เวียดนาม vs ไทย: ศึกชิงนักลงทุนต่างชาติที่ดุเดือดที่สุดในอาเซียน
ปี 2569 เวียดนามโตแรง 8.02% ดึง FDI ได้ถึง 38,400 ล้านดอลลาร์ และกำลังจะแซง GDP ไทยเป็นครั้งแรก แต่เรื่องราวที่แท้จริงของการแข่งขันดึงนักลงทุนต่างชาติระหว่างสองประเทศนี้ลึกกว่านั้นมาก เพราะไม่มีประเทศไหน "ชนะ" ทุกสนามพร้อมกัน
ลองแยกสนามทีละอุตสาหกรรม แล้วจะเห็นว่าแต่ละฝ่ายถือไพ่ต่างกันคนละใบ
ภาพรวม FDI: ตัวเลขใหญ่ ความจริงต่างกัน
เวียดนามดึง FDI ได้ 38,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ขณะที่ไทยทำ FDI ที่เบิกจ่ายจริงได้ราว 18,800 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียวกัน ดูเหมือนเวียดนามนำโด่ง
แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือ BOI ไทยรับคำขอส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3,370 โครงการ มูลค่า 1.876 ล้านล้านบาท ในปี 2568 นำโดยดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งบอกว่าเงินกำลังจะเดินทางเข้าไทยในปริมาณมหาศาล แค่ยังไม่ได้เบิกจ่ายจริง
ที่น่าตกใจอีกข้อ คือไทยเองเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนามด้วย โดยมีโครงการสะสมเกือบ 800 โครงการ มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งสองประเทศจึงเป็นทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนกันในเวลาเดียวกัน
เปรียบ 6 อุตสาหกรรม: ใครได้เปรียบในสนามไหน
| อุตสาหกรรม | ไทย | เวียดนาม | ผู้ได้เปรียบ |
|---|---|---|---|
| เซมิคอนดักเตอร์/อิเล็กทรอนิกส์ | กำลังไล่กวด | ฐานผลิตใหม่ระดับโลก | 🇻🇳 เวียดนาม |
| ยานยนต์/EV | ฐานผลิตเบอร์ 1 อาเซียน | กำลังเติบโต | 🇹🇭 ไทย |
| ดาต้าเซ็นเตอร์/ดิจิทัล | ฮับภูมิภาค | กำลังพัฒนา | 🇹🇭 ไทย |
| การผลิตเพื่อส่งออก | โครงสร้างพื้นฐานดี | ต้นทุนต่ำ/ส่งออกสูงกว่า | 🇻🇳 เวียดนาม |
| พลังงานสะอาด | นโยบายชัดเจน | ลงทุนเร็ว | เสมอกัน |
| การท่องเที่ยว | ปริมาณสูงกว่า แต่มีปัญหาภาพลักษณ์ | โมเมนตัมแรง | 🇹🇭 ไทย (ระยะสั้น) |
1. เซมิคอนดักเตอร์ & อิเล็กทรอนิกส์ — เวียดนามได้เปรียบ
เวียดนามไม่ได้แค่ "เริ่มต้น" ในวงการชิป แต่กำลังก้าวข้ามขั้นเริ่มต้นไปแล้ว Amkor Technology เปิดโรงงานบรรจุภัณฑ์และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ที่บั๊กนิญตั้งแต่ปี 2566 พร้อมแผนลงทุนรวมราว 1,600 ล้านดอลลาร์ ส่วน Hana Micron ก็ขยายงานด้านบรรจุภัณฑ์และทดสอบชิปภายใต้แผนลงทุน 930 ล้านดอลลาร์ผ่านปี 2569
ยุทธศาสตร์ที่น่าจับตาคือการตั้งเป้าฝึกบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ 50,000 คนภายในปี 2573 แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญออกแบบชิปและวิจัย 15,000 คน และแรงงานสายผลิต-ทดสอบอีก 35,000 คน ซึ่งเป็นการวางรากฐานระยะยาวชัดเจน
ไทยไม่ได้นิ่งดูดาย BOI ประกาศยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในเดือนมกราคม 2569 ตั้งเป้าเม็ดเงินมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 พร้อมพัฒนาบุคลากรกว่า 230,000 คน แต่ในเชิงโมเมนตัมปัจจุบัน เวียดนามนำอยู่
2. ยานยนต์ & EV — ไทยครองแชมป์ชัดเจน
ในสนามนี้ไทยแทบไม่มีคู่แข่ง กำลังการผลิตยานยนต์ต่อปีเกิน 1.8 ล้านคัน พร้อมซัพพลายเชนจากค่าย OEM ญี่ปุ่นที่ฝังรากลึกมาหลายทศวรรษ เปรียบเหมือนเมืองที่มีถนน ท่อน้ำ และไฟฟ้าพร้อมหมดแล้ว บริษัทใหม่แค่มาเสียบปลั๊กได้เลย
นโยบาย EV ก็ชัดเจน EV Board อนุมัติแพ็กเกจ EV 3.5 สำหรับปี 2567–2570 ภายใต้เป้าหมาย 30@30 ที่ต้องการให้ยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 30% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 นั่นคือ 725,000 คันต่อปี
เวียดนามกำลังเติบโต แต่กำลังการผลิตในประเทศแตะเพียง 388,500 คันในปี 2567 แม้จะโตขึ้น 27% จากปีก่อน แต่ยังห่างจากไทยอีกมาก
3. ดาต้าเซ็นเตอร์ & ดิจิทัล — ไทยเป็นฮับ
ตัวเลขนี้น่าตกตะลึง ในปี 2568 เพียงปีเดียว BOI ได้รับคำขอลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 728,000 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าการลงทุนรวมทั้งปี 2567 ที่ 98,539 ล้านบาท ถึง 7 เท่า และในปี 2569 BOI อนุมัติ 6 โครงการขนาดใหญ่มูลค่ารวมราว 958,000 ล้านบาท นำโดย TikTok System (Thailand)
เหตุผลที่ Amazon, Google, Microsoft และ TikTok เลือกไทยคือที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในใจกลางอาเซียน ทำให้เข้าถึงตลาดเวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา ได้ด้วยความหน่วงต่ำ เป็นเหมือนสนามบินฮับที่ทุกสายการบินอยากบินผ่าน
4. การผลิตเพื่อส่งออก — เวียดนามแข็งแกร่งกว่า
ยอดส่งออกรวมของเวียดนามในปี 2568 แตะ 475,000 ล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างไทยที่ 339,600 ล้านดอลลาร์ไปพอสมควร ขณะที่ FDI ที่ลงทะเบียนใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำได้ถึง 15,200 ล้านดอลลาร์ โดยภาคการผลิตยังครองสัดส่วนหลัก
แต้มเด่นของเวียดนามคือต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า บวกกับ FTA 17 ฉบับที่เปิดตลาดต่างประเทศให้กว้างขวาง รูปแบบนี้เหมาะกับบริษัทที่ต้องการฐานผลิตส่งออกสินค้าปริมาณสูงในราคาแข่งขันได้
อ่านต่อเรื่องนี้เวียดนาม vs มาเลเซีย: 2 คู่แข่ง FDI ที่ไทยมองข้ามไม่ได้
ไทยยังแข็งแกร่งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ คำขอลงทุนในปี 2568 ครอบคลุมทั้งอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ชิ้นส่วนยานยนต์ แปรรูปอาหาร และปิโตรเคมี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง
5. พลังงานสะอาด — คู่กัดที่สูสีที่สุด
นี่คือสนามที่ยังไม่มีผู้ชนะชัดเจน ไทยวางนโยบายพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ EV เกษตรกรรม และเวลเนสเป็น 5 เสาหลักการเติบโตในปี 2569 อย่างเป็นระบบ ส่วนเวียดนามกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดในความเร็วสูง ใครจะออกหน้าในระยะกลางยังต้องติดตาม
6. การท่องเที่ยว — ไทยนำแต่โมเมนตัมเวียดนามน่ากลัว
ตัวเลขปี 2568 บอกชัด ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคน เทียบกับเวียดนามที่เกือบ 22 ล้านคน ไทยยังนำโด่ง แต่เวียดนามโต 20.4% จากปีก่อน ขณะที่ไทยกลับหด 7.23%
ที่น่ากังวลสำหรับไทยคือภาพลักษณ์ด้านค่าย scammer ที่กระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของทั้งสองประเทศ ฝั่งเวียดนามมีนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นมากกว่า 25% ของยอดรวม และกำลังเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มมองหาจุดหมายทางเลือก
สรุป: ไม่มี "ผู้ชนะ" แต่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับแต่ละธุรกิจ
สำหรับนักลงทุนที่กำลังตัดสินใจ สิ่งที่งานวิจัยชี้ไว้ชัดคือ เวียดนามเหมาะสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก อุตสาหกรรมที่ไวต่อต้นทุน และเซมิคอนดักเตอร์ระดับเริ่มต้น ส่วนไทยเป็นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการกระจายสินค้าระดับภูมิภาค ดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงยานยนต์และ EV
มุมมองที่น่าสนใจที่สุดสำหรับ SME คือคำถามอาจไม่ใช่ "เวียดนาม vs ไทย" เลย แต่เป็น "เวียดนาม + ไทย" — ใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตต้นทุนต่ำ และใช้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และกระจายสินค้าในภูมิภาค
เพราะในโลกที่ supply chain กำลังถูก reconfigure ใหม่หลังยุค China+1 การเล่นไพ่ทั้งสองใบอาจให้ผลตอบแทนดีกว่าการพนันทุกอย่างกับประเทศเดียว
แหล่งอ้างอิง
- Nation Thailand — Partners, rivals: Thailand and Vietnam chase chip FDI (May 2026)
- JTM Asia — Vietnam vs Thailand Manufacturing in 2026 (June 2026)
- Reccessary — Why Vietnam's rapid rise and Thailand's slower growth tell different investment stories (Feb 2026)
- Thai PBS Policy Watch — เปิดไส้ใน FDI ในไทย (2026)
- ฐานเศรษฐกิจ — เทียบฟอร์มขีดแข่งขัน 'เวียดนาม' แซงไทย (May 2026)
- GTI Partner — Vietnam vs Thailand 2025: Best Market for SME Investment? (Feb 2026)
- ไทยรัฐ — Thailand attracts over 720 billion baht investment in Data Centers (Jan 2026)
- มติชนสุดสัปดาห์ — 'เวียดนาม' แซงหน้าไทย (Aug 2026)