ราคาน้ำมันพุ่ง คนไทยต้องรับมืออย่างไร?
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของคนไทยทุกกลุ่ม ทั้งค่าเดินทาง ต้นทุนสินค้า และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่หากรู้จักวิธีรับมือที่ถูกต้อง คุณสามารถลดภาระค่าน้ำมันได้จริงโดยไม่ต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์มากนัก
1. ปรับพฤติกรรมขับขี่ — ประหยัดได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุน
วิธีที่ประหยัดได้เร็วที่สุดคือการเปลี่ยนนิสัยขับรถ การรักษาความเร็วคงที่ที่ 80–90 กม./ชม. บนทางหลวงช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานในรอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบรกกะทันหัน ดับเครื่องเมื่อจอดนิ่งเกิน 1 นาที และเปิด Eco Mode เมื่อขับในเมือง เพียงเท่านี้ประหยัดน้ำมันได้ทันที 15–20%
2. ดูแลรักษารถให้อยู่ในสภาพดีเสมอ
รถที่ขาดการดูแลสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าปกติโดยที่เราไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจลมยางทุกสัปดาห์ ยางที่แฟบเพียง 10 PSI จากค่ามาตรฐานเพิ่มการสิ้นเปลืองน้ำมันถึง 3–5% นอกจากนี้ควรเปลี่ยนกรองอากาศตามกำหนด ใช้น้ำมันเครื่องตามสเปกผู้ผลิต และลดน้ำหนักของที่ไม่จำเป็นในรถออก
3. เลือกประเภทน้ำมันให้ถูกต้อง
การเติมน้ำมันออกเทนสูงกว่าที่จำเป็นไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพ แต่เพิ่มค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์ รถยนต์ทั่วไปส่วนใหญ่รองรับแก๊สโซฮอล์ E20 ซึ่งราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซิน 95 ประมาณ 2–5 บาทต่อลิตร ควรตรวจสอบออกเทนที่แนะนำในคู่มือรถก่อนเติมเสมอ
4. วางแผนเส้นทางก่อนออกเดินทาง
การติดอยู่ในรถนิ่งๆ บนถนนที่รถติดคือการเผาน้ำมันโดยไม่ได้ไปไหน ใช้ Google Maps หรือ Waze เลือกช่วงเวลาออกเดินทางที่หลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน รวมทริปธุระหลายอย่างให้อยู่ในเส้นทางเดียวกัน และชอปปิงออนไลน์แทนขับไปห้างสำหรับสินค้าที่ไม่ต้องลองก่อน
5. คาร์พูลกับเพื่อนร่วมทาง — ลดค่าใช้จ่ายได้ทันที 50%
การผลัดกันขับกับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนบ้านที่เดินทางเส้นทางเดียวกัน ช่วยลดค่าน้ำมันได้ทันที 50% ตัวอย่างเช่น หากเติมน้ำมัน 3,000 บาทต่อเดือน การคาร์พูล 2 คนผลัดกันขับประหยัดได้คนละ 1,500 บาทต่อเดือน หรือ 18,000 บาทต่อปี
6. ใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้คุ้มค่า
สำหรับคนในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ BTS MRT และรถเมล์ NGV ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้นและประหยัดกว่าขับรถเองในพื้นที่รถติดมาก การใช้บัตร Rabbit Card หรือบัตรแมงมุมยังช่วยลดค่าโดยสารสะสมได้อีกด้วย
7. Work from Home — ไม่ขับเลย ไม่เสียค่าน้ำมันเลย
การทำงานจากบ้านเพียง 2–3 วันต่อสัปดาห์ประหยัดค่าน้ำมันได้มากที่สุดในบรรดาทุกวิธี หลายองค์กรยังมีนโยบาย Hybrid Work รองรับอยู่ ลองเจรจากับหัวหน้าในวันที่งานทำ remote ได้จริง หรือรวม meeting ทุกอย่างไว้วันเดียว แล้วไปออฟฟิศแค่ครั้งเดียวต่อสัปดาห์
8. พิจารณาพลังงานทางเลือก EV / NGV / LPG
พลังงานทางเลือกเป็นทางออกระยะยาวที่ดีที่สุด รถ EV มีค่าชาร์จไฟสำหรับวิ่ง 100 กม. เพียงประมาณ 40–60 บาท เทียบกับค่าน้ำมัน 180–250 บาทสำหรับระยะทางเดียวกัน ถูกกว่ากันถึง 70% สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนรถ การติดตั้งระบบ NGV หรือ LPG เป็นตัวเลือกกลางที่คุ้มทุนได้เร็วกว่า

9. ใช้บัตรเครดิตและสิทธิพิเศษที่ปั๊มให้เป็น
ถ้าต้องเติมน้ำมันอยู่แล้ว ควรได้รับส่วนลดหรือเงินคืนจากทุกครั้งที่เติม บัตรเครดิตที่ให้ cashback ที่ปั๊มน้ำมันปกติอยู่ที่ 3–6% ของยอดเติม นอกจากนี้การสมัครสมาชิก PTT Life, Bangchak Be Member หรือ IRPC Club และดาวน์โหลดแอปของปั๊มจะช่วยให้เข้าถึงโปรโมชันราคาพิเศษที่มีเฉพาะในแอปได้
10. ติดตามราคาน้ำมันและปรับแผนตลอดเวลา
ราคาน้ำมันเปลี่ยนทุกสัปดาห์ตามราคาตลาดโลกและนโยบายรัฐบาล การติดตามผ่านเว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงาน (doeb.go.th) ซึ่งประกาศราคาอ้างอิงรายวัน และการใช้ Google Maps เปรียบเทียบราคาปั๊มใกล้เคียงก่อนเติม ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นและไม่พลาดช่วงราคาถูก
สรุป: ประหยัดได้จริงหลักพันบาทต่อเดือน
สำหรับคนขับรถ 1,500–2,000 กม.ต่อเดือน หากทำตามวิธีทั้ง 10 ข้อข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมขับขี่ ดูแลรักษารถ คาร์พูล หรือ WFH บางวัน สามารถประหยัดค่าน้ำมันได้ 1,500–3,000 บาทต่อเดือน หรือมากถึง 36,000 บาทต่อปี โดยไม่ต้องรอให้ราคาน้ำมันลงก็อยู่รอดได้
ติดตามข่าวสารด้านพลังงาน ธุรกิจ และเศรษฐกิจได้ที่ PRNewsPlus.com แพลตฟอร์มเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ภาษาไทยชั้นนำ