.30 น.</strong></p><p>📍 <strong>Nanmeebooks House (สุขุมวิท 31)</strong></p><p>🎟 <strong>ค่าลงทะเบียน 200 บาท</strong></p><p>(รวมเครื่องดื่ม อาหารว่าง และอุปกรณ์สำหรับกิจกรรม)</p><p>ที่นั่งมีจำนวนจำกัด</p><p><br></p><p><strong>ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่</strong></p><p>🔗 <a href="https://wsv.nanmeebooks.com/register/story/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">https://wsv.nanmeebooks.com/register/story/</a></p><p>หรือสแกน QR Code บนภาพประชาสัมพันธ์</p><p><br></p><p><strong>สอบถามเพิ่มเติม</strong></p><p>📞 066-125-2743 (คุณแป้ง)</p><p>LINE: @nmbthenewchapter</p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aa92a6a760aa_1789471338.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aa92a6a760aa_1789471338.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>โรงพยาบาลรัฐ vs เอกชน ปี 2569: ค่าใช้จ่ายจริงต่างกันเท่าไร และประกันสุขภาพแบบไหนคุ้มกว่ากัน</title>
            <link>https://prnewsplus.com/insurance/4481-โรงพยาบาลรัฐ-vs-เอกชน-ปี-2569-ค่าใช้จ่ายจริงต่างกันเท่าไร-และประกันสุขภาพแบบไหนคุ้มกว่ากัน</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/insurance/4481-โรงพยาบาลรัฐ-vs-เอกชน-ปี-2569-ค่าใช้จ่ายจริงต่างกันเท่าไร-และประกันสุขภาพแบบไหนคุ้มกว่ากัน</guid>
            <pubDate>Mon, 14 Sep 2026 23:10:05 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ประกันภัย / ประกันชีวิต</category>
            <description><![CDATA[ค่าห้องพักคืนเดียวในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำสูงถึง 14,700–75,200 บาท ขณะที่โรงพยาบาลรัฐแทบไม่มีค่าใช้จ่ายหากมีสิทธิรักษา แต่เมื่อเงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยพุ่ง 14% และประกันสุขภาพกำลังเข้าสู่ยุค Copayment คุณเลือกแผนถูกต้องแล้วหรือยัง?...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ค่าห้องพักคืนเดียวในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำอาจสูงกว่าเงินเดือนหลายคนทั้งเดือน แต่โรงพยาบาลรัฐก็ไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์เสมอไป ในปี 2569 ที่เงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยพุ่งสูงระดับ 14% และประกันสุขภาพกำลังพลิกโฉมสู่ยุค Copayment บทความนี้จะพาเจาะตัวเลขจริง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่า <strong>โรงพยาบาลรัฐ vs เอกชน</strong> แบบไหนเหมาะกับคุณ และต้องซื้อประกันแบบใดถึงจะไม่เจ็บกระเป๋า</p>

<h2>ตัวเลขช็อกใจ: ค่าห้องคืนเดียวต่างกันกี่สิบเท่า?</h2>
<p>จุดต่างที่เห็นชัดที่สุดระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชนคือ <strong>ค่าห้องพักผู้ป่วย</strong> ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานก่อนบวกค่ายา ค่าแพทย์ และค่าผ่าตัด</p>
<p>โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ตัวอย่างชัดเจนที่สุด ห้องเดี่ยวธรรมดาเริ่มต้น <strong>14,700 บาทต่อวัน</strong> ส่วนห้องพรีเมียรอยัลอยู่ที่ <strong>75,200 บาทต่อวัน</strong> — ยังไม่รวมค่าใดๆ ทั้งสิ้น</p>
<p>เทียบกับโรงพยาบาลรัฐที่รองรับสิทธิบัตรทอง ประกันสังคม หรือสิทธิข้าราชการ ผู้ป่วยแทบไม่ต้องจ่ายค่าห้องเลย ความต่างนี้ไม่ใช่หลักร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นหลักหลายพันเปอร์เซ็นต์</p>
<p>ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ <strong>ค่าธรรมเนียมแพทย์และค่าบริการทางวิชาชีพ</strong> ยังเป็นรายการที่แพงที่สุด คิดเป็น <strong>45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด</strong> ในปี 2568 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของบิลค่ารักษา</p>

<h2>โรงพยาบาลรัฐ vs เอกชน: เปรียบเทียบแบบเห็นภาพ</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>หัวข้อ</th>
      <th>โรงพยาบาลรัฐ</th>
      <th>โรงพยาบาลเอกชน</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>ค่าห้องพัก/คืน</td>
      <td>แทบไม่มี (มีสิทธิรัฐ)</td>
      <td>หลักพัน–หลักหมื่นบาท</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ค่ายาและค่ารักษา</td>
      <td>ต่ำมาก/ฟรี (ตามสิทธิ)</td>
      <td>สูง อาจถึงหลักแสน–ล้านบาท</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ความรวดเร็วในการรักษา</td>
      <td>รอคิวนาน</td>
      <td>รวดเร็ว ไม่ต้องรอคิว</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ความสะดวกสบาย</td>
      <td>ปานกลาง</td>
      <td>สูง มีบริการครบครัน</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>สิทธิรัฐที่รองรับ</td>
      <td>บัตรทอง/ประกันสังคม/ข้าราชการ</td>
      <td>บางส่วน (ตามเงื่อนไข)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ตัวเลือกแพทย์เฉพาะทาง</td>
      <td>มีแต่อาจรอนาน</td>
      <td>เลือกได้ทันที</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>3 สิทธิรักษารัฐที่คนไทยต้องรู้ในปี 2569</h2>
<h3>1. บัตรทอง (สปสช.) — ครอบคลุมกว้าง แต่มีความท้าทาย</h3>
<p>ในปี 2569 สปสช. ออกประกาศบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พร้อม <strong>งบประมาณ 2.65 ล้านบาท</strong> วางกรอบ 9 ด้านดูแลสุขภาพประชาชน ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม บัตรทองกำลังเผชิญแรงกดดันสังคมสูงวัย งบประมาณที่ตึงตัวจนกระทบสภาพคล่องโรงพยาบาล และปัญหาแพทย์ลาออก — เรื่องเหล่านี้กระทบคุณภาพบริการในระยะยาว</p>

<h3>2. ประกันสังคม — เงินสมทบขึ้น สิทธิก็ขึ้นตาม</h3>
<p>ในปี 2569 ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น <strong>875 บาทต่อเดือน</strong> แลกกับสิทธิประโยชน์ 6 ด้านที่ขยายเพิ่ม โดยเฉพาะสิทธิรักษาพยาบาลที่บอร์ดประกันสังคมมีมติให้เทียบเท่าสิทธิบัตรทอง</p>
<p>สำหรับผู้ป่วยนอก หากป่วยทั่วไปที่ไม่ฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามบัตรสิทธิ <strong>โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย</strong> ครอบคลุมทั้งการตรวจวินิจฉัย ยา และหัตถการทางการแพทย์</p>

<h3>3. สิทธิข้าราชการ — ครอบคลุมที่สุด</h3>
<p>สิทธิข้าราชการยังคงเป็นสิทธิที่ครอบคลุมที่สุดในบรรดาสิทธิรักษาของรัฐ เบิกได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐโดยตรงและบางส่วนในโรงพยาบาลเอกชน แม้ไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลเอกชนได้อิสระเท่าประกันเอกชน</p>

<h2>วิกฤตเงินเฟ้อทางการแพทย์: ทำไมต้องรีบตัดสินใจตอนนี้</h2>
<p>ตัวเลขจาก 2026 Global Medical Trends ที่สำรวจบริษัทประกัน 346 แห่งใน 82 ประเทศ บอกว่าเงินเฟ้อทางการแพทย์ทั่วโลกจะอยู่ที่ <strong>10.3% ในปี 2569</strong> เพิ่มต่อเนื่องจาก 9.5% ในปี 2567 และ 10.0% ในปี 2568</p>
<p>แต่ที่น่าห่วงกว่าคือ <strong>เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่แพงที่สุด</strong> คาดว่าเงินเฟ้อทางการแพทย์ในภูมิภาคนี้จะพุ่งถึง <strong>14.0% ในปี 2569</strong> เพิ่มจาก 13.2% ในปี 2568 และไทยก็อยู่ในภูมิภาคนี้</p>
<p>พูดง่ายๆ คือ ถ้าค่ารักษาโรคหนึ่งอยู่ที่ 100,000 บาทในวันนี้ ปีหน้าอาจกลายเป็น 114,000 บาท และปีถัดไปก็จะยิ่งขึ้นไปอีก ตลาดโรงพยาบาลเอกชนของไทยมีมูลค่าทะลุ <strong>3.5 แสนล้านบาทในปี 2569</strong> สะท้อนว่าธุรกิจนี้กำลังโตแรง และราคาก็โตตาม</p>

<h2>ยุค Copayment มาแล้ว: ประกันสุขภาพไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป</h2>
<p>นี่คือเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ ในปี 2568–2569 บริษัทประกันยักษ์ใหญ่อย่าง <strong>AIA และกรุงไทย-แอกซ่า</strong> เริ่มลดสัดส่วนแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้ารายใหม่ หันมาใช้ระบบ <strong>Copayment หรือการร่วมจ่าย</strong> แทน เหตุผลหลักคือเงินเฟ้อทางการแพทย์ระดับ 14–15% บีบให้ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย</p>

<h3>เงื่อนไข Copayment ที่บังคับใช้ในปี 2569</h3>
<ul>
  <li><strong>กรณีที่ 1:</strong> เคลมโรคไม่รุนแรง (Simple Disease) เกิน 3 ครั้ง/ปี และยอดเคลมเกิน 200% ของเบี้ย → ต้องร่วมจ่าย <strong>30%</strong> ในปีถัดไป</li>
  <li><strong>กรณีที่ 2:</strong> เคลมโรคทั่วไป (ไม่รวมโรคร้ายแรง/ผ่าตัดใหญ่) เกิน 3 ครั้ง/ปี และยอดเคลมเกิน 400% ของเบี้ย → ต้องร่วมจ่าย <strong>30%</strong> ในปีถัดไป</li>
  <li><strong>กรณีที่ 3:</strong> เข้าเงื่อนไขทั้งกรณี 1 และ 2 พร้อมกัน → ต้องร่วมจ่าย <strong>50%</strong> ในปีถัดไป</li>
</ul>
<p>ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่กระเป๋าประชาชน ตั้งแต่ต้นปี 2569 หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลถูกเทขายหนัก ดัชนี HELTH ร่วง <strong>8.16%</strong> โดย BDMS ลง 8.8%, BH ลง 13.3% และ BCH ลง 9.6% ตลาดส่งสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กระทบทั้งระบบ</p>

<h2>เลือกประกันสุขภาพแบบไหนให้คุ้มในปี 2569</h2>
<h3>แบบแยกวงเงิน — เหมาะกับคนงบจำกัด</h3>
<p>ประกันแบบแยกวงเงินจำกัดความคุ้มครองในแต่ละหมวดค่ารักษา (หมวด 1–13) จุดเด่นคือมีวงเงิน OPD แบบเหมาต่อปี และถ้าปีไหนไม่ได้เคลม มักมีโบนัสเงินคืนให้</p>
<p>แต่ข้อระวังสำคัญ: ถ้าต้องผ่าตัดใหญ่หรือเจ็บป่วยรุนแรง วงเงินอาจไม่พอ และต้องจ่ายส่วนต่างเองซึ่งอาจหลักแสนบาท</p>

<h3>แบบเหมาจ่าย (หมวด 6–13) — เหมาะกับคนต้องการความมั่นใจ</h3>
<p>ประกันแบบเหมาจ่ายในส่วนค่าผ่าตัดและค่ารักษาสำคัญ (หมวด 6–13) ช่วยลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายส่วนเกินได้ดีที่สุด เหมาะกับคนที่กังวลเรื่องโรคร้ายแรงหรือต้องผ่าตัดใหญ่</p>

<h3>แบบ Copayment — ทางเลือกกลางสำหรับคนที่ยืดหยุ่นได้</h3>
<p>สำหรับคนที่กำลังซื้อน้อยหรือไม่อยากเสียเบี้ยสูง Copayment เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล ตัวอย่างเช่น ถ้าปกติจ่ายเบี้ย 30,000 บาท/ปี อาจปรับลดเหลือ 25,000 บาท แล้วเก็บเงิน 5,000 บาทไว้เป็นค่ารักษาเพิ่มเติมเอง</p>

<h3>Checklist ก่อนซื้อประกันสุขภาพ</h3>
<ul>
  <li>✅ วงเงินค่าห้องพัก/คืนครอบคลุมโรงพยาบาลที่ต้องการใช้หรือไม่</li>
  <li>✅ คุ้มครองทั้ง OPD (ผู้ป่วยนอก) และ IPD (ผู้ป่วยใน) หรือเปล่า</li>
  <li>✅ มีเงื่อนไข Copayment หรือไม่ และอัตราเท่าไร (30% หรือ 50%)</li>
  <li>✅ สวัสดิการที่มีอยู่เดิม (บัตรทอง/ประกันสังคม) มีรอยรั่วตรงไหน แล้วซื้อประกันไปอุดรอยรั่วนั้น</li>
  <li>✅ วงเงินค่าผ่าตัดและค่ารักษาโรคร้ายแรงพอรับมือได้ไหมในยุคเงินเฟ้อ 14%</li>
</ul>
<p>หลักคิดง่ายๆ: อย่ามองแค่ "เบี้ยถูกที่สุด" แต่ให้มองว่า "สวัสดิการที่มีอยู่ขาดตรงไหน" แล้วซื้อเพื่อปิดช่องโหว่นั้น</p>

<h2>รัฐต้องทำอะไร: ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังรอการแก้ไข</h2>
<p>ท่ามกลางค่ารักษาที่พุ่งสูง นักวิชาการและผู้บริโภคเรียกร้องให้รัฐออกมาตรการกำกับดูแล <strong>เพดานค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน</strong> ทั้งค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยถูกผลักภาระเกินความจำเป็น</p>
<p>เรื่องนี้ยังไม่มีบทสรุป แต่เป็นสัญญาณว่าระบบสุขภาพไทยกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทุกคนต้องจับตา</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-267">ThaiPBS Policy Watch — เงินเฟ้อทางการแพทย์และประกันสุขภาพ (กุมภาพันธ์ 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1217049">กรุงเทพธุรกิจ — ค่ารักษาพยาบาลและตลาดโรงพยาบาลเอกชน (มกราคม 2569)</a></li>
  <li><a href="https://thestandard.co/health-insurance-shift-copayment/">The Standard — การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Copayment (มกราคม 2569)</a></li>
  <li><a href="https://health.kapook.com/view254544.html">Kapook Health — เลือกประกันสุขภาพอย่างไรให้คุ้ม (กุมภาพันธ์ 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.tcc.or.th/tcc_media/compare-health-services/">สภาองค์กรของผู้บริโภค — เปรียบเทียบบริการสุขภาพรัฐและเอกชน (กุมภาพันธ์ 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.prudential.co.th/th/knowledge-corner/protecting-health/ucs-vs-social-security-healthcare-thailand/">Prudential Thailand — บัตรทองและประกันสังคมต่างกันอย่างไร (2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2026/03/01-%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C.pdf">สภาพัฒน์/NESDC — รายงานเงินเฟ้อทางการแพทย์ (มีนาคม 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.muangthai.co.th/th/article/wholelife/updated-surgery-costs-diseases">เมืองไทยประกันชีวิต — ค่าผ่าตัดและค่ารักษาอัปเดต (กรกฎาคม 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.promise.co.th/blog/social-security-medical-treatment-reimbursement.html">Promise — สิทธิประกันสังคมด้านรักษาพยาบาล (พฤษภาคม 2569)</a></li>
  <li><a href="https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-240">ThaiPBS Policy Watch — บัตรทองปี 2569</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa6a2aa265e7.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa6a2aa265e7.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ราคาทองคำปลายปี 2569: ทะลุ $5,000 หรือร่วงกลับ $4,000? 4 ตัวแปรชี้ชะตาใน 90 วัน</title>
            <link>https://prnewsplus.com/finance/4471-ราคาทองคำปลายปี-2569-ทะลุ-5000-หรือร่วงกลับ-4000-4-ตัวแปรชี้ชะตาใน-90-วัน</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/finance/4471-ราคาทองคำปลายปี-2569-ทะลุ-5000-หรือร่วงกลับ-4000-4-ตัวแปรชี้ชะตาใน-90-วัน</guid>
            <pubDate>Sun, 13 Sep 2026 20:11:10 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>การเงิน / การลงทุน</category>
            <description><![CDATA[ราคาทองคำวนเวียนอยู่แถว $4,400 ต่อออนซ์ หลังทำ All-Time High ที่ $5,602 ในเดือนมกราคม 2569 คำถามคือ 90 วันข้างหน้าจะพุ่งทะลุ $5,000 ตามเป้า Goldman Sachs หรือดิ่งกลับ $4,000 อีกรอบ? สี่ตัวแปรสำคัญ — Fed, สงครามอิหร่าน, ธนาคารกลาง และกระแส ETF — กำลังดึงทองคำคนละทิศ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ทองคำเพิ่งทำ All-Time High ที่ <strong>$5,602 ต่อออนซ์</strong> เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 แล้วก็ถอยลงมาวนเวียนที่แถว $4,400 — ต่ำกว่าจุดสูงสุดเกือบ 22% แต่ยังสูงกว่าราคาเมื่อปีที่แล้วกว่า 31% ราคาทองคำปลายปี 2569 จะทะยานทะลุ $5,000 หรือดิ่งกลับ $4,000 อีกครั้ง? คำตอบอยู่ที่ 4 ตัวแปรที่กำลังดึงตลาดคนละทิศอย่างดุเดือด</p>

<h2>ภาพรวมราคาทองคำ: จากยอดดอยสู่สมรภูมิ $4,400</h2>
<p>ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ทองคำ Spot (XAU/USD) เกาะกลุ่มแถว <strong>$4,366–$4,408 ต่อออนซ์</strong> โดยตลาดชะลอรอตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่กำลังจะออกมากำหนดทิศทางนโยบาย Fed</p>
<p>ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ทองคำเคยถูกกดลงแตะ <strong>$4,000 ต่อออนซ์</strong> — แนวรับที่แข็งแกร่ง — ก่อนเด้งกลับขึ้นมา และในเดือนสิงหาคมก็พุ่งขึ้นถึง <strong>16%</strong> แตะ $4,600 หลังดอลลาร์อ่อนตัวและความกังวลหนี้สาธารณะสหรัฐฯ กลับมาหลอกหลอนตลาดอีกรอบ</p>
<p>ตอนนี้ทองคำอยู่ในโหมด Sideway รอ Catalyst — และ 90 วันข้างหน้ามี Catalyst ขนาดใหญ่รออยู่ครบทุกด้าน</p>

<h2>4 ตัวแปรชี้ขาดราคาทองคำปลายปี 2569</h2>

<h3>ตัวแปรที่ 1: Fed กับดอกเบี้ย — ดาบที่ห้อยเหนือทองคำ</h3>
<p>ทองคำไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยสูง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำก็สูงตาม นี่คือเหตุผลที่ตลาดจับตาการประชุม Fed <strong>วันที่ 15–16 กันยายน 2569</strong> อย่างใจจดใจจ่อ</p>
<p>ตัวเลข PPI เดือนสิงหาคมที่ออกมา "ร้อน" กว่าคาด — Headline PPI เพิ่มขึ้น <strong>0.4% ต่อเดือน</strong> และ <strong>5.4% ต่อปี</strong> สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 0.1 จุด — ดัน Odds การขึ้นดอกเบี้ยพุ่งสู่ <strong>60%</strong> ทันที</p>
<p>สัญญาณที่น่ากังวลยิ่งขึ้นคือ ในการประชุมเดือนกรกฎาคม มี <strong>กรรมการ Fed ถึง 3 คน</strong>ที่ไม่เห็นด้วยกับมติ โดยทั้งสามสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย 25 bps — ครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษที่มีเสียง Dissent ขนาดนี้</p>
<p>Goldman Sachs ยังคงเป้าหมายปลายปีที่ <strong>$4,900 ต่อออนซ์</strong> โดยมองว่าหากความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยลดลง ทองคำมีพื้นที่วิ่งขึ้น แต่ก็เตือนถึงความผันผวนระยะสั้นไปพร้อมกัน</p>

<h3>ตัวแปรที่ 2: สงครามตะวันออกกลาง — ดาบสองคมที่คมทั้งสองข้าง</h3>
<p>ปกติแล้วสงครามหนุนทองคำ เพราะนักลงทุนแห่ซื้อ Safe-haven แต่สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้มีมิติพิเศษที่ซับซ้อนกว่า</p>
<p>ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยกระดับหนักหลังเกิดการปะทะทางทหารโดยตรง รวมถึงการปิด <strong>ช่องแคบ Hormuz</strong> ที่ส่งผลให้ราคา Brent Crude พุ่งแตะ <strong>$100 ต่อบาร์เรล</strong> เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม</p>
<p>ผลลัพธ์? น้ำมันแพง → เงินเฟ้อพุ่ง → Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยตอบสนอง → ต้นทุนถือทองคำสูงขึ้น ดังนั้นสงครามจึงหนุนทองคำด้านหนึ่ง แต่กลับบีบทองคำจากอีกด้านผ่านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย — ดาบสองคมที่คมจริงทั้งสองข้าง</p>
<p>ING ถึงขั้นระบุว่า "สงครามอิหร่าน" เป็น <strong>Headwind สำคัญ</strong>ต่อโลหะมีค่า และปรับลดเป้า Q4 ลงจาก $5,000 เหลือ $4,600</p>

<h3>ตัวแปรที่ 3: ธนาคารกลางโลก — แรงซื้อเชิงโครงสร้างที่ไม่หยุด</h3>
<p>ถ้าตัวแปรแรกสองข้อคือปัจจัยเสี่ยง ตัวแปรที่สามคือเสาหลักที่ค้ำทองคำเอาไว้ในระยะยาว</p>
<p>ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ <strong>244 ตัน</strong>ในไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และเดือนมิถุนายน 2569 ยิ่งน่าตื่นตาขึ้น เมื่อตัวเลขพุ่งสู่ <strong>100 ตันต่อเดือน</strong> (คำนวณแบบ Seasonally Adjusted 3 เดือน) จาก 66 ตันในเดือนก่อนหน้า</p>
<p>ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดที่ระบุตัวตนได้คือ <strong>ธนาคารกลางจีน (PBoC)</strong> ซึ่งเพิ่มทองคำสำรอง 33 ตันในไตรมาสแรก และยังคงเป็นผู้ซื้อสำคัญในเดือนมิถุนายน</p>
<p>State Street Global Advisors ประเมิน Demand ธนาคารกลางทั้งปี 2569 ไว้ที่ <strong>680–820 ตัน</strong> โดยมี Base Case ใกล้ 765 ตัน แม้จะชะลอจากสถิติสูงสุดในช่วงปี 2565–2567 แต่ยังถือว่าสูงตามมาตรฐานประวัติศาสตร์ นี่คือพื้นฐานเชิงโครงสร้างที่ทำให้ทองคำยากจะร่วงแรงในระยะยาว</p>

<h3>ตัวแปรที่ 4: ETF และค่าดอลลาร์ — อุณหภูมิของนักลงทุนสถาบัน</h3>
<p>นักลงทุนสถาบันส่งสัญญาณระมัดระวัง ข้อมูล World Gold Council สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ชี้ว่า สถานะ Net Long ใน COMEX ลดลง 4.4% สู่ระดับ <strong>542 ตัน</strong> ขณะที่โดยรวม Positioning ยังอยู่ใกล้ระดับ <strong>Neutral</strong> — แปลว่านักลงทุนเชิงเก็งกำไรยังไม่กลับมาเล่นทองคำเต็มตัว</p>
<p>ฝั่งดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้น หลังโครงการซื้อคืนพันธบัตรมูลค่าสูงสุด <strong>$6,000 ล้าน</strong>ของกระทรวงการคลังไม่สามารถดึง Yield ลงตามเป้า Yield สูง = แรงกดดันต่อทองคำ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ช่วงสิงหาคม ราคาทองคำก็ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อดอลลาร์อ่อนตัวและความกังวลหนี้สาธารณะสหรัฐฯ กลับมา ทองคำวิ่งขึ้น <strong>16%</strong> ได้ภายในเดือนเดียว ถ้า Real Yield เริ่มพลิกลง กระแส Bullish อาจกลับมาแรงทันที</p>

<h2>เปรียบเทียบเป้าราคาทองคำปลายปี 2569 จากสถาบันใหญ่</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>สถาบัน</th>
      <th>เป้าหมายราคาสิ้นปี 2569</th>
      <th>มุมมอง</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>J.P. Morgan</td>
      <td><strong>$6,000/ออนซ์</strong></td>
      <td>มองสูงที่สุดในกลุ่ม ยังเชื่อในแนวโน้มขาขึ้น</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Goldman Sachs</td>
      <td><strong>$4,900/ออนซ์</strong></td>
      <td>ลดจาก $5,400 เมื่อ 20 มิ.ย. — Constructive แต่ระมัดระวัง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ING</td>
      <td><strong>$4,600/ออนซ์</strong> (เฉลี่ย Q4)</td>
      <td>ลดจาก $5,000 — ระบุ "สงครามอิหร่าน" เป็น Headwind</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Bank of America</td>
      <td><strong>$4,250/ออนซ์</strong></td>
      <td>อัปเดตสิงหาคม 2569 — มองระมัดระวังที่สุด</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>
<p>ส่วนต่างระหว่างเป้าสูงสุด (J.P. Morgan ที่ $6,000) กับต่ำสุด (BofA ที่ $4,250) คือ <strong>$1,750 ต่อออนซ์</strong> — ความไม่แน่นอนในขนาดนี้สะท้อนว่าตลาดทองคำตอนนี้อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อจริงๆ</p>
<p>J.P. Morgan ยังระบุเพิ่มเติมว่าหากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย ทองคำอาจวิ่งต่อสู่ <strong>$6,300 ในปี 2570</strong> แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าสงครามในตะวันออกกลางจะพัฒนาไปทางใด</p>

<h2>สรุปสมการขาขึ้น vs. ขาลง ใน 90 วันข้างหน้า</h2>
<p><strong>ปัจจัยหนุนขาขึ้น:</strong> ธนาคารกลางซื้อ 100 ตัน/เดือน, ดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่า, Demand เชิงโครงสร้างที่ยังแข็งแกร่ง, เป้าสถาบันใหญ่หลายแห่งยังสูงกว่าราคาปัจจุบันมาก</p>
<p><strong>ความเสี่ยงขาลง:</strong> Fed มีโอกาส 60% ขึ้นดอกเบี้ยในกันยายน, น้ำมัน $100/บาร์เรลกดดันเงินเฟ้อ, Positioning นักลงทุนยัง Neutral ยังไม่มีแรงเก็งกำไรดันราคา, Yield พันธบัตรสูง</p>
<p>ตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินทิศทางระยะสั้นมีสี่จุด ได้แก่ ผลการประชุม Fed 15–16 กันยายน, ตัวเลข CPI/PPI รายเดือน, พัฒนาการสงครามตะวันออกกลางและช่องแคบ Hormuz และกระแสเงินไหลเข้า-ออก ETF ทองคำรายเดือน</p>
<p>ทองคำตอนนี้ไม่ใช่เกมของคนที่คิดแบบ "ขาขึ้นอย่างเดียว" หรือ "ขาลงอย่างเดียว" — แต่เป็นเกมของคนที่อ่านออกว่า <strong>ตัวแปรทั้ง 4 จะเคลื่อนไปในทิศทางไหนพร้อมกัน</strong></p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://goldsilver.com/industry-news/article/gold-price-outlook-september-2026/">GoldSilver — Gold Price Outlook September 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.goldmansachs.com/insights/articles/gold-is-forecast-to-climb-as-central-banks-buy-the-precious-metal">Goldman Sachs — Gold is Forecast to Climb as Central Banks Buy</a></li>
  <li><a href="https://financefeeds.com/gold-price-forecast-2026-central-bank-demand/">Finance Feeds — Gold Price Forecast 2026: Central Bank Demand</a></li>
  <li><a href="https://www.jpmorgan.com/insights/global-research/commodities/gold-prices">J.P. Morgan — Gold Prices Global Research</a></li>
  <li><a href="https://www.fxstreet.com/news/gold-holds-steady-above-4-400-as-traders-seem-hesitant-ahead-of-us-inflation-data-202609100351">FXStreet — Gold Holds Steady Above $4,400</a></li>
  <li><a href="https://finance.yahoo.com/markets/commodities/articles/gold-steadies-near-4-400-233318070.html">Yahoo Finance — Gold Steadies Near $4,400</a></li>
  <li><a href="https://www.devere-group.com/gold-price-forecast-downgraded-as-prices-plunge-below-4000-t-oz/">deVere Group — Gold Price Forecast Downgraded</a></li>
  <li><a href="https://www.gold.org/goldhub/data/global-gold-backed-etf-holdings-and-flows">World Gold Council — Global Gold-Backed ETF Holdings and Flows</a></li>
  <li><a href="https://www.ssga.com/ch/en_gb/intermediary/insights/gold-2026-midyear-outlook-a-tug-of-war-between-tactical-and-structural-momentum">State Street Global Advisors — Gold 2026 Midyear Outlook</a></li>
  <li><a href="https://www.investing.com/analysis/gold-forecast-2026-is-xauusd-preparing-for-a-fresh-breakout-200686247">Investing.com — Gold Forecast 2026: Is XAU/USD Preparing for a Fresh Breakout?</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa431d3f10ff.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa431d3f10ff.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ตำบลบวกค้าง ประชุมขับเคลื่อนการจัดงาน Chiangmai Wonderland Sky Lanterns Festival 2026</title>
            <link>https://prnewsplus.com/travel/4472-ตำบลบวกค้าง-ประชุมขับเคลื่อนการจัดงาน-chiangmai-wonderland-sky-lanterns-festival-2026</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/travel/4472-ตำบลบวกค้าง-ประชุมขับเคลื่อนการจัดงาน-chiangmai-wonderland-sky-lanterns-festival-2026</guid>
            <pubDate>Sun, 13 Sep 2026 20:10:38 +0700</pubDate>
            <dc:creator>เกศรินทร์ มูลรังษี</dc:creator>
            <category>ท่องเที่ยว / โรงแรม</category>
            <description><![CDATA[CM Event CNX ร่วมกับผู้นำชุมชนและกลุ่มสตรีแม่บ้านตำบลบวกค้าง ประชุมขับเคลื่อนการจัดงาน Chiangmai Wonderland Sky Lanterns Festival 2026 พร้อมการสร้างค่ำคืนแห่งแสงโคม ต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่ตำบลบวกค้าง...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p> วันที่ 11 กันยายน 2569 ได้มีการประชุมหารือและขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมการจัดงาน Chiangmai Wonderland Sky Lanterns Festival 2026 พร้อมกิจกรรม เทศกาลเที่ยวชมของดีวิถีไทยอง รำวงย้อนยุค และมหกรรมอาหาร ณ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลบวกค้าง</p><p>การประชุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างผู้จัดงาน ผู้นำชุมชน กลุ่มพัฒนาสตรี และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันวางแนวทางด้านสถานที่ การออกร้านจำหน่ายอาหาร การมีส่วนร่วมของชุมชน ตลอดจนการบริหารจัดการกิจกรรมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัย และสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมร่วมกันนำเสนอ อัตลักษณ์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมล้านนา–ไทยอง สู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ค่ำคืนแห่งแสงโคม วัฒนธรรม และความทรงจำที่งดงาม ✨🏮🌏✨</p><p>✨ ร่วมแรง ร่วมใจ ขับเคลื่อนงานสำคัญของตำบลบวกค้าง</p><p>🌾 ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์วิถีไทยอง</p><p>🤝 สร้างการมีส่วนร่วม พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน เตรียมพบกับ</p><p>Chiangmai Wonderland Sky Lanterns Festival 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ วันที่ 24–25 พฤศจิกายน 2569 และกิจกรรมต่อเนื่องวันที่ 26–27 พฤศจิกายน 2569</p><p>📍 ณ ลานกิจกรรม CM Event ENX ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่</p><p>📢 #บัตรราคา 1,590 บาท</p><p>**ราคาบัตรรวมทุกอย่างแล้ว 👇</p><p>• แจกฟรี คูปองอาหาร มูลค่า 300 บาท</p><p>• แจกฟรี โคมลอย 2 ใบ</p><p>• แจกฟรี กระทง 1 ใบ</p><p>• แจกฟรี ผางประทีป 1 ดวง</p><p>• ร่วมกิจกรรม Workshop และรับชมการแสดงต่าง ๆ มากมายภายในงาน</p><p>• มัดรวมทุกอย่างไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีทางศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต (สรงน้ำพระ, เขียนคำอธิฐานบนแผ่นทอง) ฯลฯ</p><p>• ชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนล้านนา (ไทยอง) และกลุ่มชาติพันธุ์ และบูธแสดงสินค้าและจำหน่ายของที่ะลึกต่างๆ</p><p>• รับประทานอาหารแบบกาดมั่วหลากหลายสไตล์ มากกว่า 50 ร้านค้า (คูปองอาหารฟรี มูลค่า 300.- บาท สามารถนำไปซื้ออาหารภายในงาน)</p><p>• รับชมการแสดงแสง สี เสียง และการแสดงพลุไฟสุดตระการตา</p><p>• ภายในงานมีระบบความปลอดภัยพร้อมตามมาตรฐาน และการจัดงานได้รับการอนุญาตจากทางราชการถูกต้อง</p><p>• รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงาน แบ่งให้กับชุมชน เพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณะ อาทิ กลุ่มผู้นำชุมชน, กลุ่มสตรีแม่บ้าน, กลุ่มสภาเด็กและเยาวชน, กลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น</p><p>• มีระบบการจัดการผลกระทบจากการจัดงานชัดเจน</p><p>หมายเหตุ : เด็กอายต่ำกว่า 12 ปี เข้าฟรี แต่จะไม่ได้รับคูปองอาหาร สามารถแจ้งชื่อผู้ติดตามได้</p><p>📌สอบถามเพิ่มเติม/สมัครตัวแทนจำหน่ายบัตร/จองบัตร ได้ที่</p><p>📲LINE ID : @840esigp 👇 คลิกเลย 👇 https://lin.ee/X9nwd9a หรือ Line ID : 0621975858</p><p>☎️Tel. 062-1975858</p><p>💻E-mail : cmeventcnx@gmail.com</p><p>📌สั่งซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ ที่ 👉 https://www.zipeventapp.com/e/Chiangmai-Wonderland-Sky-Lanterns-Festival-2026</p><p>📌บัตรมีจำนวนจำกัด เพียง 2,000 ใบ/วัน เท่านั้น รีบจองก่อนบัตรจะหมดนะคะ</p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aa4a726129cd_1789175590.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aa4a726129cd_1789175590.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ChatGPT ทำแทนได้จริงแค่ไหน: ทดสอบ 6 งาน PR/การตลาดที่คนไทยใช้บ่อย พร้อมผลลัพธ์จริงและจุดที่ยังพังอยู่</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4466-chatgpt-ทำแทนได้จริงแค่ไหน-ทดสอบ-6-งาน-prการตลาดที่คนไทยใช้บ่อย-พร้อมผลลัพธ์จริงและจุดที่ยังพังอยู่</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4466-chatgpt-ทำแทนได้จริงแค่ไหน-ทดสอบ-6-งาน-prการตลาดที่คนไทยใช้บ่อย-พร้อมผลลัพธ์จริงและจุดที่ยังพังอยู่</guid>
            <pubDate>Sat, 12 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[นักการตลาด 77% ใช้ ChatGPT แล้ว แต่ 43% บอก Output ไม่แม่นยำ เราทดสอบ 6 งาน PR/การตลาดจริงๆ ตั้งแต่ Press Release ไปถึง Creative Brainstorm เพื่อให้คุณรู้ว่าควรไว้ใจ AI ตรงไหน และตรงไหนยังต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>นักการตลาดทั่วโลก <strong>77%</strong> ใช้ ChatGPT แล้ว — แต่ <strong>43%</strong> บอกตรงๆ ว่า Output ที่ได้มักไม่แม่นยำหรือคุณภาพต่ำ ตัวเลขสองชุดนี้อยู่ในรายงานเดียวกัน และมันสะท้อนความจริงได้ดีที่สุด: ChatGPT ช่วยได้จริง แต่ไม่ใช่ทุกงาน บทความนี้ทดสอบ <strong>6 งาน PR/การตลาด</strong> ที่คนไทยใช้บ่อย พร้อมชี้ให้เห็นว่าแต่ละงาน ChatGPT ทำได้ถึงไหน และตรงไหนที่ยังต้องพึ่งมนุษย์อยู่</p>

<h2>ทำไมถึงต้องทดสอบ ChatGPT กับงาน PR/การตลาด ตอนนี้</h2>
<p>ณ กันยายน 2569 ChatGPT มีผู้ใช้งานกว่า <strong>800 ล้านคนต่อสัปดาห์</strong> และในแวดวง PR ระดับโลก นักประชาสัมพันธ์เกือบ <strong>82%</strong> รายงานว่าใช้ AI เพื่อระดมไอเดีย ขณะที่ <strong>72%</strong> ใช้ช่วยสร้าง Draft แรก และ <strong>70%</strong> ใช้ขัดเกลางานเขียน</p>
<p>กล่าวคือ AI ไม่ใช่เทรนด์อีกต่อไป มันคือส่วนหนึ่งของ Workflow จริงๆ แล้ว คำถามจึงไม่ใช่ "ควรใช้ไหม" แต่คือ <strong>"ใช้ตรงไหนถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด"</strong></p>

<h2>ผลทดสอบ 6 งาน PR/การตลาดจริง: ChatGPT ผ่านหรือพัง?</h2>
<p>เราแยกผลลัพธ์ออกเป็น 3 ระดับ: <strong>ผ่าน</strong> (ใช้ได้ดี), <strong>ผ่านแบบมีเงื่อนไข</strong> (ต้องแก้ไขก่อน) และ <strong>พัง</strong> (ยังต้องพึ่งมนุษย์)</p>

<h3>งานที่ 1: เขียน Press Release / ข่าวแถลง</h3>
<p>นี่คืองาน Volume สูงที่ทีม PR ใช้ ChatGPT เป็น Default มากที่สุด ChatGPT สามารถผลิต Draft แรกที่มีโครงสร้างดีได้อย่างรวดเร็ว — หัวข้อ, ย่อหน้านำ, ใจความหลัก, และ Boilerplate ท้าย ครบครัน</p>
<p><strong>จุดที่พัง:</strong> ความลื่นไหลของภาษาไม่ได้แปลว่าข้อมูลถูก ทุกตัวเลข ทุกคำพูดอ้างอิง และทุกข้อเท็จจริงต้องผ่านการยืนยันอิสระก่อนส่งออก นอกจากนี้ยังมีปัญหา <em>Voice Drift</em> — ในเอกสารยาว ถ้าไม่ได้กำหนด Brand Voice ไว้ชัด เสียงของแบรนด์จะค่อยๆ เลื่อนหายไปกลางทาง</p>
<p><strong>สรุป:</strong> ผ่านแบบมีเงื่อนไข — ใช้สร้าง Draft แล้วให้มนุษย์ตรวจข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่</p>

<h3>งานที่ 2: เขียน Pitch Email ติดต่อสื่อมวลชน</h3>
<p>ChatGPT ช่วยวางโครงสร้าง Pitch Email ได้ดีทีเดียว ตั้งแต่ Subject Line ที่เฉพาะเจาะจง, ย่อหน้าบริบท, สรุป Press Release, Exclusive Offer, ไปจนถึง Hook ที่สร้างความเร่งด่วน — ทั้งหมดควบอยู่ใน 150 คำตามมาตรฐาน</p>
<p><strong>จุดที่พัง:</strong> งาน Pitch ที่ได้ผลจริงต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักข่าว ความเข้าใจ "Beat" ของแต่ละสื่อ และ Timing ที่ถูกจังหวะ สามอย่างนี้ ChatGPT ทำไม่ได้เลย</p>
<p><strong>สรุป:</strong> ผ่านแบบมีเงื่อนไข — ใช้สร้างโครงกระดูก แต่ต้องให้คนที่รู้จักนักข่าวคนนั้นใส่ "เนื้อ" เข้าไปเอง</p>

<h3>งานที่ 3: เขียน Social Media Caption</h3>
<p>ทีมโซเชียลต้องผลิตคอนเทนต์มากขึ้นบนหลายแพลตฟอร์มด้วยทีมเท่าเดิมหรือเล็กลง ChatGPT จึงกลายเป็นกลไกหลักในการ Scale Output โดยไม่ Scale ต้นทุน</p>
<p>ChatGPT ทำงานได้ดีกับแพลตฟอร์มที่เน้นตัวหนังสืออย่าง LinkedIn, Twitter/X และ Facebook สำหรับ Instagram และ TikTok เก่งเขียน Caption, Script และ Content Plan แต่<strong>ไม่สามารถสร้าง Visual หรือวิดีโอได้</strong></p>
<p><strong>เงื่อนไขสำเร็จ:</strong> ต้องให้บริบทที่ละเอียด — คำอธิบาย Brand Voice, โทนที่ต้องการ, รายละเอียดกลุ่มเป้าหมาย และตัวอย่างโพสต์เก่าที่ชอบ ยิ่ง Prompt ละเอียดมาก Output ยิ่งใกล้เคียงเสียงของแบรนด์</p>
<p><strong>สรุป:</strong> ผ่าน — แต่ต้อง Edit ผลลัพธ์สุดท้ายเสมอ</p>

<h3>งานที่ 4: วางแผน Campaign / Marketing Calendar</h3>
<p>ลองจินตนาการว่าคุณต้องวาง Timeline สำหรับ Campaign 12.12 ของ Shopee Thailand ที่ Launch วันที่ 12 ธันวาคม 2569 พร้อมกำหนด Phase, Owner และ Deadline ของแต่ละ Task ในรูปแบบ Horizontal Timeline — ChatGPT ทำ Structure ส่วนนี้ได้ดีมาก</p>
<p><strong>จุดที่พัง:</strong> ChatGPT เก่งเร่งส่วน Mechanical ของงาน — ร่าง, จัด Phase, กำหนดหมวดหมู่ Task แต่ Strategy และ Editorial Judgment ยังต้องอยู่ในมือคุณ มันคือ "Production Accelerator" ไม่ใช่ "Strategy Director"</p>
<p><strong>สรุป:</strong> ผ่านแบบมีเงื่อนไข — ใช้จัด Template และโครงสร้างเวลา แต่คนตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ต้องเป็นมนุษย์</p>

<h3>งานที่ 5: เขียน Email Marketing / Newsletter</h3>
<p>ChatGPT ช่วยร่าง Subject Line, Body Copy และ CTA ได้เร็ว รวมถึงช่วยสร้างตัวเลือก A/B Test ข้อความต่างๆ ได้ด้วย</p>
<p><strong>จุดที่พัง:</strong> Output ที่ได้มักเป็น Generic — ขาด Brand Differentiation ที่แท้จริง ไม่มีความเข้าใจ Sales Funnel หรือ Buyer Journey ของแบรนด์คุณโดยเฉพาะ และที่หนักที่สุดคือ<strong>ไม่สามารถ Fact-check งานของตัวเองได้</strong></p>
<p><strong>สรุป:</strong> ผ่านแบบมีเงื่อนไข — ใช้เป็นจุดตั้งต้น แต่ต้องใส่ Insight เฉพาะแบรนด์และตรวจความถูกต้องเองทุกครั้ง</p>

<h3>งานที่ 6: Brainstorm ไอเดีย Campaign / Creative Concepts</h3>
<p>นี่คืองานที่ ChatGPT ทำได้ดีที่สุด ลองนึกภาพ Prompt แบบนี้: "ขอ 5 ไอเดีย Campaign สำหรับการเปิดตัวเมนู Latte ตัวใหม่ของ Café Amazon พร้อม Theme ที่ชัด, Tagline ไทยที่จำง่าย และ 1-2 Core Tactics ต่อไอเดีย"</p>
<p>ChatGPT ตอบสนองได้เร็วและหลากหลาย เหมาะมากสำหรับการ "เปิดห้อง" ก่อน Brainstorm จริงในทีม แทนที่จะเริ่มจากหน้ากระดาษเปล่า</p>
<p><strong>สรุป:</strong> ผ่าน — เป็นงานที่ให้ ROI สูงที่สุดเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้</p>

<h2>ภาพรวมเปรียบเทียบ: ChatGPT กับ 6 งาน PR/การตลาด</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>งาน</th>
      <th>ChatGPT ทำได้</th>
      <th>ยังต้องใช้มนุษย์</th>
      <th>สรุป</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>Press Release</td>
      <td>โครงสร้าง, Draft แรก</td>
      <td>Fact-check, Brand Voice</td>
      <td>ผ่านแบบมีเงื่อนไข</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Pitch Email</td>
      <td>โครงสร้าง, Subject Line</td>
      <td>ความสัมพันธ์, Timing</td>
      <td>ผ่านแบบมีเงื่อนไข</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Social Caption</td>
      <td>Caption, Script, Content Plan</td>
      <td>Visual, Video, Edit สุดท้าย</td>
      <td>ผ่าน</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Campaign Planning</td>
      <td>Timeline, Task Structure</td>
      <td>Strategy, Editorial Judgment</td>
      <td>ผ่านแบบมีเงื่อนไข</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Email Marketing</td>
      <td>Subject Line, Body, CTA</td>
      <td>Brand Voice, Sales Funnel</td>
      <td>ผ่านแบบมีเงื่อนไข</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Creative Brainstorm</td>
      <td>ไอเดีย, Tagline, Tactics</td>
      <td>ตัดสินใจขั้นสุดท้าย</td>
      <td>ผ่าน</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>4 จุดที่ยังพังอยู่ ไม่ว่าจะใช้งานไหน</h2>

<h3>1. Hallucination — ปัญหาที่ยังไม่หายไปไหน</h3>
<p>แม้แต่ GPT-5.4 ที่ออกมาในเดือนมีนาคม 2569 ก็ยังสร้างสถิติที่ไม่มีอยู่จริง อ้างอิงรายงานที่ไม่เคยเผยแพร่ และระบุคำพูดให้คนที่ไม่เคยพูด — โดยใช้น้ำเสียงมั่นใจเท่ากันเสมอ ซึ่งนั่นแหละคืออันตราย</p>
<p>นักการตลาด <strong>43%</strong> ยืนยันว่า AI Tools มักผลิต Output ที่ไม่ถูกต้องหรือมีคุณภาพต่ำ การปล่อยให้ Press Release หรือ Pitch Email ผ่าน ChatGPT โดยไม่ตรวจสอบ คือการเดิมพันกับชื่อเสียงแบรนด์</p>

<h3>2. AI Detection ที่แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ</h3>
<p>เครื่องมือตรวจจับ AI ในปัจจุบันแม่นยำสูงถึง <strong>90%+</strong> ในการระบุว่าเนื้อหาสร้างโดย GPT สำหรับทีม Content Marketing ที่พึ่งพา Model นี้อย่างหนัก นี่คือความเสี่ยงที่ต้องตระหนักโดยเฉพาะกับเนื้อหาที่ส่งถึงสื่อหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</p>

<h3>3. จุดอ่อนภาษาไทยที่ยังอยู่</h3>
<p>การทดสอบในบริบทไทยพบปัญหาเรื่องการแสดงผลข้อความภาษาไทยบนภาพ (Thai Text on Image) ซึ่งบาง Model อ่านไม่ออก สะท้อนว่า ChatGPT ยังมีข้อจำกัดกับ Thai-language context บางด้านโดยตรง</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น บริบทวัฒนธรรมไทย — โทนภาษา, ความสัมพันธ์เชิง Influencer, และนิยามของ "ความเหมาะสม" ในแต่ละช่องทาง — ยังเป็นสิ่งที่ต้องป้อนเข้าไปเองและตรวจสอบเองทุกครั้ง</p>

<h3>4. ความสัมพันธ์และบริบทท้องถิ่นแทนไม่ได้</h3>
<p>ผู้เชี่ยวชาญที่เห็นผลลัพธ์จริงจาก AI ไม่ใช่คนที่มอบทุกอย่างให้ AI — แต่คือคนที่รู้ว่า AI เพิ่ม Leverage ได้ที่ไหน และที่ไหนยังต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์ ไม่มี Prompt ไหนสอนให้ ChatGPT รู้ว่านักข่าวคนนี้ชอบรับข้อมูลทางไลน์ ไม่ใช่อีเมล</p>

<h2>บทสรุป: ใช้ ChatGPT เป็น "Production Accelerator" ไม่ใช่ "Replacement"</h2>
<p>จาก 6 งานที่ทดสอบ ไม่มีงานไหนที่ ChatGPT ทำแทนได้ 100% โดยไม่ต้องแตะเลย แต่เกือบทุกงานก็ได้ประโยชน์จากการมี AI ช่วยขั้นตอน Mechanical</p>
<p>สูตรที่ได้ผลจริงคือ: <strong>ให้ ChatGPT เร่งของ Draft แรก → มนุษย์ใส่ Strategy, Relationship และ Fact-check → ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทำคนเดียว ด้วยเวลาน้อยกว่า</strong></p>
<p>และถ้าคุณอยู่ในทีมไทย อย่าลืมว่า Context ท้องถิ่นยังเป็นสิ่งที่ต้องใส่เองเสมอ — เพราะ ChatGPT ยังอ่านห้องไทยไม่แม่นพอ</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://everything-pr.com/chatgpt-for-public-relations-the-complete-2026-guide">Everything PR — ChatGPT for Public Relations: The Complete 2026 Guide</a></li>
  <li><a href="https://www.hashmeta.ai/en/blog/chatgpt-for-pr-and-media-relations-how-to-write-better-press-releases-and-pitches">Hashmeta — ChatGPT for PR and Media Relations</a></li>
  <li><a href="https://fiftyfiveandfive.com/resources/chatgpt-digital-marketing-guide/">Fiftyfiveandfive — ChatGPT Digital Marketing Guide</a></li>
  <li><a href="https://curzonpr.com/theprinsider/how-to-use-chatgpt-for-media-relations/">Curzon PR — How to Use ChatGPT for Media Relations</a></li>
  <li><a href="https://www.incremys.com/en/resources/blog/chatgpt-statistics">Incremys — ChatGPT Statistics 2026</a></li>
  <li><a href="https://masterofcode.com/blog/chatgpt-statistics">Master of Code — ChatGPT Statistics</a></li>
  <li><a href="https://everydaymarketing.co/data-ai/25-prompt-for-marketing-with-chatgpt/">Everyday Marketing — 25 Prompt สำหรับการตลาดด้วย ChatGPT</a></li>
  <li><a href="https://www.relevantaudience.com/ai/th-ai-passport-aipass-image-models-thai-text-test/">Relevant Audience — ทดสอบ AI Image Models กับข้อความภาษาไทย</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa2bd83bc95a.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa2bd83bc95a.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ท่านอ้วนสมัคร CEO การบินไทย: ถอด 5 ความท้าทายที่ผู้บริหารคนใหม่ต้องแก้ภายใน 100 วันแรก</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4465-ท่านอ้วนสมัคร-ceo-การบินไทย-ถอด-5-ความท้าทายที่ผู้บริหารคนใหม่ต้องแก้ภายใน-100-วันแรก</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4465-ท่านอ้วนสมัคร-ceo-การบินไทย-ถอด-5-ความท้าทายที่ผู้บริหารคนใหม่ต้องแก้ภายใน-100-วันแรก</guid>
            <pubDate>Fri, 11 Sep 2026 18:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[เมื่อผู้มีประสบการณ์ 25 ปีในอุตสาหกรรมการบินนานาชาติประกาศลงสนาม CEO การบินไทย คำถามคือ ใครก็ตามที่ได้นั่งเก้าอี้นี้ ต้องเผชิญโจทย์อะไรบ้างใน 100 วันแรก ตั้งแต่น้ำมันพุ่งกว่า 200 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปจนถึงการลงทุน 4 หมื่นล้านในปีเดียว...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งจาก 85 ดอลลาร์เป็นกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในปีเดียว — นี่คือสิ่งที่ CEO การบินไทย คนใหม่จะได้รับเป็น "ของขวัญต้อนรับ" วันแรกที่เข้าทำงาน เรื่องนี้ร้อนขึ้นมาอีกขั้น เมื่อ ท่านอ้วน-จุฑาวัชร วิวัชรวงศ์ โพสต์ LinkedIn ประกาศสมัครรับการพิจารณาตำแหน่ง CEO การบินไทย โดยอ้างอิงประสบการณ์กว่า 25 ปีในอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ ตั้งแต่ช่างอากาศยานจนถึงผู้บริหาร บทความนี้ไม่ใช่การเชียร์ใครคนใด แต่จะถอดรหัสทีละข้อว่า ไม่ว่าใครจะได้นั่งเก้าอี้นี้ รอพวกเขาอยู่คืออะไร</p>

<h2>เปิดรับ CEO การบินไทย: ใครอยากสมัคร ต้องผ่านด่านอะไรบ้าง</h2>
<p>การบินไทยเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระหว่างวันที่ 7–27 กันยายน 2569 เพื่อหาผู้รับไม้ต่อจาก <strong>ชาย เอี่ยมศิริ</strong> ที่จะครบวาระในเดือนมกราคม 2570</p>
<p>สเปกที่การบินไทยวางไว้ไม่ธรรมดา: อายุไม่เกิน 65 ปี วุฒิปริญญาโทขึ้นไป ผ่านการบริหารองค์กรที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า <strong>4 หมื่นล้านบาทต่อปี</strong> และต้องมีประสบการณ์ในธุรกิจการบินหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>ท่านอ้วน-จุฑาวัชร ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองอาจมาจาก "เส้นทางนอกกรอบ" แต่มองว่าสองสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือประเทศที่เกิดกับอุตสาหกรรมที่ใช้ชีวิตทำงานมาทั้งหมด อาจมาบรรจบกันได้ที่นี่</p>

<h2>มรดกที่ดีที่ CEO ใหม่จะได้รับ: ตัวเลขไม่ได้โกหก</h2>
<p>ก่อนจะพูดถึงความท้าทาย ต้องยอมรับว่าการบินไทยวันนี้ไม่ใช่สายการบินที่กำลังจมน้ำอีกต่อไป หลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 องค์กรมีโครงสร้างที่ลีนขึ้นอย่างชัดเจน</p>
<p>ตัวเลขปี 2568 พูดชัดกว่าคำอธิบายใดๆ: <strong>รายได้รวม 194,210 ล้านบาท</strong> และ <strong>กำไรสุทธิ 30,910 ล้านบาท</strong> ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในประวัติศาสตร์บริษัท</p>
<p>ฝูงบินก็กำลังขยายตัว ปี 2569 มีแผนรับเครื่องบินใหม่ 28 ลำ และคืนเครื่อง 6 ลำ ทำให้ณ สิ้นปีจะมีฝูงบินรวมประมาณ <strong>102 ลำ</strong> นี่คือจุดแข็งที่ CEO ใหม่จะได้รับเป็นฐาน</p>

<h2>5 ความท้าทายที่ CEO การบินไทย คนใหม่ต้องรับมือ</h2>

<h3>1. วิกฤตน้ำมันเครื่องบิน: ต้นทุนพุ่ง กำไรหด</h3>
<p>นี่คือโจทย์ข้อที่เจ็บที่สุดในขณะนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคา Jet A-1 พุ่งจาก <strong>85–90 ดอลลาร์</strong> ต่อบาร์เรล ไปแตะ <strong>กว่า 200 ดอลลาร์</strong> ต่อบาร์เรล ในช่วงเวลาสั้นๆ</p>
<p>ผลกระทบเห็นได้ชัดจากตัวเลข Q2/2569: รายได้รวมอยู่ที่ 48,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เทียบปีก่อน แต่ค่าใช้จ่ายรวมกลับ<strong>เพิ่มขึ้นถึง 29.7%</strong> ในช่วงเดียวกัน กำไรจึงหดหายไปมาก แม้รายได้ยังเติบโต</p>
<p>พูดง่ายๆ คือ เหมือนขายของได้มากขึ้น แต่ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงกว่าหลายเท่า กำไรจริงๆ จึงบางลงแบบน่าใจหาย โดยผู้โดยสารและเที่ยวบินในบางช่วงลดลงถึง <strong>20%</strong></p>

<h3>2. การลงทุน 4 หมื่นล้านในปีเดียว: พนันก้อนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้</h3>
<p>ปี 2569 ถือเป็นปีแรกที่การบินไทยลงทุนหนักที่สุดหลังออกจากแผนฟื้นฟู ด้วยงบลงทุนสูงถึง <strong>4 หมื่นล้านบาท</strong> ครอบคลุมทั้งการซื้อเครื่องบินลำใหม่ เครื่องยนต์ และการปรับปรุงภายในเครื่องบินฝูงเก่า</p>
<p>โดยเฉพาะโบอิ้ง 777-300 จำนวน <strong>14 ลำ</strong> จะถูกปรับโฉมห้องโดยสารใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อแข่งขันในตลาด Full-Service ระยะยาว</p>
<p>ปัญหาคือการลงทุนก้อนใหญ่นี้เกิดขึ้นพร้อมกันกับช่วงที่ต้นทุนน้ำมันสูงและไตรมาส 2 ซึ่งเป็นโลว์ซีซันของธุรกิจการบิน ทำให้แรงกดดันต่อกระแสเงินสดระยะสั้นเป็นโจทย์ที่ CEO ใหม่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง</p>

<h3>3. รักษาโมเมนตัมกำไรหลังฟื้นฟู: ประวัติศาสตร์ไม่ได้ค้ำประกันอนาคต</h3>
<p>กำไร 3 หมื่นล้านบาทในปี 2568 คือตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจ แต่มันก็สร้าง "ความคาดหวังที่สูงขึ้น" ไปพร้อมกัน ทั้งจากผู้ถือหุ้น นักวิเคราะห์ และสาธารณชน</p>
<p>CEO ใหม่จะต้องพิสูจน์ว่าตัวเลขปี 2568 ไม่ใช่แค่ "ดอกไม้ไฟฉาบฉวย" หลังออกจากแผนฟื้นฟู แต่เป็นรากฐานที่ยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยทั้งการควบคุมต้นทุน การบริหารความเสี่ยงราคาพลังงาน และการรักษาอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ให้สูงต่อเนื่อง</p>

<h3>4. การแข่งขันในตลาด: ศึกสองด้านทั้งฟูลเซอร์วิสและโลว์คอสต์</h3>
<p>สายการบินระดับ Full-Service ในเอเชียไม่ได้หยุดพัฒนา ขณะที่สายการบินโลว์คอสต์ก็ยังคงกินส่วนแบ่งตลาดระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง การบินไทยต้องนิยามให้ชัดว่า "จุดยืน" ของตัวเองคืออะไรในภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงนี้</p>
<p>ข่าวดีคือราคาค่าโดยสารต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น ทำให้การบินไทยยังมั่นใจในเป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ <strong>กว่า 2 แสนล้านบาท</strong> แม้ดีมานด์บางช่วงจะชะลอตัวจากวิกฤตน้ำมัน</p>

<h3>5. ภาระของการเป็น CEO "สาธารณะ" ที่ทั้งประเทศจับตา</h3>
<p>การบินไทยไม่ใช่บริษัทธรรมดา มันคือ "สายการบินแห่งชาติ" ที่ผูกพันกับความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ CEO ทุกคำพูด ทุกนโยบาย จะถูกขยายผลในโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนทันที</p>
<p>กรณีของท่านอ้วนสะท้อนโจทย์นี้ได้ชัด เขาประกาศสมัครผ่าน LinkedIn อย่างเปิดเผย โดยยอมรับว่าตัวเองมาจากเส้นทาง "นอกกรอบ" ซึ่งต้องใช้พลังงานสูงในการพิสูจน์ตัวเองต่อสาธารณะและต่อบอร์ดบริหาร ไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาอย่างไร</p>

<h2>เปรียบเทียบ: ก่อนและหลังออกจากแผนฟื้นฟู vs. ความท้าทายปัจจุบัน</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ด้าน</th>
      <th>ปี 2568 (หลังฟื้นฟู)</th>
      <th>ปี 2569 (ความท้าทายใหม่)</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>กำไรสุทธิ</td>
      <td>30,910 ล้านบาท (สูงสุดเป็นประวัติการณ์)</td>
      <td>กดดันจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่ง 29.7% YoY ใน Q2</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ราคาน้ำมัน (Jet A-1)</td>
      <td>85–90 USD/บาร์เรล (ปกติ)</td>
      <td>กว่า 200 USD/บาร์เรล (วิกฤตตะวันออกกลาง)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>การลงทุน</td>
      <td>อยู่ในช่วงประหยัดต้นทุนหลังฟื้นฟู</td>
      <td>4 หมื่นล้านบาท (หนักที่สุดนับแต่ฟื้นฟู)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ฝูงบิน</td>
      <td>กำลังขยายค่อยๆ</td>
      <td>เป้าหมาย 102 ลำ สิ้นปี 2569</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>เป้าหมายรายได้</td>
      <td>194,210 ล้านบาท</td>
      <td>กว่า 2 แสนล้านบาท</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>100 วันแรกของ CEO การบินไทย: ไม่มีเวลาวอร์มอัป</h2>
<p>CEO การบินไทยคนใหม่จะไม่มีช่วง "ฮันนีมูน" ยาวๆ ให้ตั้งหลัก เพราะทุกโจทย์กำลังดำเนินอยู่พร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมันที่ยังสูง การลงทุนฝูงบินที่ต้องตัดสินใจ และเป้าหมายรายได้ 2 แสนล้านที่ต้องรักษา</p>
<p>ไม่ว่าบอร์ดการบินไทยจะเลือกใคร สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ ผู้ที่จะนั่งเก้าอี้นี้ต้องไม่แค่ "เก่ง" แต่ต้องพร้อมรับแรงกดดันจากทุกทิศทางพร้อมกัน ตั้งแต่วันแรก</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.infoquest.co.th/2026/645763">Infoquest: ท่านอ้วนประกาศสมัคร CEO การบินไทย (9 ก.ย. 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.prachachat.net/business/news-2064098">ประชาชาติธุรกิจ: ข่าวท่านอ้วนสมัคร CEO การบินไทย (9 ก.ย. 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.kaohoon.com/news/861758">เกาหุ้น: ท่านอ้วนสมัครชิง CEO การบินไทย (9 ก.ย. 2569)</a></li>
  <li><a href="https://mgronline.com/business/detail/9690000086537">ผู้จัดการออนไลน์: สเปก CEO การบินไทย</a></li>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/news/society/2956816">ไทยรัฐ: เปิดรับสมัคร CEO การบินไทย</a></li>
  <li><a href="https://mgronline.com/business/detail/9690000068690">ผู้จัดการออนไลน์: CAAT ราคาน้ำมันกดดันอุตสาหกรรมบิน (ก.ค. 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232281">กรุงเทพธุรกิจ: การบินไทยฝ่าวิกฤติพลังงาน (พ.ค. 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.naewna.com/business/982954">แนวหน้า: ผลประกอบการ Q2/2569 การบินไทย (ส.ค. 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.kaohoon.com/breakingnews/834039">เกาหุ้น: ฝูงบินการบินไทยขยายแตะ 102 ลำ (พ.ค. 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.prachachat.net/hilight-prachachat/news-2012920">ประชาชาติธุรกิจ: ถอดรหัส 3 CEO การบินไทย (พ.ค. 2569)</a></li>
  <li><a href="https://www.forbesthailand.com/people/exclusive-interview/chai-eamsiri-and-the-strong-rise-of-thai-airways">Forbes Thailand: ชาย เอี่ยมศิริ และการฟื้นคืนของการบินไทย</a></li>
  <li><a href="https://hilight.kapook.com/view/254870">คปูก: ท่านอ้น ส่งใจให้ท่านอ้วนสมัคร CEO การบินไทย (8 ก.ย. 2569)</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa2bd83bcc74.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa2bd83bcc74.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>AirPods 5 เปิดตัวแล้ว + iPhone 17 Pro ราคาไทย: สรุปทุกอย่างที่ Apple ประกาศในคืนเดียว</title>
            <link>https://prnewsplus.com/technology/4464-airpods-5-เปิดตัวแล้ว-iphone-17-pro-ราคาไทย-สรุปทุกอย่างที่-apple-ประกาศในคืนเดียว</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/technology/4464-airpods-5-เปิดตัวแล้ว-iphone-17-pro-ราคาไทย-สรุปทุกอย่างที่-apple-ประกาศในคืนเดียว</guid>
            <pubDate>Fri, 11 Sep 2026 00:12:50 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ไอที / เทคโนโลยี</category>
            <description><![CDATA[งาน Apple "Surprise and Shine" 9 กันยายน 2026 คืนเดียวอัดแน่นด้วย AirPods 5 ที่ได้ ANC ครั้งแรก และ iPhone 17 Pro ที่ยังเป็นตัวเลือกฮิตของคนไทยในราคาเริ่ม 43,900 บาท สรุปครบ ไม่พลาดแม้แต่จุดเดียว...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>คืนวันที่ 9 กันยายน 2026 Apple จัดงาน <strong>"Surprise and Shine"</strong> และชื่องานไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย — ในคืนเดียว Apple ประกาศทั้ง iPhone 18 Pro, iPhone Duo (foldable เครื่องแรก!), Apple Watch Series 12, Apple Watch Ultra 4 และ <strong>AirPods 5</strong> ที่พลิกโฉมหูฟังรุ่นเริ่มต้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี พร้อมกันนั้น <strong>iPhone 17 Pro ราคาไทย</strong> ที่เปิดตัวปีที่แล้วยังคงเป็นตัวเลือกหลักของคนไทยที่ราคาเริ่มต้น 43,900 บาท</p>

<h2>งาน Apple "Surprise and Shine" — คืนนั้นมีอะไรบ้าง?</h2>
<p>ก่อนลงรายละเอียด ต้องวางภาพรวมก่อน เพราะคืนนั้นมีของใหม่เยอะมากจนตามแทบไม่ทัน Apple ประกาศผลิตภัณฑ์รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5 รายการในงานเดียว</p>
<ul>
  <li><strong>iPhone 18 Pro</strong> — เรือธงใหม่ล่าสุด</li>
  <li><strong>iPhone Duo</strong> — iPhone แบบพับได้เครื่องแรกในประวัติศาสตร์ Apple</li>
  <li><strong>Apple Watch Series 12</strong></li>
  <li><strong>Apple Watch Ultra 4</strong></li>
  <li><strong>AirPods 5</strong> — ดาวเด่นในฝั่งหูฟัง</li>
</ul>
<p>สำหรับคนที่ยังไม่ได้อัปเกรดมือถือ <strong>iPhone 17 Pro</strong> ที่เปิดตัวในงาน Apple Event เดือนกันยายน 2025 และวางจำหน่ายในไทยตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งและหาซื้อได้อยู่ บทความนี้จึงครอบคลุมทั้งคู่</p>

<h2>AirPods 5: หูฟังรุ่นเริ่มต้นที่ไม่ "เริ่มต้น" อีกต่อไป</h2>
<p>นี่คือการอัปเกรดที่ใหญ่ที่สุดของ AirPods รุ่น standard ในรอบหลายปี สิ่งที่ก่อนหน้านี้มีแค่ในรุ่นพรีเมียม ตอนนี้มาอยู่ในราคา <strong>$129</strong> เรียบร้อยแล้ว</p>

<h3>ANC ครั้งแรกในรุ่นมาตรฐาน — และมันแรงกว่าที่คิด</h3>
<p>ไฮไลต์ที่ใหญ่ที่สุดคือ <strong>Active Noise Cancellation (ANC)</strong> ปรากฏใน AirPods รุ่นเริ่มต้นเป็นครั้งแรก แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ Apple บอกว่า ANC ของ AirPods 5 ลดเสียงภายนอกได้มากกว่า AirPods 4 with ANC ถึง <strong>50%</strong></p>
<p>นึกภาพตามได้เลย — AirPods 4 with ANC เคยเป็นรุ่นที่ต้องจ่ายแพงกว่าถึงจะได้ ANC แต่ตอนนี้รุ่นเริ่มต้น $129 ทำได้ดีกว่าอีก และยังคงรูปแบบ open-ear ที่ไม่มีซิลิโคนปิดหู เหมาะคนที่ไม่ชอบความรู้สึกอุดหู</p>

<h3>สถาปัตยกรรมเสียงใหม่ทั้งหมด</h3>
<p>Apple ไม่ได้แค่เพิ่ม ANC เข้าไปในตัวเก่า แต่รีดีไซน์ระบบเสียงใหม่ทั้งหมด AirPods 5 ใช้ <strong>multiport acoustic architecture</strong> แบบใหม่คู่กับ <strong>Adaptive EQ รุ่นถัดไป</strong> ทำให้เสียงละเอียดและสมจริงกว่าเดิม</p>

<h3>Live Translation — แปลภาษาเรียลไทม์ผ่านหู</h3>
<p>ฟีเจอร์ที่จะเปลี่ยนชีวิตนักเดินทาง: <strong>Live Translation</strong> ใน AirPods 5 ทุกรุ่น (รวมถึงรุ่น $129) ช่วยให้คุณแปลภาษาแบบเรียลไทม์ขณะสนทนา โดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาเลย</p>

<h3>Volume Swipe บนก้าน — เฉพาะรุ่น $149</h3>
<p>รุ่น Wireless Charging Case ราคา <strong>$149</strong> มีสิ่งพิเศษเพิ่มคือ <strong>on-stem volume swipe</strong> — ปัดนิ้วบนก้านหูฟังเพื่อปรับระดับเสียงได้เลย Apple บอกว่านี่เป็นครั้งแรกในผลิตภัณฑ์ open-ear form factor รวมถึงแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานถึง <strong>5 ชั่วโมง</strong> และอึดนานขึ้นกว่ารุ่นก่อน</p>

<h3>เปรียบเทียบ AirPods 5 สองรุ่น</h3>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ฟีเจอร์</th>
      <th>AirPods 5 ($129)</th>
      <th>AirPods 5 Wireless Charging Case ($149)</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>ANC</td>
      <td>✅</td>
      <td>✅</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Adaptive Audio</td>
      <td>✅</td>
      <td>✅</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Transparency Mode</td>
      <td>✅</td>
      <td>✅</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Spatial Audio</td>
      <td>✅</td>
      <td>✅</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Live Translation</td>
      <td>✅</td>
      <td>✅</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Siri AI &amp; Head Gesture Controls</td>
      <td>✅</td>
      <td>✅</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>On-stem Volume Swipe</td>
      <td>❌</td>
      <td>✅</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>แบตเตอรี่ (ตัวหูฟัง)</td>
      <td>ไม่ระบุ</td>
      <td>5 ชั่วโมง</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Wireless Charging Case</td>
      <td>❌</td>
      <td>✅</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ราคา (USD)</td>
      <td>$129</td>
      <td>$149</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>
<p>เปิดให้พรีออร์เดอร์แล้วตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2026 และจะวางจำหน่ายจริงในร้าน <strong>วันที่ 18 กันยายน 2026</strong> ส่วนราคาไทยอย่างเป็นทางการยังอยู่ระหว่างรอประกาศ</p>

<h2>iPhone 17 Pro ราคาไทย และสเปคที่ยังน่าซื้ออยู่ในปี 2026</h2>
<p>แม้ iPhone 18 Pro จะเพิ่งเปิดตัว แต่ <strong>iPhone 17 Pro</strong> ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ราคาเริ่มต้น <strong>43,900 บาท</strong> สำหรับรุ่น 256GB</p>

<h3>ตารางราคา iPhone 17 Pro และ Pro Max ในไทย</h3>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>รุ่น</th>
      <th>ความจุ</th>
      <th>ราคา (บาท)</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>iPhone 17 Pro (6.3")</td>
      <td>256GB</td>
      <td>43,900</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>iPhone 17 Pro (6.3")</td>
      <td>512GB</td>
      <td>51,900</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>iPhone 17 Pro (6.3")</td>
      <td>1TB</td>
      <td>59,900</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>iPhone 17 Pro Max (6.9")</td>
      <td>256GB</td>
      <td>48,900</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>iPhone 17 Pro Max (6.9")</td>
      <td>512GB</td>
      <td>56,900</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>iPhone 17 Pro Max (6.9")</td>
      <td>1TB</td>
      <td>64,900</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>iPhone 17 Pro Max (6.9")</td>
      <td>2TB</td>
      <td>80,900</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h3>สเปคที่ยังโดดเด่นแม้ผ่านมาหนึ่งปี</h3>
<p>iPhone 17 Pro และ Pro Max ขับเคลื่อนด้วยชิป <strong>A19 Pro</strong> ระบบระบายความร้อนด้วย <strong>Vapor Chamber</strong> ทำให้ประสิทธิภาพสม่ำเสมอแม้ใช้งานหนัก</p>
<p>ระบบกล้องคือจุดเด่นที่ชัดที่สุด — ทั้งสามตัวเป็น <strong>48MP</strong> หมด ประกอบด้วยกล้อง Fusion หลัก 48MP, Ultra Wide 48MP และ Telephoto 48MP ที่ซูมออปติคอลได้ถึง <strong>8x</strong> ซึ่ง Apple บอกว่าไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ iPhone รองรับ <strong>ProRes RAW</strong> และ <strong>Final Cut Camera 2.0</strong> ด้วย</p>
<p>กล้องหน้าอัปเกรดเป็น <strong>18MP</strong> ส่วนตัวเครื่องใช้ <strong>Ceramic Shield 2</strong> ที่ทนทานต่อการกระแทกและรอยขีดข่วนได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>ด้าน AI ทั้งสองรุ่นรองรับ <strong>Apple Intelligence</strong> พร้อม Live Translation และ Visual Intelligence ที่ฝังอยู่ในแอปกล้องโดยตรง — ใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องเปิดแอปพิเศษ</p>

<h2>สรุป: ซื้ออะไรดีจากคืนนี้?</h2>
<p>ถ้าคุณกำลังมองหาหูฟัง <strong>AirPods 5</strong> คือดีลที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบหลายปี — ได้ ANC ที่แรงกว่ารุ่นพี่ถึง 50%, Live Translation, Siri AI ครบชุด ในราคาเพียง $129 ถ้าอยากได้ Volume Swipe บนก้านกับแบต 5 ชั่วโมงก็จ่ายเพิ่มอีก $20 เป็น $149</p>
<p>ส่วนคนที่ยังมองหา iPhone ระดับ Pro แต่ไม่อยากจ่ายราคาเปิดตัวของ 18 Pro <strong>iPhone 17 Pro ที่ 43,900 บาท</strong> ยังคงเป็นคำตอบที่แข็งแกร่ง — ชิป A19 Pro, กล้อง 48MP ครบสามตัว, ซูม 8x และ Apple Intelligence ยังไม่มีอะไรมาบอกว่ามันล้าสมัย</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.ofm.co.th/blog/iphone-17-series-all-spec-and-thai-price/">OFM.co.th — iPhone 17 Series ราคาไทยอย่างเป็นทางการ</a></li>
  <li><a href="https://www.apple.com/newsroom/2026/09/apple-introduces-airpods-5-with-best-in-class-open-ear-active-noise-cancellation/">Apple Newsroom — AirPods 5 official announcement</a></li>
  <li><a href="https://www.macrumors.com/2026/09/09/airpods-5-announced-improved-anc/">MacRumors — AirPods 5 specs &amp; price detail</a></li>
  <li><a href="https://www.apple.com/newsroom/2025/09/apple-unveils-iphone-17-pro-and-iphone-17-pro-max/">Apple Newsroom — iPhone 17 Pro official announcement</a></li>
  <li><a href="https://www.digitaltrends.com/computing/everything-apple-announced-at-its-september-event-iphone-duo-iphone-18-pro-new-apple-watches-and-airpods-5/">Digital Trends — Apple September 2026 event recap</a></li>
  <li><a href="https://droidsans.com/all-about-iphone-17-series-thai-price/">DroidSans — ราคาไทย iPhone 17 Series</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa2bd83be51b.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6aa2bd83be51b.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ลงข่าว PR ครั้งแรก: 6 ข้อผิดพลาดที่ทำให้สื่อไม่หยิบไปลง (และแก้ได้ก่อนกด Submit)</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4437-ลงข่าว-pr-ครั้งแรก-6-ข้อผิดพลาดที่ทำให้สื่อไม่หยิบไปลง-และแก้ได้ก่อนกด-submit</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4437-ลงข่าว-pr-ครั้งแรก-6-ข้อผิดพลาดที่ทำให้สื่อไม่หยิบไปลง-และแก้ได้ก่อนกด-submit</guid>
            <pubDate>Thu, 10 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[Press Release มีโอกาสได้รับการตอบกลับจากนักข่าวเพียง 3% เท่านั้น ไม่ใช่โอกาสตีพิมพ์ แต่แค่โอกาส "ตอบกลับ" รู้ 6 ข้อผิดพลาดนี้ก่อนกด Submit แล้วโอกาสคุณจะต่างจากคนอื่น...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>โอกาสที่ Press Release ของคุณจะได้รับการ <strong>ตอบกลับ</strong> จากนักข่าวมีแค่ <strong>3%</strong> — ไม่ใช่โอกาสตีพิมพ์ แต่แค่โอกาสที่เขาจะ "ตอบกลับเมล" ตัวเลขนี้จาก AuthorityTech (2026) บอกอะไรบางอย่างที่เจ็บปวด: ข้อผิดพลาด Press Release ส่วนใหญ่เกิดซ้ำแบบเดิม และป้องกันได้ก่อนกด Submit ทั้งหมด</p>

<p>นักข่าวแต่ละคนรับ Pitch เข้ากล่องอีเมลวันละ <strong>50–300 ฉบับ</strong> (Reachwire, 2026) แปลว่าคุณมีเวลาไม่กี่วินาทีจริงๆ ในการพิสูจน์ว่าข่าวของคุณคุ้มค่าให้เปิดอ่าน บทความนี้จะพาคุณเจาะทีละข้อ พร้อมวิธีแก้ที่ลงมือได้เลย</p>

<h2>ทำไม Press Release ถึงถูกทิ้งตั้งแต่ยังไม่ได้อ่าน</h2>

<p>รายงาน Cision State of the Media 2025 เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ: <strong>68% ของนักข่าว</strong>รู้สึกว่าตัวเองได้รับ Press Release ที่ "ไม่เกี่ยวข้อง" มากเกินไปทุกวัน และผลที่ตามมาไม่ใช่แค่การลบทิ้ง — แต่บริษัทที่ส่งข่าวไม่ตรงเรื่องจะถูก "จำ" ในแง่ลบ นักข่าวจะมีแนวโน้มน้อยลงในการเปิดอ่านข่าวชิ้นต่อไปจากบริษัทนั้นเลย</p>

<p>กล่าวง่ายๆ คือ <strong>ส่งผิดครั้งเดียว เสียโอกาสหลายครั้ง</strong> ดังนั้นการรู้ว่าข้อผิดพลาดอยู่ที่ไหน จึงสำคัญกว่าการส่งให้เยอะที่สุด</p>

<h2>6 ข้อผิดพลาด Press Release ที่ทำให้สื่อไม่หยิบไปลง</h2>

<h3>ข้อผิดพลาดที่ 1 — เขียนแบบโฆษณา ไม่ใช่แบบข่าว</h3>

<p>นี่คืออันดับหนึ่งที่สื่อมืออาชีพทุกรายปฏิเสธทันที ลองสังเกตว่า Release ของคุณเต็มไปด้วยวลีเช่น <em>"leading provider of innovative solutions"</em> หรือ <em>"we're thrilled to announce"</em> หรือเปล่า?</p>

<p>นักข่าวต้องการ <strong>ข้อเท็จจริง บริบท และเหตุผลที่ผู้อ่านของเขาจะสนใจ</strong> ไม่ใช่สโลแกนของแบรนด์ ถ้าประโยคไหนอ่านแล้วฟังดูเหมือนโฆษณา ให้ตัดออกหรือเขียนใหม่ด้วยตัวเลขและข้อเท็จจริงแทน</p>

<p><strong>แก้อย่างไร:</strong> อ่าน Release ของคุณแล้วถามว่า "ถ้าฉันไม่ได้อยู่ในบริษัทนี้ ฉันจะสนใจประโยคนี้ไหม?" ถ้าคำตอบคือไม่ — ตัดหรือเขียนใหม่ทันที</p>

<h3>ข้อผิดพลาดที่ 2 — พาดหัวคลุมเครือ ไม่บอกอะไรเลย</h3>

<p>พาดหัวอย่าง <em>"Company X Announces New Product"</em> ไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ แก่นักข่าวที่จะหยุดอ่านต่อ คุณต้องนึกถึงข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดของข่าว แล้วยัดมันลงในบรรทัดเดียว</p>

<p>พาดหัวที่ดีในปี 2026 ต้องมี <strong>Action Verb + ตัวเลขที่ชัดเจน + ประโยชน์ที่ได้รับ</strong> ภายใน 6–12 คำ และเป็นมิตรกับ SEO รวมถึงการแสดงผลบนมือถือด้วย</p>

<p><strong>แก้อย่างไร:</strong> เปลี่ยนจาก "บริษัท X เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่" เป็น "บริษัท X เปิดตัวซอฟต์แวร์ที่ช่วยลดเวลาทำบัญชีได้ 40%" — ต่างกันคนละโลก</p>

<h3>ข้อผิดพลาดที่ 3 — ฝังข่าวไว้ลึก เปิดด้วยสิ่งที่ไม่สำคัญ</h3>

<p>นักข่าวมีเวลาอ่านจำกัด ถ้าย่อหน้าแรกของคุณยังไม่ตอบว่า <strong>ใคร? เกิดอะไรขึ้น? เมื่อไหร่? ที่ไหน? และทำไมคนนอกบริษัทถึงควรสนใจ?</strong> — Release ของคุณถูกลบแล้ว</p>

<p>ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดต้องอยู่ด้านบน รายละเอียดทางกฎหมาย เทคนิค หรือข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วางไว้ด้านล่างได้ทั้งหมด</p>

<p><strong>แก้อย่างไร:</strong> ลองปิดย่อหน้าแรกของ Release แล้วถามว่านักข่าวรู้ครบ 5W แล้วหรือยัง ถ้ายังต้องอ่านต่อถึงจะรู้ว่าข่าวคืออะไร — นั่นคือสัญญาณว่าต้องเขียนใหม่</p>

<h3>ข้อผิดพลาดที่ 4 — Quote ที่ไม่เพิ่มคุณค่าอะไร</h3>

<p>Quote ที่ไร้ประโยชน์ฟังดูอย่างนี้: <em>"เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราในการมอบคุณค่าให้ลูกค้า"</em> — นั่นคือการพูดซ้ำสิ่งที่เขียนไปแล้วในเนื้อหา ไม่มีประโยชน์อะไรเพิ่ม</p>

<p>Quote ที่ดีต้องทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้: <strong>แสดงวิสัยทัศน์, อธิบายขั้นตอนต่อไป หรือนำเสนอมุมมองจากบุคคลที่สาม</strong> ที่ช่วยให้นักข่าวใช้ต่อได้จริงในบทความของเขา</p>

<p><strong>แก้อย่างไร:</strong> ให้ผู้บริหารตอบคำถามว่า "สิ่งนี้จะเปลี่ยนอะไรสำหรับลูกค้า/อุตสาหกรรมภายใน 12 เดือนข้างหน้า?" แล้วใช้คำตอบนั้นเป็น Quote แทน</p>

<h3>ข้อผิดพลาดที่ 5 — ส่งแบบ Spray &amp; Pray ไม่เลือกสื่อ</h3>

<p>จาก Cision State of the Media 2024 พบว่า <strong>77% ของนักข่าว</strong>ระบุว่า "การส่ง Pitch ที่ไม่เกี่ยวข้องซ้ำซาก" คือวิธีที่เร็วที่สุดที่จะถูกใส่ใน "รายชื่อห้ามโทรหา" และรายงาน Cision 2025 ยืนยันว่า <strong>86%</strong> จะปฏิเสธ Pitch ทันทีที่ไม่ตรงกับ Beat หรือกลุ่มผู้ชมของตน</p>

<p>แต่ถ้าทำถูก ผลลัพธ์ต่างกันชัดมาก: ข้อมูลจาก Muck Rack 2026 ระบุว่า <strong>Personalized Pitch ที่แนบ Press Release</strong> ได้รับการตอบกลับมากกว่า <strong>3.2 เท่า</strong> เมื่อเทียบกับการส่งผ่าน Wire Service เพียงอย่างเดียว</p>

<p><strong>แก้อย่างไร:</strong> ก่อนส่ง ให้ตรวจสอบว่าคุณรู้จริงๆ ว่านักข่าวคนนี้เขียนเรื่องอะไร และอธิบายได้ในหนึ่งประโยคว่าทำไมข่าวของคุณถึงเหมาะกับ Beat ของเขา</p>

<h3>ข้อผิดพลาดที่ 6 — ไม่มี News Value จริงๆ</h3>

<p>บางครั้งปัญหาไม่ใช่การเขียน แต่คือ <strong>ข่าวนั้นไม่ใช่ข่าว</strong> สถานการณ์ที่ไม่ควรออก Press Release ได้แก่: การอัปเดตเว็บไซต์ตามปกติ, การเพิ่มฟีเจอร์เล็กน้อย, การเลื่อนตำแหน่งพนักงานต่ำกว่าระดับ C-Suite, การเผยแพร่บล็อกโพสต์, ไมล์สโตนโซเชียลมีเดีย หรือการแถลงปรัชญาองค์กรทั่วไป</p>

<p>ในปี 2026 สิ่งที่นักข่าวสนใจเป็นพิเศษคือ <strong>ความปั่นป่วนจาก AI, ความยั่งยืน, ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และผลกระทบทางสังคม</strong> ถามตัวเองก่อนว่าข่าวของคุณโยงกับประเด็นเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง</p>

<p><strong>แก้อย่างไร:</strong> ใช้ทดสอบง่ายๆ — ถ้าคนที่ไม่รู้จักบริษัทของคุณเลยอ่านข่าวนี้ แล้วบอกว่า "โอ้ น่าสนใจ" ข่าวนั้นถึงมี News Value พอส่งได้</p>

<h2>Checklist ก่อนกด Submit: แก้ได้ทั้งหมดใน 10 นาที</h2>

<p>เมื่อรวม 6 ข้อผิดพลาดข้างต้น เราได้ Checklist ที่ใช้ได้จริงก่อนส่ง Press Release ทุกครั้ง:</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>จุดตรวจ</th>
      <th>คำถามที่ต้องตอบได้</th>
      <th>ข้อผิดพลาดที่ป้องกัน</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>Headline</strong></td>
      <td>มี Action Verb + ตัวเลข/ผลลัพธ์ใน 6–12 คำ?</td>
      <td>พาดหัวคลุมเครือ</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ย่อหน้าแรก</strong></td>
      <td>ตอบ ใคร อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน ทำไม ใน 2–3 ประโยค?</td>
      <td>ฝังข่าวไว้ลึก</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>โทนการเขียน</strong></td>
      <td>ไม่มีวลีโฆษณา เขียนเพื่อผู้อ่านของสื่อ ไม่ใช่แบรนด์?</td>
      <td>เขียนแบบโฆษณา</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Quote</strong></td>
      <td>Quote เพิ่มมุมมองใหม่ หรือแค่ทำซ้ำเนื้อหา?</td>
      <td>Quote ไม่เพิ่มคุณค่า</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>ความยาว</strong></td>
      <td>เนื้อหาไม่เกิน 500 คำ มีข้อมูลติดต่อสื่อชัดเจน?</td>
      <td>เนื้อหายาวเกินไป</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>การส่ง</strong></td>
      <td>ส่งตรง Beat ของนักข่าว พร้อม Personalized Pitch?</td>
      <td>Spray &amp; Pray</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>News Value</strong></td>
      <td>คนนอกบริษัทจะสนใจข่าวนี้จริงๆ ไหม?</td>
      <td>ไม่มี News Value</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>ตัวเลขที่ควรจำก่อนส่ง Press Release ครั้งแรก</h2>

<p>สถิติหนึ่งที่น่าสนใจจาก Cision 2025 ที่วิเคราะห์ Press Release กว่า 50,000 ชิ้น พบว่า Release ที่ <strong>ระบุชื่อลูกค้าใน Headline</strong> ได้รับการเปิดอ่านจากนักข่าวมากกว่าถึง <strong>4.2 เท่า</strong> นั่นคือ "ความเฉพาะเจาะจง" ไม่ใช่แค่เรื่องของสไตล์ แต่คือข้อได้เปรียบที่วัดได้จริง</p>

<p>สรุปง่ายๆ: ยิ่งเฉพาะเจาะจง ยิ่งมีโอกาส — ทั้งในพาดหัว เนื้อหา และการเลือกว่าจะส่งให้ใคร ทั้ง 6 ข้อผิดพลาดที่กล่าวมา ล้วนแก้ได้ก่อนกด Submit ทั้งหมด ไม่ต้องรอลงมือจริงแล้วค่อยเจ็บตัว</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://presspage.com/blog/why-press-releases-get-ignored">Presspage — Why Press Releases Get Ignored</a></li>
  <li><a href="https://presspage.com/blog/bad-press-release-examples-common-mistakes-and-how-to-fix-them">Presspage — Bad Press Release Examples: Common Mistakes and How to Fix Them</a></li>
  <li><a href="https://reachwire.co.uk/blog/press-release-mistakes/">Reachwire — Press Release Mistakes</a></li>
  <li><a href="https://www.shadow.inc/resources/how-to-write-a-press-release">Shadow — How to Write a Press Release</a></li>
  <li><a href="https://www.contentgrip.com/how-to-write-a-press-release-examples/">ContentGrip — How to Write a Press Release: Examples</a></li>
  <li><a href="https://www.cision.com/resources/articles/words-to-avoid-putting-in-press-releases-according-to-journalists/">Cision — Words to Avoid in Press Releases According to Journalists (State of the Media 2024)</a></li>
  <li><a href="https://cloutmediaagency.com/blogs/how-to-write-press-release-gets-published-2026">Clout Media Agency — How to Write a Press Release That Gets Published in 2026</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d90d9b166e.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d90d9b166e.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Johnson Health Tech ยกระดับฟิตเนสคอนโด โรงแรม และออฟฟิศ ด้วยจักรยานออกกำลังกาย 4 รุ่น รองรับผู้ใช้ทุ</title>
            <link>https://prnewsplus.com/health/4455-johnson-health-tech-ยกระดับฟิตเนสคอนโด-โรงแรม-และออฟฟิศ-ด้วยจักรยานออกกำลังกาย-4-รุ่น-รองรับผู้ใช้ทุ</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/health/4455-johnson-health-tech-ยกระดับฟิตเนสคอนโด-โรงแรม-และออฟฟิศ-ด้วยจักรยานออกกำลังกาย-4-รุ่น-รองรับผู้ใช้ทุ</guid>
            <pubDate>Thu, 10 Sep 2026 10:22:52 +0700</pubDate>
            <dc:creator>Chotika Phisan</dc:creator>
            <category>สุขภาพ / ความงาม</category>
            <description><![CDATA[Johnson Health Tech Thailand ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับบ้านและฟิตเนสเชิงพาณิชย์ มองว่า การเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม เป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับคุณภาพของห้องฟ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><span>การพัฒนาห้องฟิตเนสภายในคอนโดมิเนียม โรงแรม และอาคารสำนักงานในปัจจุบัน ไม่ควรให้ความสำคัญเพียงจำนวนเครื่องออกกำลังกาย แต่ต้องออกแบบพื้นที่ให้รองรับไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ที่หลากหลาย ทั้งด้านอายุ สรีระ ระดับความฟิต และเป้าหมายในการออกกำลังกาย</span></p><p><span>Johnson Health Tech Thailand ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับบ้านและฟิตเนสเชิงพาณิชย์ มองว่า การเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม เป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับคุณภาพของห้องฟิตเนส โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางที่ต้องรองรับตั้งแต่ผู้ใช้งานเริ่มต้น ผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงผู้ที่ต้องการฝึกในระดับเข้มข้น</span></p><p><span>เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว บริษัทจึงนำเสนอจักรยานออกกำลังกาย 4 รุ่น ได้แก่ Schwinn 510R, Schwinn 800IC, Schwinn AD6i Airdyne และ Matrix U30XR ซึ่งได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน ช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถจัดโซนคาร์ดิโอได้อย่างสมดุล เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ใช้งาน และยกระดับห้องฟิตเนสภายในคอนโดมิเนียม โรงแรม และอาคารสำนักงานให้รองรับผู้ใช้ได้ทุกไลฟ์สไตล์</span></p><h2><span>Schwinn 510R รองรับไลฟ์สไตล์ที่เน้นความสบาย</span></h2><p><a href="https://johnson.co.th/products/schwinn-recumbent-bike-510r" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">Schwinn 510R</a><span> เป็นจักรยานเอนปั่นที่ออกแบบให้ผู้ใช้งานนั่งในท่าผ่อนคลายกว่าจักรยานนั่งตรงหรือจักรยานปั่นในร่ม จึงสามารถใช้เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้เริ่มต้น ผู้ที่ไม่ถนัดท่านั่งแบบโน้มตัว และผู้ที่ให้ความสำคัญกับการรองรับช่วงหลังขณะออกกำลังกาย</span></p><p><span>ตัวเครื่องมาพร้อมเบาะระบายอากาศและพนักพิงรองรับช่วงเอว ใช้ระบบแรงต้านแม่เหล็ก ECB ปรับได้ 16 ระดับ พร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 5.5 นิ้ว สำหรับแสดงเวลา ระยะทาง ความเร็ว แคลอรี และข้อมูลการปั่น</span></p><p><span>นอกจากนี้ ยังรองรับ Bluetooth รวมถึงการเชื่อมต่อกับ Explore the World และ Zwift ผ่านอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน โดยสามารถจัดวางเป็น Comfortable Cardio Zone สำหรับพื้นที่ที่ต้องการรองรับผู้ใช้งานหลายช่วงอายุและหลายระดับความฟิต</span></p><h2><span>Matrix U30XR เหมาะเป็นอุปกรณ์หลักในโซนคาร์ดิโอ</span></h2><p><a href="https://johnson.co.th/products/u30xr" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">Matrix U30XR</a><span> เป็นจักรยานนั่งปั่นแบบ Upright Bike ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานใกล้เคียงกับจักรยานทั่วไป ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จึงสามารถทำความเข้าใจและเริ่มใช้งานได้ไม่ซับซ้อน</span></p><p><span>ตัวเครื่องใช้ระบบแรงต้านแม่เหล็ก ECB ปรับได้ 20 ระดับ มาพร้อมเบาะที่ปรับระดับความสูงได้และแฮนด์หลายตำแหน่ง ช่วยให้ผู้ใช้งานปรับท่าปั่นให้เหมาะกับสรีระของตนเอง</span></p><p><span>หน้าจอ LCD ขนาด 8.5 นิ้วแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น เวลา ระยะทาง ความเร็ว แคลอรี รอบปั่น และระดับแรงต้าน ขณะที่โครงสร้างรองรับน้ำหนักผู้ใช้งานได้สูงสุด 159 กิโลกรัม</span></p><p><span>ด้วยลักษณะการใช้งานดังกล่าว Matrix U30XR จึงสามารถวางเป็นเครื่องหลักใน Everyday Cardio Zone เพื่อรองรับการวอร์มอัพ การคาร์ดิโอทั่วไป และการปั่นก่อนหรือหลังการฝึกประเภทอื่น</span></p><h2><span>Schwinn 800IC เพิ่มทางเลือกสำหรับการปั่นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล</span></h2><p><a href="https://johnson.co.th/products/schwinn-indoor-cycling-bike-800ic" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">Schwinn 800IC</a><span> เป็นจักรยานปั่นในร่มที่รองรับการออกกำลังกายตั้งแต่การวอร์มอัพ การปั่นต่อเนื่อง ไปจนถึงการฝึกที่มีความเข้มข้นสูงขึ้น โดยใช้ระบบแรงต้านแม่เหล็กที่ปรับได้ 100 ระดับ</span></p><p><span>ตัวเครื่องสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน เช่น JRNY, Peloton และ Zwift ผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวของผู้ใช้งาน จึงเหมาะกับโครงการที่ต้องการเพิ่มทางเลือกด้าน Digital Fitness หรือรองรับผู้ที่มีโปรแกรมฝึกเป็นของตนเอง</span></p><p><span>บันไดปั่นรองรับทั้งรองเท้ากีฬาทั่วไปผ่านตะกร้อครอบเท้าและรองเท้าปั่นระบบ SPD ทำให้สามารถรองรับได้ทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและผู้ที่มีประสบการณ์ด้าน Indoor Cycling</span></p><p><span>สำหรับการติดตั้งในพื้นที่ส่วนกลาง ผู้ดูแลควรแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขการใช้งานแอปพลิเคชันและค่าบริการสมาชิกแต่ละแพลตฟอร์มให้ชัดเจน เนื่องจากอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่แยกจากตัวอุปกรณ์</span></p><h2><span>Schwinn AD6i Airdyne รองรับการฝึกแบบใช้ร่างกายหลายส่วน</span></h2><p><a href="https://johnson.co.th/products/schwinn-ad6-airdyne" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">Schwinn AD6i Airdyne</a><span> เป็น Air Bike ที่ใช้ระบบแรงต้านลม โดยระดับความหนักจะเพิ่มขึ้นตามแรงและความเร็วของผู้ใช้งาน จึงไม่จำเป็นต้องหยุดปั่นเพื่อปรับแรงต้านระหว่างการฝึก</span></p><p><span>แฮนด์ที่เคลื่อนไหวร่วมกับบันไดปั่นช่วยให้ผู้ใช้งานออกแรงด้วยแขนและขาพร้อมกัน เหมาะสำหรับการวอร์มอัพ การคาร์ดิโอแบบใช้ร่างกายหลายส่วน และการฝึกสลับช่วงตามแผนการออกกำลังกาย</span></p><p><span>อุปกรณ์รุ่นนี้สามารถจัดวางใน Active Training Zone หรือใช้ร่วมกับพื้นที่ Functional Training เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ที่ต้องการการออกกำลังกายแบบกระชับและมีความเข้มข้นมากกว่าการปั่นทั่วไป</span></p><h2><span>ตัวอย่างการจัดโซนฟิตเนสในคอนโด</span></h2><p><span>ห้องฟิตเนสของคอนโดมิเนียมมักมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ แต่ต้องรองรับผู้อยู่อาศัยที่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายแตกต่างกัน การเลือกจักรยานหลายรูปแบบจึงช่วยเพิ่มความหลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมากเกินไป</span></p><p><span>Matrix U30XR สามารถใช้เป็นจักรยานหลักสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ขณะที่ Schwinn 510R ช่วยเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการท่านั่งสบาย ส่วน Schwinn 800IC รองรับผู้ที่ชื่นชอบ Indoor Cycling หรือใช้โปรแกรมออกกำลังกายผ่านแอปพลิเคชัน</span></p><p><span>สำหรับโครงการที่มีพื้นที่ Functional Training สามารถเพิ่ม Schwinn AD6i Airdyne เพื่อรองรับการวอร์มอัพและการฝึกที่มีความเข้มข้น พร้อมเพิ่มรูปแบบการใช้งานให้แตกต่างจากห้องฟิตเนสคอนโดทั่วไป</span></p><h2><span>ตัวอย่างการจัดโซนฟิตเนสในโรงแรม</span></h2><p><span>อุปกรณ์ฟิตเนสภายในโรงแรมควรใช้งานได้ง่าย เนื่องจากผู้เข้าพักแต่ละคนมีประสบการณ์กับเครื่องออกกำลังกายแตกต่างกัน ขณะเดียวกัน โรงแรมควรมีทางเลือกสำหรับแขกที่ออกกำลังกายเป็นประจำและต้องการรักษาตารางฝึกระหว่างการเดินทาง</span></p><p><span>Matrix U30XR เหมาะสำหรับการปั่นทั่วไป Schwinn 510R เพิ่มทางเลือกด้านความสบาย ส่วน Schwinn 800IC รองรับแขกที่ต้องการฝึกแบบ Indoor Cycling หรือเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มออกกำลังกายส่วนตัว</span></p><p><span>โรงแรมที่มีพื้นที่ฟิตเนสขนาดใหญ่หรือวางตำแหน่งด้านสุขภาพและ Wellness สามารถเพิ่ม Schwinn AD6i Airdyne เพื่อรองรับการฝึกแบบเข้มข้น และสร้างความแตกต่างจากห้องฟิตเนสมาตรฐาน</span></p><h2><span>ตัวอย่างการจัดโซนฟิตเนสในออฟฟิศ</span></h2><p><span>ผู้ใช้ห้องฟิตเนสภายในอาคารสำนักงานมักมีเวลาออกกำลังกายจำกัด อุปกรณ์จึงควรเริ่มใช้งานได้สะดวก และรองรับทั้งการคาร์ดิโอทั่วไปกับการฝึกแบบกระชับภายในระยะเวลาสั้น</span></p><p><span>Matrix U30XR เหมาะกับพนักงานที่ต้องการปั่นในระดับทั่วไป ส่วน Schwinn AD6i Airdyne รองรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายโดยใช้ร่างกายหลายส่วน ขณะที่ Schwinn 510R เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการปั่นในท่านั่งผ่อนคลาย</span></p><p><span>สำหรับองค์กรที่มีโครงการส่งเสริมสุขภาพพนักงานหรือกิจกรรมออกกำลังกายออนไลน์ Schwinn 800IC สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Digital Fitness Zone เพื่อเพิ่มรูปแบบกิจกรรมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมภายในองค์กร</span></p><h2><span>เกี่ยวกับ Johnson Health Tech Thailand</span></h2><p><a href="https://johnson.co.th/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">Johnson Health Tech</a><span> ก่อตั้งขึ้นในไต้หวันเมื่อปี ค.ศ. 1975 ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับโฮมยิมและฟิตเนสเชิงพาณิชย์</span></p><p><span>ในประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Matrix, Johnson, Horizon และ Schwinn พร้อมให้คำปรึกษาแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ฟิตเนส การเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งาน ไปจนถึงการวางระบบการใช้งานจริงสำหรับบ้าน ฟิตเนส โรงแรม โครงการอสังหาริมทรัพย์ และหน่วยงานองค์กร</span></p><p><span>หากคุณกำลังวางแผนพัฒนาฟิตเนสหรือยกระดับพื้นที่ออกกำลังกายให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้น สามารถติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของ Johnson Health Tech เพื่อรับคำแนะนำและโซลูชันที่เหมาะกับโครงการของคุณได้โดยตรง</span></p><p><span>ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ </span><a href="http://johnson.co.th" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">johnson.co.th</a><span> หรือสอบถามข้อมูลที่ โทร. 02-751-9360, 090-090-6797 และอีเมล jhtthailand@johnsonfitness.com</span></p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aa0dda36a383_1788927395.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6aa0dda36a383_1788927395.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Press Release vs Advertorial vs Sponsored Content: ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้คุ้มงบ PR</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4438-press-release-vs-advertorial-vs-sponsored-content-ต่างกันอย่างไร-เลือกแบบไหนให้คุ้มงบ-pr</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4438-press-release-vs-advertorial-vs-sponsored-content-ต่างกันอย่างไร-เลือกแบบไหนให้คุ้มงบ-pr</guid>
            <pubDate>Wed, 09 Sep 2026 18:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[งบ PR มีจำกัด แต่ตัวเลือกมีสาม — Press Release, Advertorial, และ Sponsored Content แต่ละแบบมีจุดแข็งต่างกันชัดเจน บทความนี้ไขทุกข้อสงสัย พร้อมตารางเปรียบเทียบและเลือกให้ตรงวัตถุประสงค์...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าคุณมีงบ PR อยู่ก้อนหนึ่ง แล้วต้องเลือกระหว่าง 3 เครื่องมือนี้ — คุณจะเลือกผิดหรือถูก อาจแตกต่างกันถึงหลักแสน <strong>Press Release vs Advertorial vs Sponsored Content</strong> ทั้งสามรูปแบบนี้ดูคล้ายกัน แต่ทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ต้นทุน ความน่าเชื่อถือ และผลลัพธ์ที่ได้รับ</p>

<h2>ทำไมถึงสับสน? เพราะทุกอย่างหน้าตาเหมือนกัน</h2>
<p>ลองนึกภาพดู: คุณเปิดเว็บข่าวแล้วเห็นบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่สักตัว บทความนั้นอาจเป็นได้ทั้งสามอย่าง — ข่าวจริงที่นักข่าวเขียน, โฆษณาที่แต่งหน้าเป็นบทความ, หรือเนื้อหาที่แบรนด์จ่ายให้ Influencer เขียน</p>
<p>ความสับสนนี้มีต้นทุน ในปี 2026 งบ Content Marketing ขยายตัวสูงถึง <strong>26% ของงบการตลาดรวม</strong> องค์กรที่วางกลยุทธ์ชัดเจนเป็นเอกสารสร้าง Leads ได้มากกว่า 3 เท่าต่อเงินที่ใช้ไป ขณะที่องค์กรที่เลือกเครื่องมือผิดประเภทก็กำลังเผาเงินโดยไม่รู้ตัว</p>

<h2>รู้จัก 3 เครื่องมือนี้ให้ถ่องแท้ก่อน</h2>

<h3>Press Release: ข่าวที่คุณ "ป้อน" ให้สื่อ</h3>
<p>Press Release หรือข่าวประชาสัมพันธ์ คือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของบริษัทที่ส่งตรงถึงนักข่าว เพื่อให้พวกเขานำไปเผยแพร่ต่อในฐานะข่าว</p>
<p>คีย์เวิร์ดคือ <em>"ให้สื่อตัดสินใจเอง"</em> — คุณไม่ได้ซื้อพื้นที่ คุณแค่บอกว่า "เรามีข่าวสำคัญ" แล้วรอให้บรรณาธิการพิจารณาว่าคุ้มค่าพิมพ์หรือไม่ ความน่าเชื่อถือจึงสูงสุดในสามรูปแบบ เพราะผ่านกระบวนการกรองของสื่อ</p>
<p>จากการศึกษาของ Public Relations Society of America บริษัทต่างๆ สามารถได้รับการประชาสัมพันธ์มากกว่า <strong>25%</strong> ผ่าน Press Release เมื่อเทียบกับโฆษณาสนับสนุน และเมื่อได้รับการเผยแพร่บนโดเมนข่าวที่ถูก Index แล้ว ผลด้าน SEO ที่ได้ก็ยั่งยืนกว่า Paid Placement อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p><strong>ต้นทุนจริงในปี 2026:</strong> ค่าเขียน $150–$1,000 ต่อชิ้น, ค่า Distribution $399–$1,999 ขึ้นอยู่กับระดับบริการ, หรือจ้าง Full-Service Agency $3,000+ สำหรับแพ็กเกจครบวงจร</p>

<h3>Advertorial: โฆษณาที่ "แต่งตัว" เป็นบทความ</h3>
<p>Advertorial คือพื้นที่โฆษณาแบบชำระเงิน แต่นำเสนอในรูปแบบบทความบรรณาธิการ มีหัวข้อ มีเนื้อหาเชิงให้ความรู้ และมีโทนที่ดูเหมือนข่าวจริง — แต่ผู้ลงโฆษณาเป็นผู้จ่ายเงินทั้งหมด</p>
<p>จุดแข็งคือ "การรับประกัน" — คุณซื้อพื้นที่ คุณควบคุมเนื้อหา และคุณกำหนดเวลาลงตีพิมพ์ได้แน่นอน ต่างจาก Press Release ที่อาจถูกบรรณาธิการปฏิเสธ</p>
<p>กฎทองของ Advertorial ที่ดี: <strong>ห้ามเป็น Sales Pitch ตรงๆ</strong> หัวข้อต้องเป็นเชิง Editorial, เนื้อหาต้องให้คุณค่าก่อน แล้วค่อยนำผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์เข้ามาอย่างกลมกลืนในตอนท้าย ถ้าทำผิดหลักนี้ ผู้อ่านจะรู้สึกถูกหลอก และแบรนด์เสียมากกว่าได้</p>

<h3>Sponsored Content: เนื้อหาที่ "ยืมปาก" Influencer</h3>
<p>Sponsored Content หรือ Sponsored Posts คือรูปแบบ Influencer Marketing หรือเนื้อหาแบบชำระเงินบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Instagram, YouTube, TikTok, Facebook หรือ X (Twitter)</p>
<p>จุดต่างจาก Advertorial ที่ชัดเจนที่สุดคือ <strong>โทน</strong> — Sponsored Content มีโทนส่วนตัว ไม่เป็นทางการ สร้างความเชื่อมโยงที่เป็นธรรมชาติกับกลุ่มเป้าหมาย ในขณะที่ Advertorial เป็นทางการและดูเหมือนสิ่งพิมพ์กระแสหลัก</p>
<p>ต้นทุนยืดหยุ่นตามขนาด Influencer — ตั้งแต่ Micro-Influencer ในงบหลักพัน ไปจนถึง Mega-Influencer ที่อาจถึงหลักล้านบาทต่อโพสต์</p>

<h2>เปรียบเทียบ Press Release vs Advertorial vs Sponsored Content แบบเห็นภาพ</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>รูปแบบ</th>
      <th>เหมาะกับ</th>
      <th>ต้นทุน</th>
      <th>ความน่าเชื่อถือ</th>
      <th>ควบคุมเนื้อหา</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>Press Release</strong></td>
      <td>ข่าวสำคัญ, สร้างภาพลักษณ์ระยะยาว</td>
      <td>ต่ำ–กลาง</td>
      <td>สูงสุด (ผ่านบรรณาธิการ)</td>
      <td>ต่ำ (สื่อตัดสินใจ)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Advertorial</strong></td>
      <td>เปิดตัวสินค้า, อธิบายบริการซับซ้อน</td>
      <td>กลาง–สูง</td>
      <td>กลาง (แจ้งว่าโฆษณา)</td>
      <td>สูง (ซื้อพื้นที่)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Sponsored Content</strong></td>
      <td>Engagement โซเชียล, เข้าถึง Target Audience แม่นยำ</td>
      <td>ยืดหยุ่น</td>
      <td>กลาง (ขึ้นกับ Influencer)</td>
      <td>กลาง (ร่วมกับ Creator)</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>เลือกให้ถูก: Framework ตามวัตถุประสงค์จริง</h2>

<h3>เมื่อไหรควรใช้ Press Release</h3>
<p>ใช้ Press Release เมื่อคุณมี "ข่าว" จริงๆ — เช่น ระดมทุนรอบใหม่, ออกผลิตภัณฑ์ที่เป็น First-of-its-Kind, ได้รับรางวัลระดับอุตสาหกรรม, หรือมีการควบรวมกิจการ</p>
<p>สิ่งที่ Press Release ทำได้ดีที่สุดคือ <em>"วางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นรายการข่าวที่ถูกต้องตามกฎหมาย"</em> แทนที่จะเป็น Paid Insertion ซึ่งสร้างสัญญาณความน่าเชื่อถือที่ Paid Placements เพียงอย่างเดียวทำไม่ได้ และผลลัพธ์ด้าน ROI ก็น่าสนใจมาก — องค์กรชั้นนำที่เชื่อมกิจกรรม PR เข้ากับผลลัพธ์ธุรกิจโดยตรง บรรลุ PR ROI ถึง <strong>300–500%</strong></p>

<h3>เมื่อไหรควรใช้ Advertorial</h3>
<p>Advertorial เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการ "พื้นที่รับประกัน" ในกรอบเวลาที่แน่นอน เช่น วันเปิดตัวสินค้า ที่รอไม่ได้ว่าบรรณาธิการจะหยิบข่าวหรือเปล่า</p>
<p>นอกจากนี้ยังเหมาะกับบริการที่ซับซ้อน ที่ต้องการการเล่าเรื่องเชิงลึกเพื่ออธิบายคุณค่า — เช่น ซอฟต์แวร์ B2B, บริการการเงิน, หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่บทความ 3 ย่อหน้าอธิบายได้ไม่พอ</p>
<p>ข้อควรระวัง: สิ่งพิมพ์หลายแห่งใส่แอตทริบิวต์ "nofollow" หรือ "sponsored" ให้ลิงก์ใน Paid Placements ซึ่งจำกัด Link Equity ที่ส่งต่อมายังเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้นถ้าหวัง SEO จาก Advertorial อาจได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย</p>

<h3>เมื่อไหรควรใช้ Sponsored Content</h3>
<p>เลือก Sponsored Content เมื่อเป้าหมายคือ Engagement และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ Influencer มีความสัมพันธ์อยู่แล้ว — โดยเฉพาะเมื่อสินค้าของคุณเป็นสิ่งที่ต้องเห็น-ต้องรู้สึก ก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น แฟชั่น, อาหาร, ของใช้ในชีวิตประจำวัน</p>
<p>ในตลาดไทย ที่มีมูลค่าโฆษณารวม <strong>87.3 พันล้านบาท</strong> ในปี 2026 และ Online Advertising ครองสัดส่วนสูงถึง 45% ของงบทั้งหมด — Sponsored Content บนโซเชียลมีเดียยังคงเป็นช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดที่สุด</p>

<h2>กฎหมายและจริยธรรม: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงมือ</h2>
<p>ทั้ง Advertorial และ Sponsored Content ต้องเปิดเผยให้ชัดว่าเป็นเนื้อหาแบบชำระเงิน ในสหรัฐอเมริกา FTC กำหนดให้ต้องมีการแจ้งอย่างชัดเจน สหราชอาณาจักรก็บังคับใช้มาตรฐานคล้ายกันภายใต้ CAP Code</p>
<p>หลักการสากลตรงกัน: <strong>ผู้อ่านต้องสามารถบอกได้ว่าเนื้อหาใดเป็นเนื้อหาที่ได้รับเงิน</strong> ละเมิดกฎนี้ไม่ใช่แค่เสี่ยงค่าปรับ แต่ยังเสียความไว้วางใจจากผู้บริโภคซึ่งยากจะฟื้นคืน</p>
<p>ข้อดีของ Press Release ในเรื่องนี้คือไม่มีภาระการเปิดเผย เพราะมันไม่ใช่เนื้อหาแบบชำระเงิน — ถ้าสื่อเลือกลง ก็เพราะมันน่าสนใจจริงๆ</p>

<h2>เทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนเกม PR ในปี 2026</h2>
<p>ต้นทุน AI กำลังลดค่าใช้จ่ายในการผลิตเนื้อหาลง <strong>30–40%</strong> ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับทั้งสามรูปแบบ แต่ต้นทุนช่อง Outbound ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพราะความอิ่มตัวของโฆษณาและกฎระเบียบด้าน Privacy</p>
<p>นี่คือเหตุผลที่ <strong>78% ของผู้นำด้านการตลาด</strong> ต้องการการพิสูจน์ ROI ก่อนอนุมัติงบ PR (Gartner CMO Survey 2025) — ยุคนี้ไม่มีที่ให้ "ลองดูก่อน" โดยไม่มีตัวชี้วัด</p>
<p>คำแนะนำ: อย่ามองสามรูปแบบนี้เป็นคู่แข่งกัน แต่มองเป็น "ชุดเครื่องมือ" ที่ใช้ร่วมกันได้ — Press Release สร้างความน่าเชื่อถือระยะยาว, Advertorial เปิดตัวสินค้าได้แน่นอน, Sponsored Content ขยาย Reach ไปยังกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ ใช้ให้ครบตามวัตถุประสงค์ คุ้มค่ากว่าเลือกอย่างเดียวแน่นอน</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.media-outreach.com/pr-insight/the-communications-professionals-guide-press-release-vs-advertorial/">Media Outreach – Press Release vs Advertorial: The Communications Professional's Guide</a></li>
  <li><a href="https://www.pr-agent.media/en/pressemeldungen/2025/content-marketing-sponsored-posts-vs-advertorials/33752">PR Agent Media – Content Marketing: Sponsored Posts vs Advertorials</a></li>
  <li><a href="https://marketersmedia.com/blog/advertorial-vs-editorial">Marketers Media – Advertorial vs Editorial</a></li>
  <li><a href="https://www.ereleases.com/pr-fuel/how-much-does-a-typical-press-release-cost/">eReleases – How Much Does a Typical Press Release Cost?</a></li>
  <li><a href="https://prnews.io/blog/sponsored-content.html">PRNews.io – Sponsored Content Guide</a></li>
  <li><a href="https://obapr.com/resources/how-to-measure-pr-roi-complete-guide-with-calculator-2026/">OBA PR – How to Measure PR ROI: Complete Guide 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.digitalapplied.com/blog/content-marketing-statistics-2026-data-points">Digital Applied – Content Marketing Statistics 2026</a></li>
  <li><a href="https://heythailandnews.com/posts/thailands-ad-spending-shift-why-billboards-and-tv-beat-digital-clicks-in-2026">Hey Thailand News – Thailand's Ad Spending Shift 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.freetechlearner.com/blog/digital-marketing/native-advertising-sponsored-content-guide">FreeTechLearner – Native Advertising &amp; Sponsored Content Guide</a></li>
  <li><a href="https://icrowdnewswire.com/blog/distinguishing-between-press-releases-and-advertising/">iCrowdNewswire – Distinguishing Between Press Releases and Advertising</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d90d9c176f.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d90d9c176f.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ทำไมข่าว PR ที่เขียนดีถึงยังไม่มีคนอ่าน? เปิด 4 ปัจจัยที่ซ่อนอยู่หลัง &quot;การกระจายข่าว&quot; ที่หลายแบรนด์มองข้าม</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4439-ทำไมข่าว-pr-ที่เขียนดีถึงยังไม่มีคนอ่าน-เปิด-4-ปัจจัยที่ซ่อนอยู่หลัง-การกระจายข่าว-ที่หลายแบรนด์มองข้าม</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4439-ทำไมข่าว-pr-ที่เขียนดีถึงยังไม่มีคนอ่าน-เปิด-4-ปัจจัยที่ซ่อนอยู่หลัง-การกระจายข่าว-ที่หลายแบรนด์มองข้าม</guid>
            <pubDate>Wed, 09 Sep 2026 11:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[ข่าว PR มีโอกาสได้รับการตอบกลับจากนักข่าวเพียง 3% เท่านั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเขียน แต่อยู่ที่กลยุทธ์การกระจายข่าว ที่หลายแบรนด์ยังมองข้ามใน 4 มิติสำคัญ ตั้งแต่ Targeting ไปจนถึง AI Visibility ยุคใหม่...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>มีโอกาสได้รับการ <strong>ตอบกลับ</strong> จากนักข่าวแค่ 3% — นั่นคือตัวเลขโหดที่บอกให้รู้ว่าข่าว PR ส่วนใหญ่จมหายไปในกล่องอีเมลโดยไม่มีใครแม้แต่จะเปิดอ่าน ปัญหาจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขียนดีหรือเขียนไม่ดี แต่อยู่ที่ <strong>กลยุทธ์การกระจายข่าว PR</strong> ที่หลายแบรนด์ยังมองข้ามอยู่ใน 4 มิติสำคัญ ที่ถ้าแก้ไม่ถูกจุด ต่อให้ข่าวเขียนสวยแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย</p>

<h2>ตัวเลขที่ทุกทีม PR ต้องรู้ก่อนส่งข่าวครั้งต่อไป</h2>
<p>86% ของข่าว PR ล้มเหลวเพราะขาดความ "เกี่ยวข้อง" กับผู้รับ และ 57% ของนักข่าวถึงกับ <strong>บล็อก</strong> การติดต่อจากทีม PR ที่ส่งเนื้อหาเชิงโปรโมตเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น 77% ของนักข่าวบอกตรงๆ ว่ามากกว่า 3 ใน 4 ของ pitch ที่ได้รับ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสายที่ตัวเองรายงานเลย</p>
<p>ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่านักข่าวขี้เกียจ แต่บอกว่าทีม PR ส่วนใหญ่ยังยิงกระสุนแบบหว่านแห ในยุคที่ห้องข่าวทั่วโลกมีพนักงานลดลงไปแล้วถึง 26% นับตั้งแต่ปี 2008 นักข่าวแต่ละคนมีเวลาน้อยลงต่อเรื่อง แต่ต้องรายงานหลายสาขามากขึ้น การส่งข่าวที่ "ไม่ตรงคน" จึงมีต้นทุนสูงกว่าที่คิด</p>

<h2>ปัจจัยที่ 1 — Mass-Blast กับดักคลาสสิกที่ยังฆ่าข่าว PR ในปี 2026</h2>
<p>ความผิดพลาดอันดับ 1 ของการกระจายข่าว PR คือการกด "ส่งทั้งหมด" ไปยังรายชื่อนักข่าวหลายร้อยคน โดยไม่ดูว่าใครรายงานสาขาอะไร นี่คือ Mass-Blast — กลยุทธ์ที่ฟังดูประหยัดเวลา แต่แลกมาด้วยการถูกมองว่าเป็น spam</p>
<p>บริการส่งข่าวราคาถูกหรือระบบ mass-blast ยิ่งทำให้ข่าวไปโผล่บนเว็บไซต์ที่มี authority ต่ำ ซึ่งทั้ง AI tools และนักข่าวต่างเพิกเฉยเป็นปกติ สิ่งที่ได้กลับมาคือจำนวนที่ส่ง ไม่ใช่คุณภาพของการมองเห็น</p>
<p>ทางออกคือ <strong>Precision Targeting</strong> — เลือกนักข่าวที่รายงานสาขาที่ตรงกับข่าวของคุณ แล้วเขียน pitch แบบ personalized ที่บอกได้ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ <em>สำหรับสายที่เขารายงานโดยเฉพาะ</em> Earned media อย่างการถูกนักข่าวกล่าวถึงและ editorial links สร้างความน่าเชื่อถือมากกว่า owned media ถึง 3 เท่า และมากกว่า paid media ถึง 5 เท่า ฉะนั้นการลงทุนกับ pitch ที่ตรงจุดจึงคุ้มกว่าการส่งหว่านแหเสมอ</p>

<h2>ปัจจัยที่ 2 — ละเลย Timing และ Channel ที่เหมาะสมในการกระจายข่าว PR</h2>
<p>ส่งข่าววันศุกร์บ่ายหรือเช้าวันจันทร์? โอกาสถูกอ่านยิ่งน้อยลงไปอีก งานวิจัยระบุชัดว่า <strong>วันอังคาร–พฤหัสบดี</strong> คือช่วงที่ได้ผลสูงสุดสำหรับการส่งข่าว PR เพราะนักข่าวอยู่ในโหมดทำงานเต็มที่และยังไม่เริ่มรีบปิดงานสัปดาห์</p>
<p>นอกจาก timing แล้ว channel ก็สำคัญพอกัน แคมเปญ PR ที่ได้ผลในปี 2026 ต้องผสมผสาน multimedia, data-driven storytelling และการกระจายผ่านระบบหลายชั้น ทั้ง wire service, permanent newsroom และ owned media ควบคู่กัน ไม่ใช่แค่ส่งอีเมลแล้วรอ</p>
<p>ที่น่าสนใจคือ 68–72% ของนักข่าวระบุว่าข่าว PR ยังเป็นแหล่งเนื้อหาที่พวกเขา <em>เชื่อถือมากที่สุด</em> นั่นหมายความว่า press release ที่ดีและส่งถึงคนถูกคน ยังคงมีคุณค่าอยู่มาก — แต่ต้องเดินทางมาถึงมือเขาก่อน</p>

<h2>ปัจจัยที่ 3 — ไม่ปรับตัวสู่ยุค AI Search และ GEO</h2>
<p>นี่คือปัจจัยที่เปลี่ยนเกมมากที่สุดในปี 2026 AI-powered search tools อย่าง Google AI Overviews, ChatGPT, Perplexity และ Gemini กำลังเปลี่ยนวิธีที่ข่าวถูก <strong>ค้นพบ, สรุปความ และอ้างอิง</strong> โดยสิ้นเชิง</p>
<p>แบรนด์ที่ยังส่งข่าวแบบเดิมโดยหวังแค่ให้นักข่าวหยิบไปเขียน อาจพลาดโอกาสใหญ่มาก เพราะ press releases ตอนนี้ส่งผลต่อ visibility ข้ามหลายช่องทางพร้อมกัน — ทั้งการรายงานข่าวในสื่อ, ผลการค้นหา และ AI-generated answers</p>
<p>ไม่แปลกที่มากกว่า 60% ของการให้คำปรึกษา PR กับลูกค้าในปี 2026 มีศูนย์กลางอยู่ที่ <strong>AI search visibility</strong> ไม่ใช่ SEO แบบดั้งเดิมอีกต่อไป การกระจายข่าวผ่านระบบหลายชั้น (wire + permanent newsroom + owned media) ทำให้แบรนด์ได้รับการอ้างอิงจาก AI อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งขับเคลื่อนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีนักข่าวมาหยิบเรื่องก็ตาม</p>
<p>โครงสร้างของข่าวก็ต้องเปลี่ยน จาก narrative arc แบบดั้งเดิมไปสู่โครงสร้างแบบ <strong>modular</strong> ที่ AI อ่านแล้วสรุปได้ง่าย มีข้อมูลที่มีประโยชน์สูงในทุกส่วน ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องเล่าที่ฟังดูดี</p>

<h2>ปัจจัยที่ 4 — ขาด Owned Media และ Brand Newsroom เป็นฐาน</h2>
<p>หลายแบรนด์พึ่งพา third-party platforms เป็นหลัก แต่ในยุค AI ความเสี่ยงของการสูญเสียการควบคุม brand narrative มีสูงมาก เมื่อ algorithm เปลี่ยน reach ก็หาย เมื่อแพลตฟอร์มปรับนโยบาย เนื้อหาที่เคยมองเห็นได้ก็อาจจมหายไป</p>
<p>รายงาน Cision-PRWeek Comms ปี 2025 พบว่า 53% ของนักประชาสัมพันธ์มืออาชีพจัดว่า branded social เป็นหนึ่งในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด <em>เมื่อถูกสร้างมาเพื่อ amplification</em> ไม่ใช่แค่ distribution และ 52% ระบุว่า <strong>พนักงานขององค์กรเอง</strong> คือ influencer ที่มีประสิทธิภาพที่สุด</p>
<p>Brand newsroom ไม่ใช่แค่คลังเก็บข่าวเก่า แต่คือ "strategic visibility asset" ที่ AI จะหยิบมาอ้างอิงได้ตลอดเวลา การสร้าง permanent newsroom ของตัวเองเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลเกินกว่าการส่งข่าวแต่ละชิ้นเดี่ยวๆ</p>

<h2>เปรียบเทียบ 4 ปัจจัย: ปัญหาและสิ่งที่ควรทำ</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ปัจจัยซ่อน</th>
      <th>ปัญหาหลัก</th>
      <th>สิ่งที่ควรทำ</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>1. Untargeted Distribution</strong></td>
      <td>Mass-blast ไปยังนักข่าวที่ไม่เกี่ยวข้อง ถูกบล็อกและถูกมองเป็น spam</td>
      <td>Precision targeting + personalized pitch ที่ตรงสาย</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>2. Timing &amp; Channel</strong></td>
      <td>ส่งผิดวัน/ผิดช่องทาง โอกาสถูกเปิดอ่านลดลงมาก</td>
      <td>วันอังคาร–พฤหัสบดี + multi-channel distribution</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>3. AI Visibility ยุคใหม่</strong></td>
      <td>ไม่ optimize สำหรับ AI search (GEO/AEO) ข่าวไม่ถูกหยิบอ้างอิง</td>
      <td>โครงสร้าง modular ที่ AI อ่านได้ + multi-layer distribution</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>4. ไม่มี Owned Media</strong></td>
      <td>พึ่ง third-party เกินไป เสี่ยงสูญเสียการควบคุม narrative</td>
      <td>สร้าง brand newsroom เป็นฐาน + พนักงานเป็น amplifier</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>โบนัส: AI ช่วยเขียน PR แต่ทำไมยังอ่านไม่รู้สึก?</h2>
<p>ราว 58% ของนักประชาสัมพันธ์ใช้ generative AI ในการร่างข่าวแล้ว แต่มีเพียง 1 ใน 5 ขององค์กรที่ลงทุนฝึกอบรมพนักงานให้ใช้ได้อย่างถูกต้อง ผลที่ตามมาชัดมาก — เนื้อหาที่ได้จะ generic, ขัดมันเกินจริง อ่านแล้วรู้สึกเหมือนใส่ข้อมูลเติมพื้นที่ และสุดท้ายก็ถูกเพิกเฉยทั้งจากนักข่าวและ AI</p>
<p>สิ่งที่นักข่าวมองหายังเหมือนเดิม คือ <strong>ความเกี่ยวข้อง ความชัดเจน และว่าเรื่องนั้นตรงกับสิ่งที่กองบรรณาธิการกำลังทำอยู่</strong> AI เป็นเครื่องมือเร่งกระบวนการ แต่ไม่ใช่ทางลัดสู่การถูกตีพิมพ์ ถ้าใช้โดยไม่มีทิศทาง ข่าว AI-generated ก็จะจมหายเร็วกว่าข่าวที่เขียนด้วยมนุษย์เสียอีก</p>

<h2>สรุป: ข่าว PR ดีแต่ไม่มีคนอ่าน — แก้ที่ระบบ ไม่ใช่ที่ประโยค</h2>
<p>ถ้ายังวนอยู่กับการแก้ภาษาและปรับ tone ของข่าว แต่ระบบการกระจายข่าวยังเป็นแบบ mass-blast, ส่งผิดวัน, ไม่มีโครงสร้างที่ AI อ่านได้ และไม่มี owned media เป็นฐาน — ผลลัพธ์ก็จะเหมือนเดิม</p>
<p>การลงทุนกับ <strong>การกระจายข่าว PR</strong> ที่ตรงจุด ถูกเวลา ถูกช่องทาง และถูกโครงสร้าง คือสิ่งที่แยกแบรนด์ที่ "ถูกพูดถึง" ออกจากแบรนด์ที่ "ส่งข่าวไปแล้วก็เงียบ" ในปี 2026</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://authoritytech.io/blog/why-press-releases-fail">Authority Tech — Why Press Releases Fail</a></li>
  <li><a href="https://presspage.com/blog/bad-press-release-examples-common-mistakes-and-how-to-fix-them">PressPage — Bad Press Release Examples: Common Mistakes and How to Fix Them</a></li>
  <li><a href="https://reachwire.co.uk/blog/press-release-mistakes/">Reachwire — Press Release Mistakes</a></li>
  <li><a href="https://presspage.com/blog/why-press-releases-get-ignored">PressPage — Why Press Releases Get Ignored</a></li>
  <li><a href="https://criminallyprolific.com/media-relations-strategy/">Criminally Prolific — Media Relations Strategy</a></li>
  <li><a href="https://www.newswire.com/news/access-newswire-report-press-release-distribution-has-entered-the-ai-era-and">Newswire — Press Release Distribution Has Entered the AI Era</a></li>
  <li><a href="https://www.notified.com/resources/press-release-distribution-tools">Notified — Press Release Distribution Tools</a></li>
  <li><a href="https://pressfrolic.com/ai-search-optimization/press-release-distribution-with-ai-indexing/">Press Frolic — Press Release Distribution with AI Indexing</a></li>
  <li><a href="https://businesswire.com/blog/top-blogs-2025">Business Wire — Top Blogs 2025</a></li>
  <li><a href="https://addrom.com/press-release-distribution-news-pr-campaigns-and-global-media-reach/">Addrom — Press Release Distribution, PR Campaigns and Global Media Reach</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d90d9bae0a.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d90d9bae0a.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>โพรเทค ทรานสเฟอร์ เปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตเครื่องประดับยุคใหม่ในงาน BGJF74</title>
            <link>https://prnewsplus.com/technology/4454-โพรเทค-ทรานสเฟอร์-เปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตเครื่องประดับยุคใหม่ในงาน-bgjf74</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/technology/4454-โพรเทค-ทรานสเฟอร์-เปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตเครื่องประดับยุคใหม่ในงาน-bgjf74</guid>
            <pubDate>Tue, 08 Sep 2026 23:48:25 +0700</pubDate>
            <dc:creator>ดนิตา มหเตชาวัฒน์</dc:creator>
            <category>ไอที / เทคโนโลยี</category>
            <description><![CDATA[โพรเทค ทรานสเฟอร์ เปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตเครื่องประดับยุคใหม่ในงาน BGJF74

นำเสนอ Indutherm VC300 และ VC700V พร้อมโซลูชันครบวงจร ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสู่มาตรฐานสากล...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>โพรเทค ทรานสเฟอร์ เปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตเครื่องประดับยุคใหม่ในงาน BGJF74</p><p>นำเสนอ Indutherm VC300 และ VC700V พร้อมโซลูชันครบวงจร ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสู่มาตรฐานสากล</p><p>กรุงเทพฯ – โพรเทค ทรานสเฟอร์ ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เตรียมนำเทคโนโลยีการผลิตรุ่นใหม่และเครื่องจักรจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาจัดแสดงในงาน Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ครั้งที่ 74 (BGJF74) ระหว่างวันที่ 8–12 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อสะท้อนแนวทางการผลิตเครื่องประดับที่มุ่งสู่ความแม่นยำ ประสิทธิภาพ ระบบอัตโนมัติ และการควบคุมกระบวนการผลิตที่ดียิ่งขึ้น</p><p>ขับเคลื่อนการผลิตเครื่องประดับด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์จริง</p><p>ในขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องประดับกำลังเผชิญกับความต้องการด้านคุณภาพที่สูงขึ้น ความหลากหลายของวัสดุ และการแข่งขันด้านต้นทุนและระยะเวลาการผลิต โพรเทค ทรานสเฟอร์ มุ่งนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนากระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p><p>ภายในงาน BGJF74 ผู้เข้าชมจะได้พบกับโซลูชันเครื่องจักรที่ครอบคลุมกระบวนการผลิตหลากหลาย ตั้งแต่ การหลอมและการหล่อ การทำแกรนูล การขัดผิว การปรับแต่งชิ้นงานด้วยเลเซอร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีการตกแต่งผิวขั้นสูง จากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก อาทิ Indutherm, OTEC และ Orotig</p><p>โซลูชันเหล่านี้ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของผู้ผลิตที่ต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาในกระบวนการ ลดงานแก้ไข และยกระดับความสม่ำเสมอของคุณภาพการผลิต พร้อมรองรับโลหะและวัสดุที่หลากหลาย ตั้งแต่ทอง เงิน แพลทินัม แพลเลเดียม ไปจนถึงสแตนเลส CoCr ทองเหลือง และวัสดุสำหรับงานอุตสาหกรรมรูปแบบต่าง ๆ</p><p>ไฮไลต์นวัตกรรมใหม่จาก Indutherm</p><p>หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโพรเทค ทรานสเฟอร์ในปีนี้ คือการนำ Indutherm VC300 และ VC700V มาจัดแสดง เพื่อให้ผู้ผลิตได้สัมผัสเทคโนโลยีการหล่อที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และการควบคุมกระบวนการผลิต</p><p>VC300 – เทคโนโลยีการหล่อสำหรับการผลิตที่ต้องการความยืดหยุ่น</p><p>Indutherm VC300 ถูกนำเสนอสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการยกระดับกระบวนการหล่อให้มีความเสถียรและรองรับงานผลิตที่หลากหลาย เหมาะสำหรับการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลดข้อจำกัดจากกระบวนการหล่อแบบเดิม</p><p>VC700V – อีกขั้นของระบบหล่ออัตโนมัติ</p><p>Indutherm VC700V คือหนึ่งในเทคโนโลยีเด่นที่โพรเทค ทรานสเฟอร์นำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ ด้วยแนวคิดการผสานระบบอัตโนมัติและการควบคุมกระบวนการหล่อ เพื่อช่วยให้การผลิตมีความแม่นยำ สม่ำเสมอ และสามารถทำซ้ำได้มากขึ้น</p><p>เทคโนโลยีดังกล่าวตอบโจทย์ผู้ผลิตที่ต้องการลดความแปรปรวนของกระบวนการ เพิ่มความมั่นใจในคุณภาพของชิ้นงาน และเตรียมความพร้อมสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น</p><p>มากกว่าเครื่องจักร คือโซลูชันสำหรับทั้งกระบวนการผลิต</p><p>โพรเทค ทรานสเฟอร์ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจำหน่ายเครื่องจักร แต่ให้ความสำคัญกับการช่วยผู้ผลิตค้นหา โซลูชันที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตจริง</p><p>ภายในงาน ผู้เข้าชมสามารถพูดคุยกับทีมงานเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดในกระบวนการผลิต พร้อมรับคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกเทคโนโลยี การวางแนวทางการผลิต การใช้งานเครื่องจักร และการพัฒนากระบวนการให้เหมาะสมกับประเภทงานและวัสดุ</p><p>นอกจากนี้ โพรเทค ทรานสเฟอร์ยังให้บริการสนับสนุนหลังการขาย ทั้งด้าน Technical Training, Service, Maintenance และ Engineering Support เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถใช้งานเครื่องจักรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในระยะยาว</p><p>‌</p><p>คุณราล์ฟ โอเบิร์ก กรรมการผู้จัดการ บริษัท โพรเทค ทรานสเฟอร์ กล่าวว่า:</p><p>“อุตสาหกรรมเครื่องประดับกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตไม่ได้มองหาเพียงเครื่องจักรที่สามารถทำงานได้ แต่ต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยให้กระบวนการผลิตมีความแม่นยำ สม่ำเสมอ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว</p><p>การนำ Indutherm VC300 และ VC700V มาจัดแสดงในงาน BGJF74 เป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเสนอเทคโนโลยีการหล่อที่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต และควบคุมคุณภาพของชิ้นงานได้ดียิ่งขึ้น</p><p>สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการนำเสนอเครื่องจักร แต่คือการทำความเข้าใจกระบวนการผลิตของลูกค้า และนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาช่วยแก้ไขข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง เราต้องการเป็นพันธมิตรระยะยาวที่ช่วยให้ผู้ผลิตไทยสามารถพัฒนาศักยภาพและแข่งขันในตลาดระดับสากลได้อย่างมั่นใจ”</p><p>พบกับเทคโนโลยีการผลิตเครื่องประดับได้ที่ BGJF74</p><p>โพรเทค ทรานสเฟอร์ ขอเชิญผู้ผลิตเครื่องประดับ โรงงาน OEM/ODM นักออกแบบ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ร่วมเยี่ยมชมบูธของบริษัทภายในงาน Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ครั้งที่ 74 เพื่อพบกับเทคโนโลยีเครื่องจักรรุ่นใหม่จาก Indutherm, OTEC และ Orotig พร้อมพูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนากระบวนการผลิต</p><p>พบกับเราได้ที่</p><p>Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ครั้งที่ 74 (BGJF74)</p><p>📅 8–12 กันยายน 2569</p><p>📍 Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC), Bangkok</p><p>🏭 Protech Transfer – Machinery &amp; Technology Solutions</p><p>พบกับ VC300 และ VC700V พร้อมเครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับกระบวนการผลิตเครื่องประดับแบบครบวงจร</p><p>แล้วพบกันที่งาน BGJF74</p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6a9fea4e6cbe1_1788865102.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6a9fea4e6cbe1_1788865102.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>เศรษฐศาสตร์ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลในไทย: ทำไม 17 นัดถึงแจกฟรี แต่ครบ 104 นัดราคา 5,999</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4442-เศรษฐศาสตร์ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลในไทย-ทำไม-17-นัดแจกฟรี-แต่ครบ-104-นัด-5999</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4442-เศรษฐศาสตร์ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลในไทย-ทำไม-17-นัดแจกฟรี-แต่ครบ-104-นัด-5999</guid>
            <pubDate>Tue, 08 Sep 2026 18:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[ทัวร์นาเมนต์เดียวกัน 104 นัดเท่ากัน คนหนึ่งจ่าย 5,999 บาท อีกคนจ่าย 0 บาท และทั้งคู่ดูถูกลิขสิทธิ์ ระยะห่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือกลไกทั้งหมดของธุรกิจลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในไทย...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ทัวร์นาเมนต์เดียวกัน 104 นัดเท่ากัน คนไทยคนหนึ่งจ่าย 5,999 บาท อีกคนจ่าย 0 บาท และทั้งคู่ดูถูกลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ความผิดพลาดของการตั้งราคา แต่คือโครงสร้างที่ออกแบบมาแล้วว่าใครควรจ่ายและใครคือต้นทุนการตลาด</p>

<p>ฟุตบอลโลก 2026 ขยายจาก 32 เป็น 48 ทีม จำนวนแมตช์พุ่งเป็น 104 นัด และหลายคู่เตะพร้อมกัน ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ตารางที่แน่นขึ้น แต่คือสินค้าชิ้นใหม่ที่ผู้ถือลิขสิทธิ์ในไทยต้องหาวิธีขายให้คุ้มภายในหน้าต่างเวลาไม่กี่สัปดาห์</p>

<h2>ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดถูกซอยขาย ไม่ได้ขายยกก้อน</h2>

<p>คนดูมองว่า "หาแอปที่มีทุกลีก" คือปัญหา แต่ในมุมเจ้าของลิขสิทธิ์ ความกระจัดกระจายคือกลยุทธ์ การขายสิทธิ์แบบยกก้อนให้เจ้าเดียวได้เงินก้อนเดียว ส่วนการซอยตามลีก ตามแพลตฟอร์ม และตามหน้าต่างเวลา เปิดให้มีผู้ซื้อหลายรายแข่งกันในแต่ละล็อต</p>

<p>แผนที่ลิขสิทธิ์ฟุตบอลในไทยเวลานี้สะท้อนการซอยแบบนั้นชัดเจน</p>

<ul>
  <li><strong>True Sport HD / TrueID</strong> — พรีเมียร์ลีก, ลาลีกา (เอ็กซ์คลูซีฟ 2025–2028)</li>
  <li><strong>AIS Play</strong> — ไทยลีก, แชมเปี้ยนส์ลีก, NBA, NFL</li>
  <li><strong>beIN Sports Thailand</strong> — เซเรียอา, ลีกเอิง, ยูฟ่ายูโรปาลีก</li>
  <li><strong>Monomax / MONO29</strong> — ฟุตบอลโลก 2026 บางส่วน</li>
  <li><strong>Thai PBS</strong> — ทีมชาติไทยบางนัด</li>
  <li><strong>YouTube: BG SPORTS</strong> — ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบสาม, ACL Elite, ACL2, AFC Women's Champions League</li>
</ul>

<p>ไม่มีรายไหนถือครบ และนั่นคือจุดที่ตั้งใจให้เป็น เพราะทุกรายที่ถือของคนละชิ้นต่างมีเหตุผลของตัวเองในการจ่ายแพงสำหรับล็อตที่ตรงกับฐานลูกค้าตัวเอง</p>

<h2>17 นัดที่แจกฟรี คือค่าการตลาด ไม่ใช่การกุศล</h2>

<p>JAS และ Monomax Sports คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2026 บางส่วน แล้วปล่อย 17 คู่ในรอบแรกออกฟรีทางช่อง MONO29 ซึ่งเป็นทีวีดิจิทัล ดูได้โดยไม่เสียเงินและไม่ต้องสมัครอะไร</p>

<p>17 นัดนั้นไม่ได้ถูกเลือกแบบสุ่ม มันครอบคลุมอาร์เจนตินา แชมป์เก่า บราซิล อังกฤษ เยอรมนี สเปน และโปรตุเกส คือชุดทีมที่คนไทยดูมากที่สุด</p>

<p>ส่วนคนที่อยากได้ครบ 104 นัดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มถึงนัดชิง ราคาคือแพ็กเกจ Sports Premium 5,999 บาท เฉลี่ยแล้วไม่ถึง 60 บาทต่อนัด</p>

<p>ระยะห่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือกลไกทั้งหมด ของฟรีทำหน้าที่พาคนจำนวนมากที่สุดมาอยู่ในระบบก่อน แล้วปล่อยให้ความอยากดูนัดที่เหลือทำงานต่อ คนที่ดูอาร์เจนตินาฟรีแล้วติดใจคือกลุ่มเป้าหมายที่มีต้นทุนการเข้าถึงต่ำที่สุดของแพ็กเกจ 5,999 เพราะเขาพิสูจน์ความสนใจของตัวเองไปแล้วโดยไม่ต้องซื้อสื่อเพิ่ม</p>

<p>ในภาษาธุรกิจสื่อ ตัวเลข 17 คือ customer acquisition cost ที่จ่ายเป็นสิทธิ์ออกอากาศแทนที่จะจ่ายเป็นค่าโฆษณา</p>

<h2>เอ็กซ์คลูซีฟกับนอนเอ็กซ์คลูซีฟ คือสองโมเดลรายได้คนละแบบ</h2>

<p>ดีลลาลีกาของ True เป็นแบบเอ็กซ์คลูซีฟ 2025–2028 หมายความว่าไม่มีใครในไทยฉายลีกนี้ได้อีก มูลค่าของดีลแบบนี้อยู่ที่การผูกคนดูไว้กับแพลตฟอร์มเดียว ราคาที่ต้องจ่ายจึงสูงกว่ามาก เพราะซื้อทั้งสิทธิ์ในการฉายและสิทธิ์ในการกันคนอื่นออก</p>

<p>อีกขั้วคือข้อตกลงของ BG SPORTS กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นแบบ Non-Exclusive OTT ครอบคลุมทีมชาติชุดใหญ่และรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ฝั่งเจ้าของสิทธิ์ขายให้หลายเจ้าพร้อมกันได้ ส่วนผู้ซื้ออย่าง BG SPORTS จ่ายถูกลงและได้ผู้ชมมาเป็นฐานสำหรับธุรกิจอื่นของตัวเองบน YouTube</p>

<p>เจ้าของลิขสิทธิ์เลือกโมเดลตามลักษณะของสินค้า รายการที่มีคนอยากดูจนยอมย้ายแพลตฟอร์มขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ราคา ส่วนรายการที่ต้องการการมองเห็นสูงสุดขายแบบเปิดได้ผลกว่า</p>

<h2>ต้นทุนที่ไม่ปรากฏบนใบเสร็จของคนดู</h2>

<p>ค่าลิขสิทธิ์คือก้อนแรก ก้อนที่สองคือโครงสร้างที่ทำให้ภาพไปถึงคนดูพร้อมกันเป็นล้านโดยไม่สะดุด</p>

<p>แพลตฟอร์ม OTT อย่าง TrueID และ AIS Play วางระบบบน CDN หรือ Content Delivery Network ซึ่งกระจายสำเนาข้อมูลไปเก็บไว้ตามจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เมื่อคนดูพร้อมกันจำนวนมาก ระบบดึงจากจุดที่ใกล้ที่สุดแทนการวิ่งกลับไปที่เซิร์ฟเวอร์กลางจุดเดียว</p>

<p>Facebook Live พึ่งเซิร์ฟเวอร์กลางของ Meta เมื่อผู้ชมแห่เข้ามาพร้อมกันในนาทีที่กำลังจะมีประตู โอกาสที่ภาพจะสะดุดจึงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ</p>

<p>นี่คือเหตุผลที่เพจอย่าง AIS PLAY Sports ซึ่งมีผู้ติดตาม 643,390 คน ถูกใช้เป็นช่องประกาศและโปรโมทเป็นหลัก มากกว่าจะเป็นที่ถ่ายทอดสดตรง ๆ ฐานผู้ติดตามระดับนั้นมีค่าในฐานะช่องทางกระจายข่าว แต่ไม่ได้แปลว่าเหมาะกับการแบกโหลดวิดีโอสด</p>

<h2>เมื่อสิทธิ์ซ้อนกันจนแพลตฟอร์มเองยังตีกัน</h2>

<p>การซอยสิทธิ์ละเอียดมีต้นทุนแฝงที่โผล่มาให้เห็นเป็นระยะ มีกรณีที่ผู้ใช้เปิดช่อง 29 ผ่าน TrueVisions NOW ไม่ได้เพราะติดเงื่อนไขลิขสิทธิ์ แต่เปิดช่องเดียวกันผ่าน AIS Play ได้ฟรีโดยไม่มีปัญหา</p>

<p>ช่องเดียวกัน เวลาเดียวกัน คนละผลลัพธ์ เพราะสิทธิ์ในการนำสัญญาณไปเผยแพร่ซ้ำถูกเจรจาแยกกันเป็นรายแพลตฟอร์ม</p>

<p>สำหรับผู้บริโภคมันคือความสับสน สำหรับคนทำธุรกิจสื่อมันคือภาพสะท้อนว่าสัญญาแต่ละฉบับกำหนดขอบเขตไว้ต่างกันแค่ไหน และการซื้อสิทธิ์หนึ่งชิ้นไม่ได้แปลว่าได้ทุกช่องทางที่สิทธิ์นั้นวิ่งผ่าน</p>

<h2>สิ่งที่แบรนด์และนักการตลาดอ่านออกจากแผนที่นี้</h2>

<p>ทุกครั้งที่ลิขสิทธิ์ถูกซอย พื้นที่โฆษณาก็ถูกซอยตาม แบรนด์ที่วางแผนซื้อสื่อรอบทัวร์นาเมนต์ใหญ่จึงกำลังเลือกระหว่างของสองแบบที่ไม่เหมือนกัน</p>

<ul>
  <li><strong>ช่องฟรีทีวีในนัดดาวดัง</strong> ให้จำนวนคนดูสูงสุดในเวลาสั้นที่สุด เหมาะกับสินค้าที่ขายด้วยการจดจำ</li>
  <li><strong>แพลตฟอร์ม OTT แบบสมัครสมาชิก</strong> ให้ข้อมูลผู้ชมที่ระบุตัวตนได้ เหมาะกับสินค้าที่ต้องการยิงตรงกลุ่ม</li>
  <li><strong>ช่อง YouTube ที่ถือสิทธิ์แบบเปิด</strong> ให้ต้นทุนต่อการเข้าถึงที่ถูกที่สุด และอยู่ยาวหลังจบแมตช์ในฐานะคอนเทนต์ย้อนหลัง</li>
</ul>

<p>ราคา 599 บาทต่อเดือนของแพ็กเกจ PLAY SPORTS ซึ่งยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม บอกอีกอย่างหนึ่งด้วย ตัวเลขระดับนี้วางไว้ให้เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ตัดสินใจง่าย ไม่ใช่การลงทุนก้อนใหญ่แบบ 5,999 ที่ต้องรอทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาเป็นตัวกระตุ้น</p>

<h2>ภาพรวมมูลค่าและบทบาทของแต่ละแพลตฟอร์ม</h2>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>แพลตฟอร์ม</th>
      <th>โมเดลรายได้</th>
      <th>บทบาทในห่วงโซ่</th>
      <th>สินทรัพย์หลัก</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>MONO29</strong></td>
      <td>ฟรีทีวี รายได้จากโฆษณา</td>
      <td>ประตูทางเข้า 17 นัดแรก</td>
      <td>การเข้าถึงมวลชน</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Monomax Sports Premium</strong></td>
      <td>เหมาจ่าย 5,999 ทั้งทัวร์นาเมนต์</td>
      <td>ปลายทางการแปลงยอด</td>
      <td>สิทธิ์ครบ 104 นัด</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>TrueID / True Sport HD</strong></td>
      <td>สมาชิกและระบบนิเวศทรู</td>
      <td>ผูกลูกค้าด้วยดีลเอ็กซ์คลูซีฟ</td>
      <td>ลาลีกา 2025–2028</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>AIS Play</strong></td>
      <td>รายเดือน 599 บาท</td>
      <td>ลดการย้ายค่ายของฐานลูกค้า</td>
      <td>ไทยลีก แชมเปี้ยนส์ลีก NBA NFL</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>beIN Sports</strong></td>
      <td>สมาชิกเฉพาะกลุ่ม</td>
      <td>ครอบคลุมลีกยุโรปรอง</td>
      <td>เซเรียอา ลีกเอิง ยูโรปาลีก</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>YouTube: BG SPORTS</strong></td>
      <td>โฆษณาและฐานผู้ติดตาม</td>
      <td>ขยายการมองเห็นฟุตบอลเอเชีย</td>
      <td>สิทธิ์ AFC แบบไม่ผูกขาด</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>สิ่งที่ตัวเลขชุดนี้กำลังบอก</h2>

<p>ราคาที่ต่างกันระหว่าง 0 กับ 5,999 บาทไม่ได้วัดว่าใครใจดีกว่ากัน มันวัดว่าผู้ถือลิขสิทธิ์วางคนดูแต่ละกลุ่มไว้ตรงไหนของเส้นทางรายได้</p>

<p>คนที่ดู 17 นัดฟรีคือสินทรัพย์ทางการตลาด คนที่จ่าย 5,999 คือรายได้ และคนที่จ่าย 599 ทุกเดือนคือกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ ทั้งสามกลุ่มถูกออกแบบมาให้อยู่ในระบบเดียวกันตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญาซื้อสิทธิ์</p>

<p>ฟุตบอลโลก 2026 ที่ขยายเป็น 104 นัดจึงไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ขึ้น แต่คือสินค้าที่มีของให้ซอยขายมากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา</p>

<h2>คำถามที่พบบ่อย</h2>

<h3>ทำไมลิขสิทธิ์ฟุตบอลในไทยถึงไม่รวมอยู่ที่เจ้าเดียว</h3>
<p>เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นทางขายแยกเป็นล็อตตามลีก แพลตฟอร์ม และหน้าต่างเวลา เพื่อให้มีผู้ซื้อแข่งกันในแต่ละล็อต ซึ่งได้มูลค่ารวมสูงกว่าการขายยกก้อนให้รายเดียว</p>

<h3>ดีลแบบเอ็กซ์คลูซีฟต่างจากนอนเอ็กซ์คลูซีฟอย่างไร</h3>
<p>เอ็กซ์คลูซีฟคือการซื้อทั้งสิทธิ์ฉายและสิทธิ์กันคนอื่นออก ราคาสูงกว่าแต่ผูกคนดูไว้กับแพลตฟอร์มเดียว ส่วนนอนเอ็กซ์คลูซีฟให้เจ้าของสิทธิ์ขายซ้ำได้หลายราย ผู้ซื้อจ่ายถูกลงแลกกับการที่คู่แข่งฉายรายการเดียวกันได้</p>

<h3>ทำไมช่องเดียวกันดูได้บนแพลตฟอร์มหนึ่งแต่ไม่ได้บนอีกแพลตฟอร์ม</h3>
<p>สิทธิ์ในการนำสัญญาณไปเผยแพร่ซ้ำถูกเจรจาแยกเป็นรายแพลตฟอร์ม การถือสิทธิ์ฉายช่องหนึ่งจึงไม่ได้รวมสิทธิ์ในการส่งช่องนั้นผ่านทุกช่องทางโดยอัตโนมัติ</p>

<h3>ทำไมสตรีมบางเจ้าถึงสะดุดในนาทีสำคัญมากกว่าเจ้าอื่น</h3>
<p>แพลตฟอร์มที่ลงทุนกับ CDN กระจายสำเนาข้อมูลไว้หลายจุดทั่วประเทศ ผู้ชมดึงจากจุดใกล้ตัว ส่วนบริการที่พึ่งเซิร์ฟเวอร์กลางจุดเดียวจะรับโหลดพร้อมกันจำนวนมากได้ยากกว่า</p>

<h3>แบรนด์ที่จะซื้อสื่อรอบทัวร์นาเมนต์ควรเริ่มดูจากอะไร</h3>
<p>เริ่มจากการแยกว่าต้องการจำนวนคนดูสูงสุดหรือข้อมูลผู้ชมที่ระบุตัวตนได้ ฟรีทีวีให้อย่างแรก แพลตฟอร์มสมาชิกให้อย่างหลัง และช่องที่ถือสิทธิ์แบบเปิดให้ต้นทุนต่อการเข้าถึงต่ำที่สุดพร้อมอายุคอนเทนต์ที่ยาวกว่า</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://help.trueid.net/th-th/detail/xVwbJBaZ6Xkr">TrueID — วิธีดูบอลโลก 2026 ฟรีบนทรูไอดี</a></li>
  <li><a href="https://readthecloud.co/monomax-sports/">Read the Cloud — MONOMAX Sports 17 แมตช์บอลโลกฟรี</a></li>
  <li><a href="https://www.posttoday.com/lifestyle/743823">Post Today — ดูบอลฟรีบอลโลก 2026 ช่อง MONO29</a></li>
  <li><a href="https://www.siamsport.co.th/worldcup/105002/">Siam Sport — วิธีดูฟุตบอลโลก 2026 ในไทย ราคา Monomax</a></li>
  <li><a href="https://www.goal.com/th/">Goal.com Thailand — โปรแกรมถ่ายทอดสดฟุตบอล 2026</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d926b5b2ec.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d926b5b2ec.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>วอลเลย์บอลหญิงอิตาลีครองโลกได้อย่างไร: 3 ระบบที่ไทยนำมาปรับใช้แล้วได้ผลจริงในซีเกมส์</title>
            <link>https://prnewsplus.com/lifestyle/4441-วอลเลย์บอลหญิงอิตาลีครองโลกได้อย่างไร-3-ระบบที่ไทยนำมาปรับใช้แล้วได้ผลจริงในซีเกมส์</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/lifestyle/4441-วอลเลย์บอลหญิงอิตาลีครองโลกได้อย่างไร-3-ระบบที่ไทยนำมาปรับใช้แล้วได้ผลจริงในซีเกมส์</guid>
            <pubDate>Tue, 08 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ไลฟ์สไตล์</category>
            <description><![CDATA[อิตาลีไม่แพ้ใคร 36 นัดใน 15 เดือน ส่วนไทยเพิ่งคว้าตั๋วโอลิมปิก 2028 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ — ความสำเร็จทั้งสองฝ่ายมีรากเดียวกัน คือ 3 ระบบที่วางแผนมาอย่างแม่นยำ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ไทยเพิ่งลงจากเครื่องที่สุวรรณภูมิเมื่อ 31 สิงหาคม 2569 พร้อมตั๋วโอลิมปิก 2028 ที่ลอสแอนเจลิส — <strong>ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ</strong> ส่วนอิตาลีทำ 36 นัดไม่แพ้ใครใน 15 เดือน และเป็นทีมหญิงชาติแรกที่ครองทั้งแชมป์โอลิมปิกและแชมป์โลกพร้อมกันนับตั้งแต่คิวบาทำได้ในปี ค.ศ. 2002 ความสำเร็จทั้งสองฝ่ายไม่ได้เกิดจากโชค แต่มาจาก 3 ระบบที่ออกแบบมาอย่างจงใจ</p>

<h2>ทำไมวอลเลย์บอลหญิงอิตาลีถึงครองโลกได้ในยุคนี้</h2>
<p>เมื่อ 7 กันยายน 2568 ที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพฯ อิตาลีเอาชนะตุรกี 3-2 เซต (25-23, 13-25, 26-24, 19-25, 15-8) คว้าแชมป์โลก FIVB Women's World Championship 2025 เป็นสมัยที่ 2 และเป็นเหรียญทองชิ้นที่ 4 ภายในกว่า 1 ปี ต่อจาก VNL 2024, โอลิมปิกปารีส 2024 และ VNL 2025</p>
<p>ตัวเลขน่าทึ่งกว่านั้นคือ ในแมตช์พบเบลเยียม อิตาลีทำ <strong>kill block ได้ 15 ครั้ง</strong> ขณะที่เบลเยียมทำได้เพียง 2 ครั้ง — นี่ไม่ใช่ความสามารถส่วนตัว แต่คือระบบที่ทำงานเป็นทีม</p>

<h2>ระบบที่ 1 — ปรัชญาโค้ชที่ทำให้ทีมยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของนักกีฬา</h2>
<p>เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2023 สมาพันธ์วอลเลย์บอลอิตาลี (FIPAV) ตัดสินใจครั้งสำคัญ: ดึง <strong>Julio Velasco</strong> วัย 74 ปี กลับมานั่งแท่นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมหญิง</p>
<p>Velasco ไม่ใช่โค้ชธรรมดา เขาพาทีมชายอิตาลีคว้าแชมป์โลก 2 สมัย และแชมป์ยุโรป 4 สมัย จนกลายเป็นตำนานในยุคทองของวอลเลย์บอลอิตาลี แนวคิดหลักของเขาเรียกว่า <strong>"square"</strong> — ทีมต้องเป็นหนึ่งเดียวจนยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของผู้เล่นทุกคนรวมกัน</p>
<p>ในทางปฏิบัติหมายความว่าอะไร? ทุกเซสชันฝึกซ้อมมีเป้าหมายชัดเจน มีการวิเคราะห์คู่แข่งด้วยข้อมูล และให้ความสำคัญกับจิตวิทยาทีมพอๆ กับทักษะกีฬา ไม่มีการฝึกเพื่อฝึก — ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับ</p>
<p><strong>ไทยปรับใช้อย่างไร?</strong> สมาคมวอลเลย์บอลไทยดึงนักกีฬาระดับโลกที่แข่งในต่างประเทศกลับมาร่วมทีมก่อนซีเกมส์ 2025 เพื่อรักษา chemistry ของทีม ผลลัพธ์คือชนะเวียดนาม 3-2 ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าเหรียญทองสมัยที่ <strong>17 ติดต่อกัน</strong></p>

<h2>ระบบที่ 2 — Fast Tempo Attack และ Kill Block ที่ทำงานเป็นระบบ</h2>
<p>ถ้าจะพูดถึงอิตาลีโดยไม่พูดถึง <strong>Paola Egonu</strong> ก็คงไม่ครบ แต่จุดที่น่าสนใจกว่าคือทำไมระบบของอิตาลีถึงไม่ยึดติดกับดาวเพียงคนเดียว</p>
<p>Egonu เกิด 18 ธันวาคม 1998 สูง 1.96 เมตร กระโดดสไปก์สูงถึง 3.44 เมตร และบล็อกที่ 3.21 เมตร จนได้ฉายา "The Queen of Volleyball" ในชิงแชมป์โลก 2025 เธอทำได้ <strong>324 แต้มใน 13 แมตช์</strong> เฉลี่ยเกือบ 25 แต้มต่อแมตช์ ทำลายสถิติตลอดกาลของ Neslihan Demir จากตุรกีที่ทำไว้ 251 แต้มในปี ค.ศ. 2010</p>
<p>แต่ในรอบรองชนะเลิศกับโปแลนด์ที่ Egonu ทำ 20 แต้ม (19 แอทแทค + 1 บล็อก) นั้น สิ่งที่โค้ชต้องการให้เห็นคือ <strong>การกระจายภาระการโจมตี</strong> — Egonu เป็นหัวหอก แต่ระบบไม่ล้มถ้าเธอออกไป เพราะทีมออกแบบมาให้ทุกตำแหน่งสร้างแรงกดดันได้</p>
<p>Kill block 15 ครั้งในเกมพบเบลเยียม สะท้อนให้เห็นว่าการบล็อกของอิตาลีไม่ใช่แค่ความสูงของผู้เล่น แต่คือการอ่านเกมและความซิงค์ของทีมทั้งหน้าตาข่าย</p>

<h2>ระบบที่ 3 — Analytics และการพัฒนาเยาวชนแบบวิทยาศาสตร์</h2>
<p>โค้ชชาวอิตาลีพูดตรงๆ ว่า: <em>"ปัจจุบันการวิเคราะห์เชิงข้อมูลถือเป็นสิ่งจำเป็น ต้องรู้ว่าจะฝึกอะไร อย่างไร และเมื่อไหร่ การวางโปรแกรมมาก่อนทุกอย่าง"</em></p>
<p>อิตาลีลงทุนในโรงเรียนฝึกโค้ชอย่างจริงจัง เตรียมโค้ชให้พร้อมด้านเทคนิคโดยเฉพาะ ควบคู่กับสถาบันเยาวชนและการพัฒนาระดับรากหญ้า เพื่อให้มีผู้เล่นคุณภาพไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ความนิยมในกีฬาชนิดนี้ที่เพิ่มขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ชาวอิตาลียิ่งเร่งให้วงจรนี้หมุนเร็วขึ้น</p>
<p><strong>ไทยปรับใช้อย่างไร?</strong> ฝ่ายเทคนิคของสมาคมฯ ฝึกทีมชาติชุดรองคู่ขนานไปกับทีมชุดใหญ่ เพื่อเตรียมผู้เล่นรุ่นถัดไปให้พร้อมรับมือกับเวทีระดับโลก ผลที่เห็นชัดที่สุดคือการคว้าแชมป์เอเชีย 2026 เอาชนะเจ้าภาพจีน 3-2 เซต ในรอบชิงชนะเลิศ AVC Women's Continental Championship — และนั่นคือประตูสู่โอลิมปิก 2028</p>

<h2>เปรียบเทียบ: อิตาลีทำ — ไทยปรับใช้</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ระบบ</th>
      <th>อิตาลีทำ</th>
      <th>ไทยปรับใช้</th>
      <th>ผลลัพธ์</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>1. ปรัชญาโค้ช / จิตวิทยาทีม</strong></td>
      <td>Velasco เน้นแนวคิด "square" — ทีมเหนือกว่าผลรวมส่วนบุคคล</td>
      <td>ดึงนักกีฬาต่างประเทศกลับรักษา chemistry ทีม</td>
      <td>ทองซีเกมส์สมัยที่ 17</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>2. Fast Tempo + Block System</strong></td>
      <td>Kill block 15 ครั้ง/เกม + กระจายภาระโจมตีผ่าน Egonu</td>
      <td>พัฒนา Setter-Opposite combination สไตล์ยุโรป</td>
      <td>แชมป์เอเชีย 2026</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>3. Analytics + Youth Development</strong></td>
      <td>โรงเรียนโค้ช + วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ</td>
      <td>ฝึกทีมชุดรองคู่ขนาน เตรียมนักกีฬารุ่นถัดไป</td>
      <td>ตั๋วโอลิมปิก 2028 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>จาก "ทองซีเกมส์" สู่ "ตั๋วโอลิมปิก" — ไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร</h2>
<p>ซีเกมส์ 2025 เมื่อ 15 ธันวาคม 2568 อาจดูเหมือนแค่เหรียญทองในรั้วอาเซียน แต่มันคือหลักฐานว่าระบบทำงาน ก่อนหน้าการแข่งขัน ฝ่ายเทคนิคยืนยันชัดเจนว่าจะดึงนักกีฬาระดับโลกที่แข่งในต่างประเทศกลับมาร่วมทีม — นั่นคือการตัดสินใจเชิงระบบ ไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์</p>
<p>แล้วก็พิสูจน์ตัวเองต่อในระดับทวีป เมื่อทีมไทยเอาชนะเจ้าภาพจีน 3-2 ในรอบชิงชนะเลิศ AVC Women's Continental Championship 2026 คว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 พร้อมกัน นั่นคือ <strong>ตั๋วโอลิมปิก 2028 ที่ลอสแอนเจลิส ครั้งแรกในประวัติศาสตร์วอลเลย์บอลหญิงไทย</strong> และยังได้สิทธิ์ลงแข่งชิงแชมป์โลก 2027 ที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาอีกด้วย</p>
<p>ทีมกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 31 สิงหาคม 2569 — วันที่ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นอีกครั้ง</p>

<h2>บทเรียนจากอิตาลีที่ไทยยังต้องเดินต่อ</h2>
<p>อิตาลีใช้เวลากว่า 4 ทศวรรษสร้างโครงสร้างนี้ ตั้งแต่ยุค Velasco คุมทีมชายในทศวรรษ 1980 จนวันที่เขากลับมาพาทีมหญิงในปี ค.ศ. 2023 ไม่มีระบบไหนที่สำเร็จในคืนเดียว</p>
<p>ไทยกำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน ทีมชุดรองที่ฝึกคู่ขนาน โรงเรียนวอลเลย์บอลระดับพื้นที่ และการลงทุนกับ analytics ล้วนเป็นการลงทุนที่เห็นผลช้า แต่ยั่งยืน</p>
<p>โอลิมปิก 2028 คือเป้าหมายใหม่ แต่ระบบที่ดีจะทำให้ไทยไปได้ไกลกว่านั้น</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://asianvolleyball.net/new/italy-continue-to-dominate-and-claim-the-world-title/">Asian Volleyball Confederation — Italy continue to dominate and claim the World Title</a></li>
  <li><a href="https://en.volleyballworld.com/volleyball/competitions/women-world-championship/news/italy-continue-dominate-claim-world-title">Volleyball World — Italy continue to dominate and claim the World Title</a></li>
  <li><a href="https://en.volleyballworld.com/news/julio-velasco-to-head-coach-italy">Volleyball World — Julio Velasco to head coach Italy</a></li>
  <li><a href="https://www.fivb.com/paola-egonu/">FIVB — Paola Egonu Profile</a></li>
  <li><a href="https://www.siamsport.co.th/seagames/96308/">สยามสปอร์ต — ซีเกมส์ 2025 วอลเลย์บอลหญิงไทย</a></li>
  <li><a href="https://thestandard.co/thailand-women-volleyball-olympics-2028/">The Standard — วอลเลย์บอลหญิงไทยโอลิมปิก 2028</a></li>
  <li><a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/510137">Thai PBS — ข่าววอลเลย์บอลหญิงไทย</a></li>
  <li><a href="https://mozaiqsports.com/inside-italian-youth-volleyball-development-with-alessandro-gobbato/">Mozaiq Sports — Inside Italian Youth Volleyball Development</a></li>
  <li><a href="https://www.kaohoon.com/news/858813">ข่าวหุ้น — วอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าแชมป์เอเชีย 2026</a></li>
  <li><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Italy_women%27s_national_volleyball_team">Wikipedia — Italy women's national volleyball team</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d926b68294.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d926b68294.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>เปิดรับสมัคร หลักสูตร Exclusive วทจ. × เจ้อเจียง เพื่อมองเห็นอนาคต ก่อนก้าวนำโลกธุรกิจ</title>
            <link>https://prnewsplus.com/education/4443-เปิดรับสมัคร-หลักสูตร-exclusive-วทจ-เจ้อเจียง-เพื่อมองเห็นอนาคต-ก่อนก้าวนำโลกธุรกิจ</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/education/4443-เปิดรับสมัคร-หลักสูตร-exclusive-วทจ-เจ้อเจียง-เพื่อมองเห็นอนาคต-ก่อนก้าวนำโลกธุรกิจ</guid>
            <pubDate>Mon, 07 Sep 2026 19:36:32 +0700</pubDate>
            <dc:creator>สถาบันวิทยาการไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</dc:creator>
            <category>การศึกษา</category>
            <description><![CDATA[เปิดรับสมัคร หลักสูตร Exclusive เพื่อมองเห็นอนาคต ก่อนก้าวนำโลกธุรกิจ วทจ. × เจ้อเจียง เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ ณ Zhejiang University หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>เปิดรับสมัคร หลักสูตร Exclusive </strong></p><p>เพื่อมองเห็นอนาคต ก่อนก้าวนำโลกธุรกิจ <strong>วทจ. × เจ้อเจียง </strong></p><p><br></p><p>เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ ณ <strong>Zhejiang University</strong> หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน </p><p>เปิดมุมมองสู่โลกของเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจแห่งอนาคต มองเห็นทิศทาง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนโลก </p><p>สัมผัส Innovation จากพื้นที่จริง เรียนรู้จาก Ecosystem ที่ขับเคลื่อนการเติบโต เชื่อมต่อเครือข่ายผู้นำ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ </p><p>เพราะผู้นำยุคใหม่ไม่ใช่แค่ “ตามให้ทัน”แต่ต้อง “เห็นโอกาสก่อน” และพร้อมก้าวนำการเปลี่ยนแปลง</p><p><br></p><p>วทจ. × เจ้อเจียง | INNOVATION </p><p><br></p><p>22–27 พฤศจิกายน 2569 </p><p>เรียนรู้ ณ Zhejiang University </p><p><strong>ค่าธรรมเนียมการศึกษา 130,000 บาท</strong></p><p>สมัครได้ที่นี่ : https://forms.gle/r8cjtP5tDEpzwant7 </p><p><br></p><p><span>สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม</span> </p><p><span>โทร. 0-2312-6300 ต่อ 1546, 0-2312-6387 </span></p><p><span>สายด่วน 09-0220-9838 </span></p><p><span>Line: https://lin.ee/hsSOWBx </span></p><p><span>เว็บไซต์: www.tclhcu.com</span></p><p>#วทจ #เจ้อเจียง #ZhejiangUniversity #Innovation #BusinessLeadership #ChinaBusiness #FutureBusiness #ผู้นำธุรกิจ</p><p><br></p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6a9e1ffabc66c_1788747770.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6a9e1ffabc66c_1788747770.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>ตราภูเขา ชูนวัตกรรมหลังคาไวนิล เจ้าแรกในไทยที่ยกระดับจากงานต่อเติม สู่ ‘หลังคาหลัก’ ของบ้าน</title>
            <link>https://prnewsplus.com/products/4448-ตราภูเขา-ชูนวัตกรรมหลังคาไวนิล-เจ้าแรกในไทยที่ยกระดับจากงานต่อเติม-สู่-หลังคาหลัก-ของบ้าน</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/products/4448-ตราภูเขา-ชูนวัตกรรมหลังคาไวนิล-เจ้าแรกในไทยที่ยกระดับจากงานต่อเติม-สู่-หลังคาหลัก-ของบ้าน</guid>
            <pubDate>Mon, 07 Sep 2026 19:36:31 +0700</pubDate>
            <dc:creator>Chotika Phisan</dc:creator>
            <category>สินค้าและบริการ</category>
            <description><![CDATA[ตราภูเขา จาก บริษัท ไทยพลาสวู้ด จำกัด เดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้ตลาดวัสดุมุงหลังคาไทย ชูนวัตกรรม “หลังคาไวนิล” ที่ไม่ได้จำกัดการใช้งานเพียงกันสาด หลังคาโรงรถ หรือพื้นที่ต่อเติม พร้อมยกระดับสู่การใช้งานเ...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตราภูเขา</strong><span> จาก บริษัท ไทยพลาสวู้ด จำกัด เดินหน้าสร้างมิติใหม่ให้ตลาดวัสดุมุงหลังคาไทย ชูนวัตกรรม “หลังคาไวนิล” ที่ไม่ได้จำกัดการใช้งานเพียงกันสาด หลังคาโรงรถ หรือพื้นที่ต่อเติม พร้อมยกระดับสู่การใช้งานเป็น “</span><a href="https://thaiplastwood.com/roof-house/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">หลังคาหลัก</a><span>” สำหรับบ้านและอาคาร ตอบโจทย์ทั้งด้านการเป็นหลังคาเย็นลดความร้อน ลดเสียง น้ำหนักเบา มีนวัฒกรรมระบบล็อกซ่อนหัวสกรูและดีไซน์สำหรับสถาปัตยกรรมยุคใหม่</span></p><p><span>จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากว่า 36 ปี ในฐานะ</span><strong>ผู้บุกเบิกรายแรกในประเทศไทยที่นำผลิตภัณฑ์หลังคาไวนิลและแผ่นพลาสวูดเข้าสู่ตลาดไทย</strong><span> ก่อนพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายขอบเขตการใช้งานของหลังคาไวนิล จากวัสดุที่ผู้บริโภคคุ้นเคยในงานต่อเติม สู่หนึ่งในวัสดุที่สามารถนำมาใช้งานเป็นหลังคาหลักของบ้านและอาคารได้</span></p><p><br></p><h2><span>จากภาพจำ “หลังคาต่อเติม” สู่ทางเลือกใหม่ของ “หลังคาหลัก”</span></h2><p><span>ในอดีต หลังคาไวนิลมักถูกเลือกใช้กับพื้นที่อย่างโรงรถ กันสาด กันสาดระเบียง หลังคาครัวนอกบ้าน หรือพื้นที่ต่อเติม เนื่องจากมีน้ำหนักเบาและติดตั้งเข้ากับโครงสร้างได้หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันทำให้ศักยภาพของวัสดุไวนิลไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่งานต่อเติมอีกต่อไป โดยเฉพาะการพัฒนาระบบล็อกซ่อนหัวสกรูที่ช่วยป้องกันปัญหารั่วซึมจากหลังคาแบบเดิมๆ</span></p><p><a href="https://thaiplastwood.com/vinyl-roof-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">หลังคาไวนิล ตราภูเขา</a><span> มีให้เลือกหลายรุ่น โดยแต่ละรุ่นได้รับการออกแบบให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน รวมถึงรุ่นที่สามารถใช้เป็น </span><strong>หลังคาหลักของบ้านและอาคารได้</strong><span> ช่วยเพิ่มทางเลือกให้เจ้าของบ้าน สถาปนิก และผู้พัฒนาโครงการ สามารถวางแผนเลือกใช้หลังคาไวนิลเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลักได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบอาคาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะของหลังคาไวนิล ตราภูเขา</span></p><p><span>โดยรุ่นที่ถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานระดับหลังคาหลัก ได้แก่</span></p><ul><li><a href="https://thaiplastwood.com/vinyl-roof-pr-7/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">หลังคาไวนิล รุ่น PR-7</a><span> Double Lock ระบบล็อกสองชั้น  มั่นใจ 2 เท่าไม่รั่วซึม เพิ่มความแข็งแรงของรอยต่อ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องรับฝนและลมแรง</span></li><li><a href="https://thaiplastwood.com/vinyl-roof-pr-8/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">หลังคาไวนิล รุ่น PR-8</a><span> Mountain Lock ผสานการล็อกเข้าลิ้น และระบบล็อกครอบลอน ติดตั้งเร็ว เปลี่ยนเฉพาะแผ่นได้ รุ่นพรีเมียมที่ออกแบบเพื่อการใช้งานทั้งบ้านพักอาศัยและอาคารสมัยใหม่ รองรับการติดตั้งเป็นหลังคาหลักเต็มรูปแบบ</span></li><li><a href="https://thaiplastwood.com/vinyl-roof-pr-9/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">หลังคาไวนิล รุ่น PR-9</a><span> Mountain Lock ผสานการล็อกเข้าลิ้น และระบบล็อกครอบลอน หน้ากว้างสุดในตลาด ถึง 50 ซม. รุ่นพรีเมียมสำหรับงานสถาปัตยกรรมยุคใหม่ เน้นความสวยงาม เรียบหรู และประสิทธิภาพการใช้งานระดับสูง ตอบโจทย์งานติดตั้งไว ดูแลรักษาง่าย เปลี่ยนเฉพาะแผ่นได้</span></li></ul><p><span>แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของ “หลังคาไวนิล” จากวัสดุเฉพาะจุด สู่การเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของระบบหลังคาสำหรับบ้านยุคใหม่ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่หลังคาต้องรับมือทั้งอุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก ความชื้น และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปี</span></p><h2><span>คุณสมบัติและระบบหลังคาไวนิลตราภูเขา ตอบโจทย์การใช้งานหลังคาหลักในบ้านยุคใหม่</span></h2><p><span>อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลังคาไวนิลสามารถขยายการใช้งานสู่หลังคาหลัก คือคุณสมบัติของตัววัสดุ หลังคาไวนิลตราภูเขา ผลิตจากวัสดุ uPVC คุณภาพสูง มีน้ำหนักเบา กันน้ำ ทนต่อสภาพอากาศ ไม่เป็นสนิม และดูแลรักษาได้ง่าย</span></p><p><span>นอกจากนี้ ตัววัสดุยังมีคุณสมบัติเป็นฉนวน มี Foaming Technology ช่วยลดการส่งผ่านความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายใน รวมถึงช่วยลดเสียงรบกวนจากฝน ซึ่งเป็นสองประเด็นสำคัญสำหรับการเลือกวัสดุมุงหลังคาในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังคาเมทัลชีทที่มีปัญหา “ความร้อนใต้หลังคา” และ “เสียงดังเมื่อฝน” ที่เจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญ การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยลดทั้งความร้อนและเสียงในตัว จึงช่วยเพิ่มความสบายในการอยู่อาศัยและลดข้อจำกัดของวัสดุมุงหลังคาแบบเดิมได้ แถมอายุการใช้งานยาวนานกว่า 20 ปี ดูแลรักษาง่าย จึงคุ้มค่าและสบายใจกว่าในระยะยาว</span></p><p><span>ในด้านการออกแบบ หลังคาไวนิลตราภูเขามีลอนหลายรูปแบบทั้งท้องเรียบและท้องลอน รองรับสถาปัตยกรรมหลากหลายสไตล์ โดยเฉพาะบ้านโมเดิร์นและมินิมอลที่ให้ความสำคัญกับเส้นสาย ความเรียบร้อย และภาพรวมของพื้นที่</span></p><p><span>ขณะเดียวกัน การนำวัสดุมาใช้เป็นหลังคาหลักไม่ได้พิจารณาเฉพาะความสวยงามหรือคุณสมบัติของแผ่นหลังคาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบการเชื่อมต่อระหว่างแผ่นและการจัดการปัญหาน้ำฝนรั่วซึม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบหลังคา ตราภูเขาจึงพัฒนาระบบล็อกหลายรูปแบบ ได้แก่ Interlock, Double Lock และ Mountain Lock เพื่อเสริมความแข็งแรงของจุดเชื่อมต่อและช่วยป้องกันการรั่วซึม</span></p><p><span>เมื่อผสานระบบดังกล่าวเข้ากับคุณสมบัติด้านน้ำหนักเบา การทนแดดและฝน ความเป็นฉนวนความร้อนและเสียง รวมถึงความไม่เป็นสนิม จึงทำให้หลังคาไวนิลสามารถก้าวข้ามภาพจำเดิมจากวัสดุงานต่อเติม และถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ “หลังคาหลัก” ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการได้</span></p><p><span>ด้วยแนวทางดังกล่าว ตราภูเขาจึงเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดหลังคาไวนิลในประเทศไทย จากวัสดุที่เคยใช้ในงานต่อเติม สู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพรองรับการใช้งานเป็นหลังคาหลักของบ้านและอาคาร ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันการใช้งานและงานออกแบบในยุคปัจจุบัน</span></p><h3><span>เกี่ยวกับตราภูเขา</span></h3><p><a href="http://thaiplastwood.com/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">ตราภูเขา</a><span> เป็นแบรนด์ของ </span><span>บริษัท ไทยพลาสวู้ด จำกัด ผู้ริเริ่มผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผ่นพลาสวูดรายแรก เพื่อใช้ทดแทนไม้ธรรมชาติสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ งานป้าย งานตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร และยังเป็นผู้ผลิตหลังคาไวนิลเจ้าแรกในประเทศไทย ถือเป็นผู้นำหลังคาไวนิลเข้าสู่ตลาด โดดเด่นด้วยระบบล็อกเข้าลิ้น และพัฒนาต่อยอดให้รองรับการใช้งานตั้งแต่งานต่อเติมไปจนถึงการใช้เป็นหลังคาหลักของบ้านและอาคาร</span></p><p><span>ผู้ที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน รีโนเวต หรือเลือกวัสดุสำหรับโครงการ สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สเปก และความหนาที่เหมาะสมกับการใช้งานได้โดยตรงผ่านช่องทางของบริษัท</span></p><p><span>ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และสอบถามสเปกที่เหมาะกับแต่ละโครงการและสั่งซื้อได้ที่ </span><a href="https://thaiplastwood.com/contact-us-th/" rel="noopener noreferrer nofollow" target="_blank">https://thaiplastwood.com/contact-us-th/</a><span> Facebook: </span><strong>Phukao by Thai Plastwood</strong><span> LINE:  </span><strong>@thaiplaswood</strong><span> หรือโทรศัพท์ </span><strong>0-2291-9595</strong></p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6a9e59a153635_1788762529.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6a9e59a153635_1788762529.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>เผยผิวโกลว์สุขภาพดี พร้อมรับเมคอัพด้วย Glow Dew Serum ใหม่ล่าสุดจาก KMA</title>
            <link>https://prnewsplus.com/health/4449-เผยผิวโกลว์สุขภาพดี-พร้อมรับเมคอัพด้วย-glow-dew-serum-ใหม่ล่าสุดจาก-kma</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/health/4449-เผยผิวโกลว์สุขภาพดี-พร้อมรับเมคอัพด้วย-glow-dew-serum-ใหม่ล่าสุดจาก-kma</guid>
            <pubDate>Mon, 07 Sep 2026 19:36:29 +0700</pubDate>
            <dc:creator>บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน)</dc:creator>
            <category>สุขภาพ / ความงาม</category>
            <description><![CDATA[แบรนด์เครื่องสำอาง KMA ในเครือ โอซีซี ชวนเตรียมผิวให้พร้อมก่อนแต่งหน้าด้วย Glow Dew Serum เซรั่มเนื้อบางเบา ซึมไว ช่วยให้ผิวโกลว์ใสแบบไม่ใช้ชิมเมอร์ พร้อม 3 ส่วนผสมสำคัญ ได้แก่ Biome PDRN, Hyaluronic Acid และ Niacinamide เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวดูอิ่มฟูและกระจ่างใส ผสานเทคโนโลยี RECRYSTALLIZING FA ที...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>แบรนด์เครื่องสำอาง <strong>KMA</strong> ในเครือ โอซีซี ชวนเตรียมผิวให้พร้อมก่อนแต่งหน้าด้วย <strong>Glow Dew Serum</strong> เซรั่มเนื้อบางเบา ซึมไว ช่วยให้ผิวโกลว์ใสแบบไม่ใช้ชิมเมอร์ พร้อม 3 ส่วนผสมสำคัญ ได้แก่ Biome PDRN, Hyaluronic Acid และ Niacinamide เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวดูอิ่มฟูและกระจ่างใส ผสานเทคโนโลยี RECRYSTALLIZING FA ที่ช่วยให้ผิวเล่นแสงอย่างเป็นธรรมชาติ ราคา 490 บาท (30 ml) วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://shop.kma-cosmetics.com, TikTok, Shopee, Lazada, Konvy รวมถึงห้างสรรพสินค้า และร้านเครื่องสำอางชั้นนำทั่วประเทศ</p>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6a9e8492870b1_1788773522.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/posts/2026/09/6a9e8492870b1_1788773522.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>มิสเวิลด์ 2026: ย้อนดู 5 ตัวเก็งที่นักวิเคราะห์ฟันธง vs ผลจริงที่พลิกโผ</title>
            <link>https://prnewsplus.com/entertainment/4440-มิสเวิลด์-2026-ย้อนดู-5-ตัวเก็งที่นักวิเคราะห์ฟันธง-vs-ผลจริงที่พลิกโผ</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/entertainment/4440-มิสเวิลด์-2026-ย้อนดู-5-ตัวเก็งที่นักวิเคราะห์ฟันธง-vs-ผลจริงที่พลิกโผ</guid>
            <pubDate>Mon, 07 Sep 2026 18:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>บันเทิง</category>
            <description><![CDATA[โดมินิกันเอาไปเลย! ย้อนดูว่า 5 ตัวเก็งมิสเวิลด์ 2026 ที่นักวิเคราะห์ฟันธงไว้ก่อนการประกวด ถูกหรือผิดแค่ไหน และน้ำผึ้ง กานต์ธีรา ตัวแทนไทยที่ฝันคว้าแชมป์สองสมัยติดต่อกัน จบลงอย่างไร...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>นักวิเคราะห์เวทีนางงามทั่วโลกเตรียมฟันธงผิดหมดแล้วหรือยัง? <strong>มิสเวิลด์ 2026</strong> ประกาศผลไปแล้วเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2026 ที่ญาจาง เวียดนาม และผู้คว้ามงกุฎคือ <strong>โจเฮียร์รี่ โมลา โดมิงเกซ จากสาธารณรัฐโดมินิกัน</strong> สาวงามวัย 24 ปี ซึ่งหลายสำนักวิเคราะห์ไม่ได้จัดให้อยู่ในตัวเก็งอันดับต้น บทความนี้จะพาย้อนดูว่าการฟันธงก่อนประกวดแม่นแค่ไหน และตัวแทนไทยมีโอกาสคว้าแชมป์ 2 สมัยติดต่อกันจริงๆ หรือแค่ความฝัน</p>

<h2>มิสเวิลด์ 2026 จัดที่ไหน ใครชนะ?</h2>
<p>การประกวดมิสเวิลด์ครั้งที่ 73 จัดขึ้น ณ <strong>ลานเอปริล 2nd สแควร์ เมืองญาจาง ประเทศเวียดนาม</strong> มีผู้เข้าแข่งขันรวม 111 คนจากทั่วโลก พิธีกรบนเวทีได้แก่ สเตฟาแนี เดล วาเย, ดาเนียล เมฆีอา และ เลือง ทุย ลินห์</p>
<p>ผู้ครองตำแหน่งคนก่อนอย่าง <strong>โอปัล สุชาตา ชวางศรี จากไทย</strong> เป็นผู้มอบมงกุฎให้ผู้ชนะคนใหม่ ซึ่งก็คือ <strong>โจเฮียร์รี่ โมลา โดมิงเกซ</strong> นางแบบ-ครู-ผู้สื่อข่าวและนักรณรงค์ชาวโดมินิกัน</p>

<h2>5 ตัวเก็งที่นักวิเคราะห์ฟันธงก่อนประกวด</h2>
<p>ก่อนวันประกาศผล สำนักวิเคราะห์เวทีนางงามชั้นนำอย่าง <strong>Missosology, Pageant Circle</strong> และ <strong>Sash Factor</strong> ต่างออก Hot Picks ของตัวเอง ดูว่าพวกเขาเลือกใคร และผลจริงเป็นอย่างไร</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>อันดับ (Missosology)</th>
      <th>ตัวแทน</th>
      <th>ประเทศ</th>
      <th>ผลจริง</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>1</td>
      <td>กาเบรียลา โบเตลโญ่</td>
      <td>บราซิล</td>
      <td>Top 12</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>2</td>
      <td>เอเชีย โรส ซิมป์สัน</td>
      <td>ฟิลิปปินส์</td>
      <td>Top 12</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>3</td>
      <td>อิกนาเซีย เฟร์นันเดซ</td>
      <td>ชิลี</td>
      <td>ไม่ติด Top 6</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>4</td>
      <td>ตามูโนโซเย การีบี-จอร์จ</td>
      <td>ไนจีเรีย</td>
      <td>Top 12</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>5</td>
      <td>เบาหง็อก เล เหงียน</td>
      <td>เวียดนาม (เจ้าภาพ)</td>
      <td>อันดับ 6</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>ผู้ชนะจริง</td>
      <td>โจเฮียร์รี่ โมลา โดมิงเกซ</td>
      <td>สาธารณรัฐโดมินิกัน</td>
      <td><strong>มิสเวิลด์ 2026</strong></td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h3>บราซิล: เต็งหนึ่งที่ไม่ชนะ</h3>
<p><strong>กาเบรียลา โบเตลโญ่</strong> จากบราซิลนำโด่งใน Missosology Hot Picks และ Sash Factor ต่างก็จัดให้เธออยู่ในกลุ่มตัวเก็งอย่างสม่ำเสมอ แต่สุดท้ายเธอไปได้แค่ Top 12 เท่านั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่เต็งหนึ่งพลาดหวัง เวทีนางงามโลกพิสูจน์อีกครั้งว่าการโหวตจริงคาดเดาได้ยากกว่าที่คิด</p>

<h3>ฟิลิปปินส์และไนจีเรีย: ติด Top 12 ตามคาด</h3>
<p><strong>เอเชีย โรส ซิมป์สัน</strong> จากฟิลิปปินส์และ <strong>ตามูโนโซเย การีบี-จอร์จ</strong> จากไนจีเรีย ทำผลได้ตามที่นักวิเคราะห์คาด ทั้งคู่ติด Top 12 แต่ก็หยุดอยู่แค่นั้น</p>

<h3>เวียดนามเจ้าภาพ: เซอร์ไพรส์ที่น่าชื่นใจ</h3>
<p>ในฐานะเจ้าภาพ <strong>เบาหง็อก เล เหงียน</strong> ได้รับแรงเชียร์มหาศาล และเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวัง — จบอันดับ 6 ซึ่งถือเป็นผลงานระดับที่ยอดเยี่ยมสำหรับนางงามเจ้าภาพ</p>

<h2>โดมินิกันพลิกโผ: ใครเห็นเธอมาก่อน?</h2>
<p>นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้ <strong>โจเฮียร์รี่ โมลา โดมิงเกซ</strong> ไม่ได้ติดอันดับ Top 5 ของ Missosology แต่ <strong>Pageant Circle</strong> เห็นชื่อเธอและจัดให้อยู่ใน Top 15 ของตัวเก็งก่อนประกวด นั่นหมายความว่าสำนักที่มองกว้างกว่าจับสัญญาณได้แม่นกว่า</p>
<p>โจเฮียร์รี่เป็นทั้งนางแบบ ครู ผู้สื่อข่าว และนักรณรงค์ — โปรไฟล์ที่หลากหลายและแข็งแกร่งในแบบที่เวทีมิสเวิลด์ให้คุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ</p>

<h3>สเปน: รองอันดับ 1 ที่ไม่มีใครคาดถึง</h3>
<p>อีกหนึ่งพลิกโผสำคัญคือ <strong>เอลิซาเบธ เรเนส จากสเปน</strong> คว้ารองอันดับ 1 ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในตัวเก็งอันดับต้นๆ ของสำนักวิเคราะห์ใดเลย ขณะที่ <strong>ตานูเซียร์ เชตตี้ จากมาเลเซีย</strong> คว้ารองอันดับ 2 พร้อมรางวัล Beauty with a Purpose — เธอเป็นอีกชื่อที่ Pageant Circle มองไว้ใน Top 15</p>

<h2>ไทยกับความฝันแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน</h2>
<p>ปี 2025 คือปีประวัติศาสตร์ <strong>โอปัล สุชาตา ชวางศรี</strong> กลายเป็นสาวไทยคนแรกที่คว้ามงกุฎมิสเวิลด์ในประวัติศาสตร์ 72 ปีของการประกวด โดยชนะที่เมืองไฮเดอราบาด อินเดีย สร้างกระแสความหวังว่าไทยอาจทำได้อีกครั้ง</p>
<p>ตัวแทนไทยในปี 2026 คือ <strong>กานต์ธีรา "น้ำผึ้ง" เตชะภัทรธนากุล</strong> ซึ่งได้รับการสวมมงกุฎมิสเวิลด์ไทยแลนด์ 2026 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2026 ที่ MCC Hall เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน กรุงเทพฯ</p>
<p>แต่ผลที่เกิดขึ้น น้ำผึ้ง <strong>ไม่สามารถผ่านเข้า Top 40</strong> ของการประกวดระดับโลกได้ ความฝันแชมป์ 2 สมัยติดต่อกันจึงต้องพับเก็บ แม้จะเจ็บปวด แต่โอปัลยังได้ยืนบนเวทีในฐานะผู้มอบมงกุฎ — นั่นก็เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่งดงามในแบบของตัวเอง</p>

<h2>ผลสมบูรณ์มิสเวิลด์ 2026: ใครอยู่ที่ไหน</h2>
<ul>
  <li><strong>มิสเวิลด์ 2026:</strong> โจเฮียร์รี่ โมลา โดมิงเกซ (สาธารณรัฐโดมินิกัน)</li>
  <li><strong>รองอันดับ 1:</strong> เอลิซาเบธ เรเนส (สเปน)</li>
  <li><strong>รองอันดับ 2:</strong> ตานูเซียร์ เชตตี้ (มาเลเซีย) — ผู้ชนะ Beauty with a Purpose</li>
  <li><strong>อันดับ 4:</strong> สนิต เตโวลเดเมดฮิน (เอริเทรีย)</li>
  <li><strong>อันดับ 5:</strong> โรมันดา ฮอมเบียร์ (แอฟริกาใต้)</li>
  <li><strong>อันดับ 6:</strong> เบาหง็อก เล เหงียน (เวียดนาม)</li>
  <li><strong>Top 12:</strong> กาเบรียลา โบเตลโญ่ (บราซิล), อินดิรา อัมปิโอต์ (ฝรั่งเศส), ตามูโนโซเย การีบี-จอร์จ (ไนจีเรีย), เอเชีย โรส ซิมป์สัน (ฟิลิปปินส์), อาดาห์ มูชิบิ (แซมเบีย)</li>
</ul>

<h2>บทเรียนจากการฟันธงมิสเวิลด์ 2026: แม่นแค่ไหน?</h2>
<p>ถ้าวัดกันแบบตรงๆ นักวิเคราะห์ทำได้ดีในระดับหนึ่ง — 3 ใน 5 ตัวเก็งของ Missosology ติด Top 12 แต่ <strong>ไม่มีใครทายถูกว่าโดมินิกันจะชนะ</strong> จากอันดับที่ไม่ได้อยู่ Top 5 ของ Missosology เลย</p>
<p>Pageant Circle ทำได้ดีกว่าในแง่ที่มองเห็นโดมินิกัน มาเลเซีย และฝรั่งเศสใน Top 15 ก่อนประกวด ซึ่งทั้งสามล้วนติดอยู่ในผลจริง นี่คือความแตกต่างของการมองกว้างกับการฟันธงแคบ</p>
<p>สรุปง่ายๆ คือ: <strong>การวิเคราะห์เวทีนางงามยังเป็นศิลปะมากกว่าวิทยาศาสตร์</strong> ตัวเก็งใหญ่อาจพลาด และม้านอกสายตาอาจโผล่มาพลิกโผได้เสมอ — นั่นแหละที่ทำให้เวทีนางงามยังน่าติดตามอยู่ทุกปี</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://www.pageantcircle.com/2026/09/final-results-miss-world-2026-is-joheirry-mola-from-the-dominican-republic.html">Pageant Circle — Final Results: Miss World 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.thestar.com.my/aseanplus/aseanplus-news/2026/09/05/namphueng-bids-for-thailands-second-straight-miss-world-crown-in-final">The Star — Namphueng bids for Thailand's second straight Miss World crown</a></li>
  <li><a href="https://news.tuoitre.vn/miss-world-2026-who-are-the-frontrunners-for-the-crown-103260831144938168.htm">Tuoi Tre News — Miss World 2026: Who are the frontrunners?</a></li>
  <li><a href="https://www.nationthailand.com/news/general/40066059">Nation Thailand — Miss World 2026</a></li>
  <li><a href="https://depor.com/en/us-live/who-won-the-miss-world-2026-crown-today-live-winner-and-beauty-pageant-results-nnda-nnrt-noticia/">Depor — Who won the Miss World 2026 crown?</a></li>
  <li><a href="https://www.pageantcircle.com/2026/09/miss-world-2026-final-top-15-favorites.html">Pageant Circle — Miss World 2026 Final Top 15 Favorites</a></li>
  <li><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Miss_World_2026">Wikipedia — Miss World 2026</a></li>
  <li><a href="https://kathmandupost.com/art-culture/2025/06/02/thailand-s-opal-suchata-chuangsri-crowned-miss-world-2025">Kathmandu Post — Thailand's Opal Suchata Chuangsri crowned Miss World 2025</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d926b7faf6.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a9d926b7faf6.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>AI กับเงินเดือนไทย 2569: 6 อาชีพที่ตัวเลขจริงบอกว่ากำลังหายไป และ 4 ที่กลับเติบโต</title>
            <link>https://prnewsplus.com/technology/4422-ai-กับเงินเดือนไทย-2569-6-อาชีพที่ตัวเลขจริงบอกว่ากำลังหายไป-และ-4-ที่กลับเติบโต</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/technology/4422-ai-กับเงินเดือนไทย-2569-6-อาชีพที่ตัวเลขจริงบอกว่ากำลังหายไป-และ-4-ที่กลับเติบโต</guid>
            <pubDate>Mon, 07 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ไอที / เทคโนโลยี</category>
            <description><![CDATA[แรงงานไทย 8.7 ล้านคนกำลังเผชิญผลกระทบจาก GenAI — แต่ไม่ใช่ทุกคนที่แพ้ บทความนี้เจาะตัวเลขจริงจาก NESDC และ TDRI ว่าอาชีพไหนกำลังหายไป อาชีพไหนเงินเดือนพุ่งแรง และ "Seniority Bias" คืออะไรที่คนจบใหม่ต้องรู้ด่วน...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>แรงงานไทย <strong>8.7 ล้านคน</strong> — หรือเกือบ 1 ใน 5 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ — กำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งที่ GenAI กำลังขีดใหม่ทุกวัน ตัวเลขจาก NESDC (สภาพัฒน์) ไตรมาส 1 ปี 2569 ชัดเจนว่าอาชีพเสี่ยงถูก AI แทนที่ไม่ใช่เรื่องอนาคตไกล แต่คือโลกของเงินเดือนในปัจจุบัน บางอาชีพกำลังหดตัว บางอาชีพกำลังพุ่ง และตรงกลางนั้นมีคนชนชั้นกลางกว่า 2.2 ล้านคนที่ต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้</p>

<h2>ตลาดแรงงานไทยไม่ได้ "หายไป" แต่กำลัง "แยกขั้ว"</h2>
<p>ข้อมูลจาก TDRI ที่วิเคราะห์ตลาดงานออนไลน์ช่วงปี 2567–2568 พบว่าความต้องการจ้างงานโดยรวมลดลง <strong>9.6%</strong> จาก 642,216 เหลือ 580,505 ตำแหน่ง ตัวเลขนี้ดูน่ากลัว แต่ซ่อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น</p>
<p>ความเป็นจริงคือ AI ไม่ได้ลบอาชีพออกทั้งก้อน แต่กำลังแยกคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่มีทักษะที่ AI ต้องการ "คนมากำกับ" กำลังได้รับพรีเมียมเงินเดือนก้าวกระโดด ขณะที่กลุ่มที่ทำงานซ้ำๆ เชิงกระบวนการกำลังถูกบีบออกจากตลาดอย่างเงียบๆ</p>
<p>RECRUITdee รายงานว่าเงินเดือนเฉลี่ยของไทยจะเพิ่มขึ้น <strong>4.7%</strong> ในปี 2569 แต่ตัวเลขนี้คือค่าเฉลี่ยที่ซ่อนความเหลื่อมล้ำมหาศาล เพราะผู้มีทักษะ AI/Digital จะได้รับพรีเมียมสูงกว่านั้นหลายเท่าตัว</p>

<h2>6 อาชีพเสี่ยงถูก AI แทนที่: ตัวเลขที่ต้องรู้</h2>

<h3>1. งานธุรการและเสมียน — เสี่ยง 73%</h3>
<p>กลุ่มนี้คืออันดับหนึ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด ความเสี่ยงถูกทดแทนอยู่ที่ <strong>73%</strong> และสิ่งที่ทำให้ช็อกยิ่งกว่าคือคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ถือวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปถึง 55.8% มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 36.5 ปี และส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล</p>
<p>พูดง่ายๆ คือนี่คือ "ชนชั้นกลางคอขวด" — คนที่เรียนมาเต็มที่ ทำงานมาเกือบ 10 ปี แต่กำลังถูกซอฟต์แวร์ AI แทนที่งานจัดเอกสาร ร่างอีเมล และประสานงานได้แบบไม่ต้องนอน</p>

<h3>2. พนักงานควบคุมเครื่องจักรในโรงงาน — เสี่ยง 68%</h3>
<p>ระบบออโตเมชันและ AI กำลังเข้ามาแทนงานซ้ำๆ เชิงกายภาพในไลน์การผลิต ความเสี่ยงอยู่ที่ <strong>68%</strong> และโรงงานสมัยใหม่ไม่ได้ต้องการคนกด Start อีกต่อไป แต่ต้องการคนที่อ่านค่าเซ็นเซอร์และตัดสินใจเชิงวิศวกรรมได้แทน</p>

<h3>3. แรงงานระดับพื้นฐานและงานบริการ — เสี่ยง 57–62% และกระทบ 3.2 ล้านคน</h3>
<p>กลุ่มอาชีพพื้นฐานมีความเสี่ยง <strong>62%</strong> ส่วนกลุ่มบริการและการขายอยู่ที่ <strong>57%</strong> ฟังดูน้อยกว่า แต่ในแง่จำนวนคน กลุ่มนี้มีผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดถึงกว่า <strong>3.2 ล้านคน</strong> เพราะเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในตลาดแรงงานไทย</p>

<h3>4. นักออกแบบกราฟิกระดับเริ่มต้น</h3>
<p>TDRI ระบุว่ากลุ่ม "กราฟิก" มีความเสี่ยงสูง เพราะโมเดล AI ด้านการออกแบบในปัจจุบันทำงานได้เร็วกว่า ราคาถูกกว่า และสเกลได้ไม่จำกัด งานที่เคยใช้เวลาเป็นชั่วโมงถูกลดเหลือไม่กี่วินาที จุดที่ Junior Designer ยังอยู่ได้คือการเข้าใจ "ทำไม" มากกว่าแค่ทำ "ให้สวย"</p>

<h3>5. โปรแกรมเมอร์ระดับเริ่มต้น — เสี่ยง 74.5%</h3>
<p>นี่คือตัวเลขที่ทำให้วงการ IT ต้องหยุดคิด รายงานของ Anthropic จัดให้โปรแกรมเมอร์มีความเสี่ยงสูงสุดอันดับ 1 ที่ <strong>74.5%</strong> ขณะที่ข้อมูล TDRI พบว่าความต้องการจ้างวิศวกรซอฟต์แวร์ในไทยลดลงแล้ว <strong>5.3%</strong></p>
<p>ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า <strong>"Seniority Bias"</strong> — องค์กรเลือกจ้างเฉพาะโปรแกรมเมอร์ที่มีประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป เพื่อให้มากำกับและตรวจสอบโค้ดที่ AI เขียน แทนที่จะจ้างเด็กจบใหม่มาฝึกตั้งแต่ต้น คนจบ CS ใหม่ๆ ปีนี้เจอสถานการณ์ที่ยากที่สุดในรอบทศวรรษ</p>

<h3>6. พนักงานขายและบริการทั่วไป</h3>
<p>สภาพัฒน์ประเมินว่า AI Agentic รุ่นใหม่กำลังอัตโนมัติงานที่มีลักษณะซ้ำๆ และเชิงกระบวนการ ตำแหน่งที่ไม่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจึงเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด — ตั้งแต่ Call Center ไปจนถึงพนักงานขายประกันที่ทำสคริปต์เดิมซ้ำวันแล้ววันเล่า</p>

<h2>4 อาชีพที่กำลังเติบโตท่ามกลางกระแส AI</h2>

<h3>1. AI Engineer / ML Engineer — เงินเดือนสูงถึง 150,000 บาท</h3>
<p>JobThai Salary Survey 2026 รายงานว่า AI Engineer ระดับกลางมีช่วงเงินเดือน 30,842–49,147 บาท แต่พอขึ้นไประดับ Mid-Senior ตัวเลขกระโดดไปที่ <strong>70,000–130,000 บาท</strong> ต่อเดือน และระดับ Lead/AI Architect ขึ้นไปได้ถึง <strong>100,000–150,000 บาท</strong></p>
<p>ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่ "ค่าตอบแทนสูง" แต่คือสัญญาณที่ตลาดกำลังบอกว่าคนที่สร้างและดูแล AI คือคนที่มีค่ามากที่สุดในยุคนี้</p>

<h3>2. Data Scientist / Data Engineer / Data Analyst</h3>
<p>อเด็คโก้รายงานว่า Data Scientist/Data Engineer มีเงินเดือนสูงถึง <strong>80,000 บาท</strong> ขณะที่ JobThai ระบุช่วงระดับกลางอยู่ที่ 30,528–45,862 บาท อุตสาหกรรมไอที เทคโนโลยี และดิจิทัลที่ใช้ประโยชน์จาก AI, Cloud Computing และ Data ยังคงเป็นกลุ่มที่เห็นการเติบโตด้านการจ้างงานชัดเจนที่สุดในปี 2569</p>

<h3>3. Cybersecurity Specialist</h3>
<p>ยิ่ง AI ฉลาดขึ้น ยิ่งต้องการคนดูแลความปลอดภัยมากขึ้น ความต้องการ AI Cybersecurity Specialist เพิ่มขึ้นสูงมาก โดยในไทย สาย Cloud Security, AI/ML และ Cybersecurity ถือเป็น highest-paying specializations ในวงการ Tech ไทย ด้วยช่วงเงินเดือน <strong>34,341–50,500 บาท</strong></p>
<p>แรงดัน PDPA และการ Adopt Cloud อย่างรวดเร็วของบริษัทไทยยิ่งเร่งความต้องการด้านนี้ให้พุ่งสูงกว่าที่ตลาดจะหาคนได้ทัน</p>

<h3>4. นักบัญชีวิชาชีพ / ผู้สอบบัญชี (CPA)</h3>
<p>นี่คือมุมที่หลายคนไม่คาดคิด TDRI ยืนยันว่างานบัญชีในไทยเติบโตถึง <strong>+7.1%</strong> และสัดส่วนที่ต้องการทักษะ AI มีเพียง 1.3% เหตุผลคือบัญชีเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย การตรวจสอบเชิงลึก และวิจารณญาณเชิงวิชาชีพ — สิ่งที่ AI ยังทดแทนไม่ได้ในระยะสั้น ใครเซ็นชื่อลงในงบการเงิน AI ไม่ได้รับผิดชอบแทนคุณได้</p>

<h2>เปรียบเทียบอาชีพเสี่ยง vs อาชีพเติบโต ปี 2569</h2>
<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>อาชีพ</th>
      <th>ทิศทาง</th>
      <th>ตัวเลขสำคัญ</th>
      <th>แหล่งข้อมูล</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td>งานธุรการ/เสมียน</td>
      <td>⬇️ เสี่ยงสูง</td>
      <td>เสี่ยง 73%, เงินเดือนเฉลี่ย 27,820 บาท</td>
      <td>NESDC</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>พนักงานโรงงาน</td>
      <td>⬇️ เสี่ยงสูง</td>
      <td>เสี่ยง 68%</td>
      <td>Nation Thailand</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>โปรแกรมเมอร์มือใหม่</td>
      <td>⬇️ เสี่ยงสูงสุด</td>
      <td>เสี่ยง 74.5%, ตำแหน่งลด 5.3%</td>
      <td>Anthropic / TDRI</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>งานบริการ/ขายทั่วไป</td>
      <td>⬇️ เสี่ยงสูง</td>
      <td>เสี่ยง 57%, กระทบ 3.2 ล้านคน</td>
      <td>NESDC</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>AI / ML Engineer</td>
      <td>⬆️ เติบโต</td>
      <td>70,000–150,000 บาท (Mid-Senior ขึ้นไป)</td>
      <td>Jobsdb / JobThai</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Data Scientist/Engineer</td>
      <td>⬆️ เติบโต</td>
      <td>สูงถึง 80,000 บาท</td>
      <td>Adecco</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Cybersecurity Specialist</td>
      <td>⬆️ เติบโต</td>
      <td>34,341–50,500 บาท, ขาดแคลนมาก</td>
      <td>JobThai</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>นักบัญชีวิชาชีพ (CPA)</td>
      <td>⬆️ เติบโต</td>
      <td>เติบโต +7.1%, ต้องการทักษะ AI เพียง 1.3%</td>
      <td>TDRI</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>Seniority Bias: วิกฤตเงียบของคนจบใหม่ปี 2569</h2>
<p>ปรากฏการณ์ที่ TDRI ตั้งชื่อว่า <strong>"Seniority Bias"</strong> คือหัวใจของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดแรงงานไทยตอนนี้ องค์กรไม่ต้องการจ้างคนมาเรียนรู้งานตั้งแต่ต้นอีกต่อไป แต่ต้องการคนที่สามารถ "ตรวจสอบความถูกต้อง" ของงานที่ AI ทำ และแก้ข้อผิดพลาดได้ทันที</p>
<p>ผลคือบัณฑิตจบใหม่เจอประตูที่ปิดแน่นขึ้น ขณะที่คนมีประสบการณ์ 3–5 ปีกลับกลายเป็นที่ต้องการมากกว่าเดิม แม้แต่ในสายงานที่เคยรับเด็กจบใหม่ได้ง่ายๆ อย่างโปรแกรมเมอร์</p>
<p>สภาพัฒน์ระบุว่าอัตราว่างงานปัจจุบันอยู่ที่ 0.94% หรือประมาณ 390,000 คน ตัวเลขดูต่ำ แต่ไม่ได้บอกเรื่องคุณภาพงาน — มีคนจำนวนมากที่ยังมีงานทำแต่ทักษะกำลังล้าสมัยเร็วกว่าที่เคยเป็น</p>

<h2>ทิศทางนโยบาย: Automation Tax ที่ไทยกำลังพิจารณา</h2>
<p>หนึ่งในการตอบสนองของภาครัฐที่น่าจับตาคือไทยกำลังพิจารณา <strong>"Automation Tax"</strong> หรือภาษีออโตเมชัน เพื่อนำเงินมาชดเชยและ Reskill แรงงานที่ได้รับผลกระทบจาก AI โดยตรง แนวคิดนี้สะท้อนว่าภาครัฐเริ่มตระหนักว่าตลาดแรงงานไม่สามารถปรับตัวได้เร็วพอด้วยตัวเอง</p>
<p>สำหรับแรงงานไทยในวันนี้ สิ่งที่ชัดที่สุดจากตัวเลขทั้งหมดคือ การ Reskill ไม่ใช่ทางเลือก — แต่คือกรมธรรม์ประกันชีวิตทางอาชีพของคุณเอง</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://tdri.or.th/2026/02/ai-job-market-disruption-and-impact/">TDRI — AI Job Market Disruption and Impact</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokpost.com/business/general/3260964/ai-growth-puts-87m-thai-jobs-at-risk">Bangkok Post — AI growth puts 8.7M Thai jobs at risk</a></li>
  <li><a href="https://www.nationthailand.com/news/general/40067312">Nation Thailand — AI Occupational Risk</a></li>
  <li><a href="https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220625">กรุงเทพธุรกิจ — ผลกระทบ AI ต่อตลาดแรงงานไทย</a></li>
  <li><a href="https://mgronline.com/business/detail/9690000080986">MGR Online — AI กับตลาดแรงงาน</a></li>
  <li><a href="https://www.marketingoops.com/reports/10-jobs-survive-falling-ai-era-thai-labor-market/">MarketingOops — 10 Jobs Survive in AI Era Thai Labor Market</a></li>
  <li><a href="https://www.adecco.com/th-th/news-events/salaryguide-2026-press-release">Adecco Thailand — Salary Guide 2026</a></li>
  <li><a href="https://hrmasia.com/thailand-floats-automation-tax-as-ai-puts-millions-of-jobs-at-risk/">HRM Asia — Thailand Floats Automation Tax</a></li>
  <li><a href="https://www.recruitdee.com/industry-insight/thailand-job-market-outlook-2026-ai-skills/">RECRUITdee — Thailand Job Market Outlook 2026</a></li>
  <li><a href="https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/ai-engineer-job">Jobsdb Thailand — AI Engineer Career Guide</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a999670c6692.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a999670c6692.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>Influencer Marketing ปี 2569: ทำไมแบรนด์ไทยที่จ่ายแพงสุดกลับได้ ROI ต่ำสุด</title>
            <link>https://prnewsplus.com/business/4418-influencer-marketing-ปี-2569-ทำไมแบรนด์ไทยที่จ่ายแพงสุดกลับได้-roi-ต่ำสุด</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/business/4418-influencer-marketing-ปี-2569-ทำไมแบรนด์ไทยที่จ่ายแพงสุดกลับได้-roi-ต่ำสุด</guid>
            <pubDate>Sun, 06 Sep 2026 11:00:01 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ธุรกิจ / การตลาด</category>
            <description><![CDATA[วิเคราะห์ข้อมูลจากเกือบ 7,000 แคมเปญใน APAC เผยความจริงที่แบรนด์ไทยไม่อยากได้ยิน — Nano Influencer ผู้ติดตามหลักพันให้ Engagement สูงกว่าเซเลบริตี้ล้านคนถึง 10 เท่า และวิธีวัด ROI ที่ผิดทำให้เงินหายไปเงียบๆ ถึง 34%...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>มีแบรนด์ไทยไม่น้อยที่จ่ายเงินหลักล้านจ้างเซเลบริตี้ แต่สุดท้ายได้ยอดขายกลับมาน้อยกว่าร้านเล็กๆ ที่ใช้งบหลักหมื่นจ้าง Influencer ผู้ติดตามแค่ห้าพัน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ — มันคือ Influencer Marketing ROI ไทย ที่ซ่อนกับดักไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือก KOL ไปจนถึงวิธีวัดผล และข้อมูลจากเกือบ 7,000 แคมเปญทั่ว APAC บอกว่าปัญหานี้เกิดขึ้นเป็นระบบ ไม่ใช่ความโชคร้ายของใครคนเดียว</p>

<h2>ตัวเลขเฉลี่ยที่โกหกคุณ</h2>
<p>ตลาด Influencer Marketing ในไทยมีมูลค่าราว <strong>94.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> และ ROI เฉลี่ยอยู่ที่ <strong>5.78 ดอลลาร์ต่อทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุน</strong> — ฟังดูน่าสนใจ แต่ตัวเลขนี้คือค่าเฉลี่ย และค่าเฉลี่ยซ่อนเรื่องสำคัญไว้เสมอ</p>
<p>แคมเปญที่ทำได้ดีที่สุดในกลุ่มนี้สร้างผลตอบแทนถึง <strong>18–20 ดอลลาร์ต่อทุก 1 ดอลลาร์</strong> ขณะที่แคมเปญที่วางแผนผิดพลาดได้กลับมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ คำถามคือ — แบรนด์ไทยส่วนใหญ่อยู่ฝั่งไหนของเส้นนี้?</p>
<p>รายงาน <strong>State of Influence in APAC 2026</strong> ของ AnyMind Group ที่วิเคราะห์จากเกือบ 7,000 แคมเปญในช่วง 3 ปี (ม.ค. 2566 – ธ.ค. 2568) ครอบคลุม 10 ตลาดใน APAC รวมถึงไทย พบภาพที่ชัดเจนมาก: แคมเปญที่เน้นผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพ (Performance-Driven) เพิ่มขึ้นจาก <strong>28.24% ในปี 2566 เป็น 42.47% ในปี 2568</strong> แสดงว่าแบรนด์ทั่วภูมิภาคเริ่มตื่นตัว แต่แบรนด์ไทยยังตามอยู่</p>

<h2>กับดัก "ยอดผู้ติดตาม" — หัวใจของ Influencer Marketing ROI ไทย ที่หายไป</h2>
<p>ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่คือ <em>วิธีคิดเรื่องขนาด</em> แบรนด์ไทยจำนวนมากยังเชื่อว่า Follower มากกว่า = ดีกว่า ทั้งที่ข้อมูลพูดตรงข้ามกันชัดเจน</p>
<p>Nano Influencers (ผู้ติดตาม 1,000–10,000 คน) มี Engagement Rate สูงสุดที่ <strong>4–10%</strong> ขณะที่ Macro influencers (100,000–1 ล้านคน) ร่วงลงมาเหลือ <strong>ต่ำกว่า 1–3%</strong> และในระดับ Mega/Celebrity ที่แบรนด์ไทยชอบจ้าง ตัวเลขยิ่งน่าใจหาย</p>
<p>ข้อมูลจาก Leap Amp ยิ่งทำให้ชัดขึ้น: Micro-influencers ให้ <strong>Cost per Engagement ที่ 0.20 ดอลลาร์</strong> เทียบกับ Macro-influencers ที่ <strong>0.33 ดอลลาร์ต่อ Engagement</strong> — ห่างกัน 65% ต่อหน่วย พูดง่ายๆ คือ ทุกบาทที่จ่ายให้ Macro ซื้อ Engagement ได้น้อยกว่า ทุกบาทที่จ่ายให้ Micro อย่างมีนัยสำคัญ</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>ระดับ Influencer</th>
      <th>จำนวนผู้ติดตาม</th>
      <th>Engagement Rate</th>
      <th>Cost/Engagement</th>
      <th>เหมาะกับ</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>Nano</strong></td>
      <td>1K–10K</td>
      <td>4–10%</td>
      <td>ต่ำสุด</td>
      <td>Conversion, Trust</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Micro</strong></td>
      <td>10K–100K</td>
      <td>2–7% (สูงสุดถึง 20%)</td>
      <td>ปานกลาง</td>
      <td>Sales, ROI</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Macro</strong></td>
      <td>100K–1M</td>
      <td>1–3%</td>
      <td>สูง</td>
      <td>Awareness</td>
    </tr>
    <tr>
      <td><strong>Mega/Celebrity</strong></td>
      <td>1M+</td>
      <td>ต่ำกว่า 1%</td>
      <td>สูงสุด</td>
      <td>PR, Status</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<h2>วิกฤต Fake Followers — ปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คิด</h2>
<p>นอกจากเรื่อง Engagement Rate แล้ว ยังมีระเบิดลูกที่สองรออยู่ การศึกษาร่วมของ Kantar และ IZEA ติดตาม Brand Manager กว่า <strong>3,800 รายใน 19 ตลาด</strong> พบว่าความกังวลเรื่อง Fake Influencers พุ่งขึ้นเป็น <strong>76%</strong></p>
<p>ที่น่ากลัวกว่านั้น คือ AI-generated synthetic influencer profiles ที่หลอกลวงแบรนด์ได้สำเร็จเพิ่มขึ้น <strong>91% year-over-year</strong> นั่นหมายความว่าแบรนด์ที่ไม่มีระบบตรวจสอบ อาจกำลังจ่ายเงินให้ผู้ติดตามปลอมและบอตโดยไม่รู้ตัว</p>
<p>แต่ Fake Followers เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ปัญหา "Audience ไม่ตรง" ก็ร้ายแรงไม่แพ้กัน ผู้บริโภคอายุ 18–34 ปีถึง <strong>55%</strong> เคยหยุดซื้อสินค้าจากแบรนด์เพราะไม่ตรงกับค่านิยมของตน และ <strong>80% ของผู้บริโภค</strong> ระบุว่า Influencer ที่ขาดความโปร่งใสทำลายความเชื่อมั่นในแบรนด์</p>

<h2>TikTok ครอง 66% — แต่แบรนด์ไทยใช้มันถูกทางหรือเปล่า?</h2>
<p>ข้อมูลจาก AnyMind เผยว่าในประเทศไทย <strong>TikTok ครองสัดส่วน 66%</strong> ของแคมเปญ Influencer ทั้งหมด — แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรม "Shoppertainment" ที่ทำให้เกิด Discovery, Engagement และ Sales ได้ในช่องทางเดียว</p>
<p>ฟังดูดี แต่ในไทยกลุ่ม Nano-influencers บน TikTok ยังสร้าง Engagement Rate สูงสุดอย่างสม่ำเสมอในทุกแพลตฟอร์ม สะท้อนว่าแม้แต่บนแพลตฟอร์มที่แมสที่สุด ผู้สร้างคอนเทนต์ขนาดเล็กยังเหนือกว่าในด้านการมีส่วนร่วม ถ้าแบรนด์ยังทุ่มงบกับ KOL ดังคนเดียวบน TikTok แทนที่จะกระจายงบไปยัง Nano creators หลายราย ก็กำลังเล่นเกมที่เสียเปรียบอยู่</p>
<p>หลายแคมเปญในไทยพบว่า Nano Influencer บน TikTok ให้ Engagement อยู่ที่ <strong>5–10%</strong> ซึ่งสูงกว่า Macro KOL ที่มักอยู่แถว 1–3% อย่างชัดเจน แบรนด์ SME จึงสามารถจ้าง Nano creators หลายรายด้วยงบเดียวกับที่ใช้จ้าง KOL ใหญ่เพียงรายเดียว</p>

<h2>วัดผลผิด = ROI หายไปเงียบๆ 34%</h2>
<p>นี่คือกับดักที่น้อยคนพูดถึง แต่ส่งผลใหญ่ที่สุด แบรนด์ไทยส่วนใหญ่วัดผลแบบ Last-click Attribution คือนับว่าใครคลิกสุดท้ายก่อนซื้อคือผู้ชนะ — แต่วิธีนี้มองไม่เห็น "การทำงานร่วมกัน" ของ Influencer หลายราย</p>
<p>แบรนด์ที่ใช้ <strong>Multi-touch Attribution Model</strong> รายงาน ROI ที่วัดได้สูงกว่าแบรนด์ที่ใช้ Last-click Attribution ถึง <strong>34%</strong> หมายความว่าบางส่วนของ "ROI ต่ำ" ที่แบรนด์บ่นกัน อาจเป็นแค่ภาพลวงตาจากวิธีวัดที่ผิด ไม่ใช่เพราะ Influencer ไม่ทำงาน</p>
<p>แนวทางที่ถูกต้องตามมาตรฐานปัจจุบันคือการใช้ <strong>UTM-tagged link เฉพาะสำหรับ Influencer แต่ละราย</strong> และ <strong>Promo Code เฉพาะราย</strong> เพื่อวัดผลการขายโดยตรง เครื่องมือทั้งสองให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการคำนวณ ROI จริง แทนการพึ่งพา Estimated Media Value ที่ตัวเลขสวยแต่ไม่มีความหมายเชิงพาณิชย์</p>

<h2>ทางออก: Community Economy + Performance Model</h2>
<p>สัญญาณเปลี่ยนกำลังมา ทั่วโลก <strong>80% ของงบ Creator</strong> ไหลไปสู่ Micro และ Nano creators แทนที่จะกระจุกอยู่กับ Influencer ชั้นนำเพียงไม่กี่ราย และ Micro &amp; Nano creators ขับเคลื่อนผลกระทบทางการตลาดมากกว่า <strong>40% ของ Impact รวม</strong> ทั้งหมดใน APAC</p>
<p>แบรนด์ไทยที่ก้าวนำอยู่แล้ว กำลังทำ 3 อย่างพร้อมกัน:</p>
<ul>
  <li><strong>กระจาย</strong> งบจาก KOL ดังรายเดียวไปยัง Nano creators หลายสิบราย ที่มี Community จริงในกลุ่มเป้าหมาย</li>
  <li><strong>วัดผล</strong> ด้วย UTM link และ Promo Code เฉพาะราย เพื่อรู้ว่าใครขายได้จริง</li>
  <li><strong>ตรวจสอบ</strong> คุณภาพ Audience ก่อนจ้าง ไม่ใช่แค่ดูจำนวน Follower</li>
</ul>
<p>Influencer Marketing ไม่ได้เปลี่ยนจากเครื่องมือสร้างการรับรู้ไปสู่เครื่องมือขายของโดยบังเอิญ มันคือทิศทางที่ข้อมูลจากเกือบ 7,000 แคมเปญชี้ไว้อย่างชัดเจน แบรนด์ที่เปลี่ยนวิธีคิดได้เร็วกว่า ได้เปรียบคู่แข่งที่ยังติดอยู่กับความงดงามของตัวเลขผู้ติดตาม</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://anymindgroup.com/news/press-release/im-report-2026">AnyMind Group – State of Influence in APAC 2026 (Press Release)</a></li>
  <li><a href="https://anymindgroup.com/report/im-report-2026">AnyMind Group – State of Influence in APAC 2026 (Full Report)</a></li>
  <li><a href="https://www.marketingoops.com/reports/industry-insight/anymind-influencer-marketing-thailand-trend/">Marketing Oops – AnyMind Influencer Marketing Thailand Trend</a></li>
  <li><a href="https://www.marketingoops.com/reports/industry-insight/influencer-marketing-2026/">Marketing Oops – Influencer Marketing 2026</a></li>
  <li><a href="https://solutions.buddyreview.co/post/thailand-influencer-marketing-report-2026">BuddyReview – Thailand Influencer Marketing Report 2026</a></li>
  <li><a href="https://influee.co/blog/influencer-marketing-statistics">Influee – Influencer Marketing Statistics</a></li>
  <li><a href="https://www.hypelive.io/en/blog/nano-influencer-roi-thailand-2026">HypeLive – Nano Influencer ROI Thailand 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.tanke.fr/en/macro-vs-micro-influencers-2025/">Tanke – Macro vs Micro Influencers</a></li>
  <li><a href="https://www.amraandelma.com/influencer-fraud-statistics/">Amra &amp; Elma – Influencer Fraud Statistics</a></li>
  <li><a href="https://www.digitalapplied.com/blog/influencer-marketing-statistics-2026-data-points">Digital Applied – Influencer Marketing Statistics 2026</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a98491f8a8ea.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a98491f8a8ea.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
        <item>
            <title>All-New Mitsubishi Pajero 2026: ตำนานคืนชีพจากแหลมฉบัง สู่สมรภูมิ PPV ที่ดุเดือดที่สุดในรอบทศวรรษ</title>
            <link>https://prnewsplus.com/automotive/4416-all-new-mitsubishi-pajero-2026-ตำนานคืนชีพจากแหลมฉบัง-สู่สมรภูมิ-ppv-ที่ดุเดือดที่สุดในรอบทศวรรษ</link>
            <guid isPermaLink="true">https://prnewsplus.com/automotive/4416-all-new-mitsubishi-pajero-2026-ตำนานคืนชีพจากแหลมฉบัง-สู่สมรภูมิ-ppv-ที่ดุเดือดที่สุดในรอบทศวรรษ</guid>
            <pubDate>Sat, 05 Sep 2026 11:00:02 +0700</pubDate>
            <dc:creator>PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส</dc:creator>
            <category>ยานยนต์</category>
            <description><![CDATA[Pajero หายหน้าไป 5 ปี กลับมาพร้อมเครื่อง 2.4L VGT 204 แรงม้า ระบบ S-AWC และโครงสร้าง Ladder Frame เปิดตัว World Premiere 2 กันยายน 2569 ผลิตในไทยที่แหลมฉบัง พร้อมส่งมอบแก่ลูกค้าไทยก่อนใคร ราคาคาดการณ์ 1.6–1.95 ล้านบาท...]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>7 ปีที่หายหน้าไปจากโลก — <strong>Mitsubishi Pajero 2026</strong> คืนชีพในวันที่ 2 กันยายน 2569 ด้วยการเปิดตัว World Premiere อย่างเป็นทางการ พร้อมยืนยันว่าไทยคือประเทศแรกในโลกที่จะได้รับและส่งมอบรถรุ่นนี้สู่มือลูกค้า โดยผลิตจากโรงงานแหลมฉบัง ราคาคาดการณ์อยู่ที่ 1.6–1.95 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า Pajero Sport รุ่นปัจจุบันที่เริ่มต้น 1.2 ล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ</p>

<h2>ตำนานที่หยุดหายใจ — แล้วกลับมาหายใจอีกครั้ง</h2>
<p>Pajero รุ่นสุดท้ายหยุดสายการผลิตทั่วโลกในปี 2021 ทิ้งช่องว่างไว้ในใจแฟนรถออฟโรดหลายล้านคน นั่นคือ 5 ปีที่ตลาด PPV ดำเนินต่อไปโดยไม่มีชื่อนี้ติด Top 5</p>
<p>แต่แล้วในเช้าวันที่ 2 กันยายน 2569 มิตซูบิชิก็ยิงสัญญาณกลับมา ไม่ใช่แค่การรีแบรนด์ หากเป็นการ "สร้างใหม่" อย่างจริงจัง — เครื่องยนต์ใหม่ ระบบขับเคลื่อนใหม่ และแชสซีที่ยืนหยัดในแนวทางออฟโรดสายพันธุ์แท้</p>
<p>ที่สำคัญ มิตซูบิชิเลือกไทยเป็นฐานผลิตที่โรงงานแหลมฉบัง และตั้งธงให้ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่เริ่มจำหน่ายและส่งมอบรถในช่วงเดือนตุลาคม 2569 นี้</p>

<h2>สเปกของ Mitsubishi Pajero 2026: ตัวเลขที่ต้องจำ</h2>
<p>หัวใจของ All-New Pajero คือเครื่องยนต์รหัส <strong>4N16 ดีเซล 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 2.4 ลิตร (2,442 ซีซี)</strong> พ่วงระบบ Single Variable-Geometry Turbocharger (VGT) ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ที่ 1,750–2,500 รอบ/นาที</p>
<p>480 นิวตันเมตรในรอบต่ำขนาดนี้ หมายความว่ารถลากจูงหรือฝ่าโคลนได้โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่งแรงเลย เหมือนมีช้างแรงๆ นั่งอยู่ใต้ฝากระโปรง</p>
<p>จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ <strong>8 จังหวะ</strong> พร้อม Sport Mode และ Sequential Shift ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน <strong>S-AWC (Super All Wheel Control)</strong> แบบ Full-Time 4WD ซึ่งผสานการควบคุมการเร่ง เลี้ยว และเบรกไว้ในระบบเดียว</p>
<p>บนพื้นฐานโครงสร้างแบบ <strong>Ladder Frame</strong> (โครงบันได) ที่แข็งแกร่งกว่า Monocoque ของ SUV ทั่วไป และยังมีระบบ <strong>Super Select 4WD-II (SS4-II)</strong> สำหรับสลับโหมดขับเคลื่อนตามสภาพเส้นทาง</p>
<p>ขนาดตัวรถก็ไม่ยิ้ย: <strong>ยาว 4,920 มม. กว้าง 1,925 มม. สูง 1,910 มม.</strong> — ใหญ่กว่าคู่แข่งหลักในตลาดแทบทุกรุ่น</p>

<h2>Pajero ใหม่ vs คู่แข่ง 3 ราย: เปรียบเทียบแบบตัวเลขต่อตัวเลข</h2>
<p>ก่อนตัดสินใจ ลองวางทุกอย่างบนโต๊ะเดียวกัน:</p>

<table>
  <thead>
    <tr>
      <th>รุ่น</th>
      <th>เครื่องยนต์</th>
      <th>กำลัง/แรงบิด</th>
      <th>ระบบขับเคลื่อน</th>
      <th>ราคาเริ่มต้น</th>
    </tr>
  </thead>
  <tbody>
    <tr>
      <td><strong>All-New Pajero 2026</strong></td>
      <td>2.4L VGT Diesel</td>
      <td>204 แรงม้า / 480 Nm</td>
      <td>S-AWC Full-Time 4WD + SS4-II</td>
      <td>~1.60–1.95 ล้าน (คาดการณ์)</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Toyota Fortuner GR Sport</td>
      <td>2.8L Diesel</td>
      <td>—</td>
      <td>4WD</td>
      <td>~1,351,000 บาท</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Ford Everest Platinum</td>
      <td>3.0L V6 Diesel</td>
      <td>—</td>
      <td>4WD</td>
      <td>~1,299,000 บาท</td>
    </tr>
    <tr>
      <td>Isuzu MU-X</td>
      <td>3.0L Diesel</td>
      <td>—</td>
      <td>4WD</td>
      <td>1,119,000 บาท</td>
    </tr>
  </tbody>
</table>

<p>สิ่งที่ทำให้ Pajero แตกต่างชัดที่สุดคือ <strong>S-AWC</strong> — ระบบที่ไม่มีในคู่แข่งรุ่นใดในตลาดราคาใกล้เคียง มันทำงานโดยกระจายแรงบิดไปยังล้อที่มีแรงยึดเกาะดีที่สุดในทุกสภาวะแบบเรียลไทม์ ต่างจากระบบ 4WD ทั่วไปที่แค่ "ล็อก" การส่งกำลัง</p>
<p>แลกมาด้วยราคาที่สูงกว่าคู่แข่งทุกรุ่นที่กล่าวถึง ซึ่งถือเป็นคำถามสำคัญสำหรับผู้ซื้อ</p>

<h2>สมรภูมิ PPV ไทยปี 2569: ใครครองตลาด?</h2>
<p>ยอดขาย SUV-PPV เดือนกรกฎาคม 2569 รวม <strong>3,005 คัน</strong> โดย Toyota Fortuner ยังนำโด่งด้วย 892 คัน หรือคิดเป็น <strong>29.7% ของตลาด</strong> ตามด้วย Isuzu MU-X 752 คัน (25.0%) และ Ford Everest 504 คัน (16.8%)</p>
<p>ภาพรวมทั้งปี 2568 ชัดขึ้นอีก: ยอดรวม 43,919 คัน Fortuner คว้า 14,656 คัน (33.4%) ส่วน GWM TANK 300 ติด Top 3 ด้วย 7,563 คัน (17.2%) — นี่คือสัญญาณว่า <strong>แบรนด์จีนไม่ได้มาเล่นๆ</strong> อีกต่อไป</p>
<p>Pajero Sport รุ่นปัจจุบัน (ซึ่งเริ่ม 1.2 ล้านบาท) ไม่ติด Top 4 ของปี 2568 เลย ซึ่งหมายความว่า All-New Pajero 2026 ต้องพิสูจน์ตัวเองในตลาดที่แข่งขันสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา</p>

<h2>จีนรุกคืบ — บีบค่ายญี่ปุ่นจากทุกด้าน</h2>
<p>ในปี 2568 Toyota ยังครองตลาดรถยนต์ไทยโดยรวมด้วย 227,051 คัน (ราว 37.5% ของตลาด) ตามด้วย Honda 71,512 คัน และ Isuzu 65,363 คัน ดูเผินๆ ญี่ปุ่นยังแข็งแกร่ง</p>
<p>แต่ในกลุ่ม PPV โดยเฉพาะ GWM TANK 300 แทรกตัวเข้า Top 5 อย่างถาวรและ TANK 500 กำลังเดินหน้าในตลาดระดับพรีเมียม สงครามราคาและสงครามฟีเจอร์กำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ในภาพใหญ่ สนามรบปี 2569 วัดกันที่ EV และ PHEV ด้วย — จุดที่ญี่ปุ่นยังต้องการเวลาปรับตัว ขณะที่จีนมาถึงก่อนแล้ว</p>

<h2>Pajero ใหม่คุ้มไหม? มองจากมุมผู้ซื้อจริง</h2>
<p>คำถามนี้ตอบได้จากสองมุม: ถ้าคุณใช้รถในเมืองเป็นหลัก Fortuner GR Sport หรือ Everest Platinum ราคาถูกกว่าและดูแลง่ายกว่าอาจตอบโจทย์มากกว่า</p>
<p>แต่ถ้าคุณต้องการรถที่ <strong>ออฟโรดได้จริง ปลอดภัยบนทุกพื้นผิว และมีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งทุกรุ่น</strong> — S-AWC + Ladder Frame + SS4-II ของ Pajero คือชุดเทคโนโลยีที่ไม่มีรุ่นอื่นในราคา 1.6–1.95 ล้านมอบให้ได้</p>
<p>การที่ผลิตในไทยและไทยเป็นตลาดส่งมอบแรกของโลก ยังหมายถึงอะไหล่และศูนย์บริการที่น่าจะพร้อมรองรับได้เร็วกว่ารถนำเข้าจากที่อื่น</p>
<p>ราคาจริงยังไม่ประกาศ — แต่ถ้าตัวเลข 1.6–1.95 ล้านบาทเป็นจริง Pajero จะไม่ได้แข่งกับ Fortuner ธรรมดา หากแข่งกับ Everest Platinum และ GWM TANK 500 ในฐานะ "PPV พรีเมียม" โดยตรง</p>

<h3>แหล่งอ้างอิง</h3>
<ul>
  <li><a href="https://autolifethailand.tv/all-new-mitsubishi-pajero-world-premiere-japan-2026/">Autolife Thailand — All-New Mitsubishi Pajero World Premiere 2026</a></li>
  <li><a href="https://autolifethailand.tv/sales-report-suv-ppv-july-2026/">Autolife Thailand — ยอดขาย SUV-PPV กรกฎาคม 2569</a></li>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2956796">ไทยรัฐ — ข่าวยานยนต์ 2956796</a></li>
  <li><a href="https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2957020">ไทยรัฐ — ข่าวยานยนต์ 2957020</a></li>
  <li><a href="https://www.superbikemag.com/all-new-mitsubishi-pajero-2026-official-launch-specs/">Superbike Magazine — All-New Mitsubishi Pajero 2026 Official Specs</a></li>
  <li><a href="https://autolifethailand.tv/sales-report-suv-ppv-thailand-overall-2025/">Autolife Thailand — ยอดขาย SUV-PPV ไทยรวมปี 2568</a></li>
  <li><a href="https://www.mitsubishi-motors.com/en/newsroom/newsrelease/2026/20260902_1.html">Mitsubishi Motors — Newsroom Official Release 2 Sep 2026</a></li>
  <li><a href="https://www.headlightmag.com/2026-mitsubishi-pajero-world-premiere-launch">Headlight Magazine — 2026 Mitsubishi Pajero World Premiere Launch</a></li>
  <li><a href="https://www.car250.com/sale-th-2026-01.html">Car250 — ยอดขายรถยนต์ไทย 2569</a></li>
</ul>]]></content:encoded>
            <media:content url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a98491fb40bb.webp" medium="image"/>
            <enclosure url="https://prnewsplus.com/uploads/auto/2026-09/auto_6a98491fb40bb.webp" type="image/jpeg" length="0"/>
        </item>
    </channel>
</rss>
