PR+
NEWSPLUS
Business & Lifestyle News
0%
Advertisement
บทความบรรณาธิการ ธุรกิจ / การตลาด

เวียดนาม vs ไทย: เปรียบ 6 อุตสาหกรรม ใครดึงนักลงทุนต่างชาติได้เหนือกว่า?

NEW
PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส กองบรรณาธิการ
27 สิงหาคม 2569 18:00 น. อ่าน 6 นาที
13
เวียดนาม vs ไทย: เปรียบ 6 อุตสาหกรรม ใครดึงนักลงทุนต่างชาติได้เหนือกว่า?
PRNEWSPLUS.COM

สรุปเนื้อหา

เวียดนาม vs ไทย: ศึกชิงนักลงทุนต่างชาติที่ดุเดือดที่สุดในอาเซียน ปี 2569 เวียดนามโตแรง 8.02% ดึง FDI ได้ถึง 38,400 ล้านดอลลาร์ และกำลังจะแซง GDP ไทยเป็นครั้งแรก แต่เรื่องราวที่แท้จริงของการแข่งขันดึงนักลงทุนต่างชาติระหว่างสองประเทศนี้ลึกกว่านั้นมาก เพราะไม่มีประเทศไหน "ชนะ"...

เวียดนาม vs ไทย: ศึกชิงนักลงทุนต่างชาติที่ดุเดือดที่สุดในอาเซียน

ปี 2569 เวียดนามโตแรง 8.02% ดึง FDI ได้ถึง 38,400 ล้านดอลลาร์ และกำลังจะแซง GDP ไทยเป็นครั้งแรก แต่เรื่องราวที่แท้จริงของการแข่งขันดึงนักลงทุนต่างชาติระหว่างสองประเทศนี้ลึกกว่านั้นมาก เพราะไม่มีประเทศไหน "ชนะ" ทุกสนามพร้อมกัน

ลองแยกสนามทีละอุตสาหกรรม แล้วจะเห็นว่าแต่ละฝ่ายถือไพ่ต่างกันคนละใบ

ภาพรวม FDI: ตัวเลขใหญ่ ความจริงต่างกัน

เวียดนามดึง FDI ได้ 38,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ขณะที่ไทยทำ FDI ที่เบิกจ่ายจริงได้ราว 18,800 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียวกัน ดูเหมือนเวียดนามนำโด่ง

แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือ BOI ไทยรับคำขอส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3,370 โครงการ มูลค่า 1.876 ล้านล้านบาท ในปี 2568 นำโดยดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งบอกว่าเงินกำลังจะเดินทางเข้าไทยในปริมาณมหาศาล แค่ยังไม่ได้เบิกจ่ายจริง

ที่น่าตกใจอีกข้อ คือไทยเองเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนามด้วย โดยมีโครงการสะสมเกือบ 800 โครงการ มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งสองประเทศจึงเป็นทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนกันในเวลาเดียวกัน

เปรียบ 6 อุตสาหกรรม: ใครได้เปรียบในสนามไหน

อุตสาหกรรม ไทย เวียดนาม ผู้ได้เปรียบ
เซมิคอนดักเตอร์/อิเล็กทรอนิกส์ กำลังไล่กวด ฐานผลิตใหม่ระดับโลก 🇻🇳 เวียดนาม
ยานยนต์/EV ฐานผลิตเบอร์ 1 อาเซียน กำลังเติบโต 🇹🇭 ไทย
ดาต้าเซ็นเตอร์/ดิจิทัล ฮับภูมิภาค กำลังพัฒนา 🇹🇭 ไทย
การผลิตเพื่อส่งออก โครงสร้างพื้นฐานดี ต้นทุนต่ำ/ส่งออกสูงกว่า 🇻🇳 เวียดนาม
พลังงานสะอาด นโยบายชัดเจน ลงทุนเร็ว เสมอกัน
การท่องเที่ยว ปริมาณสูงกว่า แต่มีปัญหาภาพลักษณ์ โมเมนตัมแรง 🇹🇭 ไทย (ระยะสั้น)

1. เซมิคอนดักเตอร์ & อิเล็กทรอนิกส์ — เวียดนามได้เปรียบ

เวียดนามไม่ได้แค่ "เริ่มต้น" ในวงการชิป แต่กำลังก้าวข้ามขั้นเริ่มต้นไปแล้ว Amkor Technology เปิดโรงงานบรรจุภัณฑ์และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ที่บั๊กนิญตั้งแต่ปี 2566 พร้อมแผนลงทุนรวมราว 1,600 ล้านดอลลาร์ ส่วน Hana Micron ก็ขยายงานด้านบรรจุภัณฑ์และทดสอบชิปภายใต้แผนลงทุน 930 ล้านดอลลาร์ผ่านปี 2569

ยุทธศาสตร์ที่น่าจับตาคือการตั้งเป้าฝึกบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ 50,000 คนภายในปี 2573 แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญออกแบบชิปและวิจัย 15,000 คน และแรงงานสายผลิต-ทดสอบอีก 35,000 คน ซึ่งเป็นการวางรากฐานระยะยาวชัดเจน

ไทยไม่ได้นิ่งดูดาย BOI ประกาศยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในเดือนมกราคม 2569 ตั้งเป้าเม็ดเงินมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 พร้อมพัฒนาบุคลากรกว่า 230,000 คน แต่ในเชิงโมเมนตัมปัจจุบัน เวียดนามนำอยู่

2. ยานยนต์ & EV — ไทยครองแชมป์ชัดเจน

ในสนามนี้ไทยแทบไม่มีคู่แข่ง กำลังการผลิตยานยนต์ต่อปีเกิน 1.8 ล้านคัน พร้อมซัพพลายเชนจากค่าย OEM ญี่ปุ่นที่ฝังรากลึกมาหลายทศวรรษ เปรียบเหมือนเมืองที่มีถนน ท่อน้ำ และไฟฟ้าพร้อมหมดแล้ว บริษัทใหม่แค่มาเสียบปลั๊กได้เลย

นโยบาย EV ก็ชัดเจน EV Board อนุมัติแพ็กเกจ EV 3.5 สำหรับปี 2567–2570 ภายใต้เป้าหมาย 30@30 ที่ต้องการให้ยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 30% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 นั่นคือ 725,000 คันต่อปี

เวียดนามกำลังเติบโต แต่กำลังการผลิตในประเทศแตะเพียง 388,500 คันในปี 2567 แม้จะโตขึ้น 27% จากปีก่อน แต่ยังห่างจากไทยอีกมาก

3. ดาต้าเซ็นเตอร์ & ดิจิทัล — ไทยเป็นฮับ

ตัวเลขนี้น่าตกตะลึง ในปี 2568 เพียงปีเดียว BOI ได้รับคำขอลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 728,000 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าการลงทุนรวมทั้งปี 2567 ที่ 98,539 ล้านบาท ถึง 7 เท่า และในปี 2569 BOI อนุมัติ 6 โครงการขนาดใหญ่มูลค่ารวมราว 958,000 ล้านบาท นำโดย TikTok System (Thailand)

เหตุผลที่ Amazon, Google, Microsoft และ TikTok เลือกไทยคือที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในใจกลางอาเซียน ทำให้เข้าถึงตลาดเวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา ได้ด้วยความหน่วงต่ำ เป็นเหมือนสนามบินฮับที่ทุกสายการบินอยากบินผ่าน

4. การผลิตเพื่อส่งออก — เวียดนามแข็งแกร่งกว่า

ยอดส่งออกรวมของเวียดนามในปี 2568 แตะ 475,000 ล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างไทยที่ 339,600 ล้านดอลลาร์ไปพอสมควร ขณะที่ FDI ที่ลงทะเบียนใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำได้ถึง 15,200 ล้านดอลลาร์ โดยภาคการผลิตยังครองสัดส่วนหลัก

แต้มเด่นของเวียดนามคือต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า บวกกับ FTA 17 ฉบับที่เปิดตลาดต่างประเทศให้กว้างขวาง รูปแบบนี้เหมาะกับบริษัทที่ต้องการฐานผลิตส่งออกสินค้าปริมาณสูงในราคาแข่งขันได้

อ่านต่อเรื่องนี้เวียดนาม vs มาเลเซีย: 2 คู่แข่ง FDI ที่ไทยมองข้ามไม่ได้

ไทยยังแข็งแกร่งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ คำขอลงทุนในปี 2568 ครอบคลุมทั้งอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ชิ้นส่วนยานยนต์ แปรรูปอาหาร และปิโตรเคมี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

5. พลังงานสะอาด — คู่กัดที่สูสีที่สุด

นี่คือสนามที่ยังไม่มีผู้ชนะชัดเจน ไทยวางนโยบายพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ EV เกษตรกรรม และเวลเนสเป็น 5 เสาหลักการเติบโตในปี 2569 อย่างเป็นระบบ ส่วนเวียดนามกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดในความเร็วสูง ใครจะออกหน้าในระยะกลางยังต้องติดตาม

6. การท่องเที่ยว — ไทยนำแต่โมเมนตัมเวียดนามน่ากลัว

ตัวเลขปี 2568 บอกชัด ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคน เทียบกับเวียดนามที่เกือบ 22 ล้านคน ไทยยังนำโด่ง แต่เวียดนามโต 20.4% จากปีก่อน ขณะที่ไทยกลับหด 7.23%

ที่น่ากังวลสำหรับไทยคือภาพลักษณ์ด้านค่าย scammer ที่กระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของทั้งสองประเทศ ฝั่งเวียดนามมีนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นมากกว่า 25% ของยอดรวม และกำลังเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มมองหาจุดหมายทางเลือก

สรุป: ไม่มี "ผู้ชนะ" แต่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับแต่ละธุรกิจ

สำหรับนักลงทุนที่กำลังตัดสินใจ สิ่งที่งานวิจัยชี้ไว้ชัดคือ เวียดนามเหมาะสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก อุตสาหกรรมที่ไวต่อต้นทุน และเซมิคอนดักเตอร์ระดับเริ่มต้น ส่วนไทยเป็นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการกระจายสินค้าระดับภูมิภาค ดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงยานยนต์และ EV

มุมมองที่น่าสนใจที่สุดสำหรับ SME คือคำถามอาจไม่ใช่ "เวียดนาม vs ไทย" เลย แต่เป็น "เวียดนาม + ไทย" — ใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตต้นทุนต่ำ และใช้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และกระจายสินค้าในภูมิภาค

เพราะในโลกที่ supply chain กำลังถูก reconfigure ใหม่หลังยุค China+1 การเล่นไพ่ทั้งสองใบอาจให้ผลตอบแทนดีกว่าการพนันทุกอย่างกับประเทศเดียว

แหล่งอ้างอิง

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 ปี 2569 เวียดนามแซง GDP ไทยจริงหรือไม่?

เวียดนามมี GDP ตามราคาปัจจุบันแตะ 514,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 จากการเติบโต 8.02% และคาดว่าจะแซงหน้าไทยในแง่ GDP ตามราคาตลาดในปี 2569 ซึ่งจะทำให้เวียดนามขึ้นเป็นเศรษฐกิจอาเซียนอันดับ 3

2 ไทยลงทุนในเวียดนามด้วยหรือเปล่า?

ใช่ ไทยเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ในเวียดนาม โดยมีโครงการสะสมเกือบ 800 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ทั้งสองประเทศเป็นทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนกัน

3 ทำไมบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกถึงเลือกไทยสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์?

ที่ตั้งของไทยในใจกลางอาเซียนช่วยให้เข้าถึงตลาดเวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมาด้วยความหน่วงต่ำ ในปี 2568 BOI รับคำขอลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 36 โครงการ มูลค่ากว่า 728,000 ล้านบาท จากบริษัทอย่าง Amazon, Google, Microsoft และ TikTok

4 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสองประเทศต่างกันอย่างไรในปัจจุบัน?

ปี 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคน แต่ลดลง 7.23% ส่วนหนึ่งจากผลกระทบด้านภาพลักษณ์ ขณะที่เวียดนามมีเกือบ 22 ล้านคน แต่โตถึง 20.4% โดยมีนักท่องเที่ยวจีนมากกว่า 25% ของยอดรวม

5 SME ควรเลือกลงทุนในเวียดนามหรือไทย?

ขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจ เวียดนามเหมาะกับการผลิตเพื่อส่งออกที่ไวต่อต้นทุน ส่วนไทยแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์ ดิจิทัล และยานยนต์ กลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์แนะนำสำหรับ SME หลายรายคือ 'เวียดนาม + ไทย' ผสมผสานทั้งสองตลาดแทนการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

แชร์:
13 ครั้ง 1 ชั่วโมงที่แล้ว เผยแพร่ทันที

อยากเผยแพร่ข่าวของคุณบ้าง?

ลงข่าวแรกฟรี 1 ชิ้น • เผยแพร่ทันที • Do-Follow backlink

Advertisement
โฆษณา
ลงโฆษณาที่นี่
728 x 90
ติดต่อเรา

คัดลอกลิงก์สำเร็จ!

คัดลอกลิงก์พร้อมข้อความแล้ว
นำไปแชร์ต่อได้เลย

เชื่อมั่นโดย:
SSL Secured
Verified News

แจ้งให้ทราบ — เราใช้ Google Analytics เพื่อปรับปรุงประสบการณ์บริการ ดูรายละเอียด