Naturenix – Yamada Shokai Holding – Leave a Nest
ผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ 3 นาที ดันยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในอาเซียน
โตเกียว / ไทย – Leave a Nest Co., Ltd. และกลุ่มบริษัทในเครือ (“Leave a Nest Group”) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Naturenix Inc. และ Yamada Shokai Holding Co., Ltd. เพื่อร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟแบบรวดเร็วสำหรับยานพาหนะขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ ภายในงาน Hyper Interdisciplinary Conference Thailand 2026 ซึ่งจัดโดย Leave a Nest Singapore Pte. Ltd.
ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีชาร์จไฟความเร็วสูง 3 นาที ไปใช้งานในสังคมจริง รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ (Electric Two-Wheelers) ซึ่งถือเป็นพาหนะหลักของประชาชนในภูมิภาคอาเซียน
ตอบโจทย์ความท้าทายของอาเซียน
ในหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักในการเดินทางและประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนพลังงานโลก ได้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน อุปสรรคสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ได้แก่ ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็ว
ในสภาพอากาศร้อน และระยะเวลาชาร์จไฟที่ใช้เวลาหลายชั่วโมง
Naturenix Inc. สตาร์ทอัพ Deep Tech จากญี่ปุ่น ได้พัฒนาเทคโนโลยีชาร์จไฟเร็วพิเศษ
ภายใต้ชื่อ “3minGo™” ที่สามารถชาร์จไฟได้ภายในเวลาเพียง 3 นาที พร้อมแบตเตอรี่ความทนทานสูง
รองรับการชาร์จและคายประจุได้มากกว่า 20,000 รอบ โดยดำเนินความร่วมมือด้านนวัตกรรมแบบเปิด
กับบริษัทชั้นนำ อาทิ Toshiba Corporation และ Toyota Iron Works Co., Ltd.
ก่อนหน้านี้ Naturenix ยังได้ลงนามความร่วมมือกับ Tatsuno Corporation ผ่านบริษัทลูกในประเทศไทย
เพื่อเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชาร์จไฟ 3 นาทีสำหรับยานยนต์ขนาดเล็ก โดยเริ่มต้นโครงการในประเทศไทยเป็นแห่งแรก
ผสานเทคโนโลยีกับโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค
Yamada Shokai Holding Co., Ltd. บริษัทโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 120 ปีในเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินธุรกิจด้านระบบแก๊ส น้ำ งานก่อสร้าง และการปรับปรุงอาคาร ภายใต้แนวคิด “Resilience” เพื่อสนับสนุนสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองบริษัทจะผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของ Naturenix เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการติดตั้ง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของ Yamada Shokai Holding เพื่อสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จสำหรับยานยนต์ขนาดเล็กในภูมิภาคอาเซียน
โดยตั้งเป้าทดลองโครงการต้นแบบ (Proof of Concept – PoC) ในประเทศเวียดนามภายในปี 2026 ผ่านศักยภาพการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในเครือ และหากประสบความสำเร็จ จะขยายการดำเนินงานสู่เวียดนาม ญี่ปุ่น และประเทศอาเซียนอื่น ๆ อาทิ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
เดินหน้าสู่ความร่วมมือระยะยาว
ทั้งสองบริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบสถานะธุรกิจ (Due Diligence) เพื่อจัดตั้งความร่วมมือด้านเงินทุนและธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสรุปภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการลงทุนและการขยายโครงการในระยะกลางและระยะยาว
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นโครงการแรกของ Leave a Nest Group ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพเข้ากับบริษัทโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงระบบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และสะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรในการผลักดัน “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความสุขของมนุษยชาติ”
เกี่ยวกับ Naturenix
Naturenix Inc. ดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจ “Power the World” มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานระดับโลก ผ่านแพลตฟอร์มพลังงานยุคใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่และการชาร์จไฟความเร็วสูง โดยใช้ข้อมูลการใช้งานแบตเตอรี่จริงร่วมกับ AI เพื่อพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่แบบเปิด บริการ “3minGo™”
ช่วยลดระยะเวลาการชาร์จและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์และระบบกักเก็บพลังงาน
เกี่ยวกับ Yamada Shokai Holding
Yamada Shokai Holding Co., Ltd. ก่อตั้งในปี 1906 ดำเนินธุรกิจออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบแก๊ส น้ำ ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และโทรคมนาคม พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ อาทิ Digital Transformation ผ่านเทคโนโลยีโดรน และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก เพื่อขยายองค์ความรู้โครงสร้างพื้นฐานจากญี่ปุ่นสู่ระดับสากล
เกี่ยวกับ Leave a Nest
Leave a Nest Co., Ltd. ก่อตั้งในปี 2002 ดำเนินธุรกิจภายใต้โมเดล “Knowledge Manufacturing” เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่จากการผสานองค์ความรู้ของนักวิจัยและองค์กรทั่วโลก ปัจจุบันมีบริษัทในเครือในสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้แพลตฟอร์มองค์ความรู้ระดับโลกในการแก้ไขปัญหาสำคัญของสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน