หน้าร้อน 2569 ร้อนแรงสุดในรอบหลายปี ค่าไฟพุ่งตาม
เดือนมีนาคม–เมษายน 2569 อุณหภูมิในหลายจังหวัดพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ทุกบ้านต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากขึ้นกว่าเดิม และนั่นหมายถึงบิลค่าไฟที่พุ่งสูงตามมาทันที รู้หรือไม่ว่าหากอุณหภูมิภายนอกเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา แอร์จะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึง 3% และถ้าเราลดอุณหภูมิแอร์ลง 1 องศา จะกินไฟเพิ่มอีกถึง 10% แต่ถ้ารู้วิธีใช้แอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ประหยัดค่าไฟได้จริงหลายร้อยถึงพันบาทต่อเดือน
1. ตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 27 องศา + เปิดพัดลมช่วย
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการตั้งแอร์ที่ 25 องศาเพราะคิดว่าประหยัดไฟที่สุด แท้จริงแล้ว 25 องศาคืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกสบาย แต่ถ้าเปิดพัดลมเป่าร่วมด้วย การตั้งแอร์ที่ 27 องศาให้ความรู้สึกเย็นสบายใกล้เคียงกัน ในขณะที่คอมเพรสเซอร์ทำงานน้อยลง กินไฟน้อยลง และประหยัดค่าไฟได้จริง เพราะพัดลมกินไฟเพียง 40–60 วัตต์ เทียบกับแอร์ที่กินหลักร้อยถึงพันวัตต์
2. ล้างแอร์ทุก 6 เดือน — ประหยัดค่าไฟได้ถึง 10%
แอร์ที่ใช้งานมานานโดยไม่ล้างจะมีฝุ่นและสิ่งสกปรกสะสมในแผ่นกรอง ทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นและกินไฟมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว การล้างแอร์ทุก 6 เดือนช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 10% นอกจากนี้ยังควรถอดแผ่นกรองอากาศมาล้างทำความสะอาดเองทุก 2–3 เดือน ซึ่งทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเรียกช่าง
3. ระบายความร้อนในห้องก่อนเปิดแอร์ 10–15 นาที
ก่อนเปิดแอร์ ควรเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ประมาณ 10–15 นาทีเพื่อระบายความร้อนที่สะสมอยู่ในห้องออกไปก่อน เพราะถ้าเปิดแอร์ในห้องที่ร้อนจัด แอร์ต้องทำงานหนักมากในช่วงแรกเพื่อดึงอุณหภูมิลงมา ทำให้กินไฟสูงกว่าปกติ หลังระบายความร้อนแล้วจึงปิดประตูหน้าต่าง และปิดม่านให้สนิทเพื่อป้องกันแสงแดดส่องเข้า
4. ใช้แอร์ในพื้นที่ปิด — ห้ามเปิดพื้นที่โล่ง
การเปิดแอร์ในห้องที่ไม่มีประตูกั้น เช่น ห้องโถง บันได หรือพื้นที่เชื่อมต่อกับห้องอื่น ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักมากขึ้นหลายเท่าตัว และยังไม่เย็นอีกด้วย ควรกั้นพื้นที่ด้วยฉากหรือม่านหนา และตรวจสอบว่าประตูหน้าต่างทุกบานปิดสนิทก่อนเปิดใช้แอร์เสมอ
5. ตั้งเวลาปิดแอร์อัตโนมัติก่อนตื่นนอน
ในช่วงนอนหลับ อุณหภูมิร่างกายจะลดลงตามธรรมชาติ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ตลอดคืน ลองตั้ง Timer ปิดแอร์ให้ดับก่อนตื่น 1–1.5 ชั่วโมง เฉพาะช่วงดึกที่อากาศเย็นลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงเท่านี้ก็ประหยัดค่าไฟได้อีกหลายหน่วยต่อคืน
6. เปลี่ยนมาใช้แอร์อินเวอร์เตอร์ (Inverter)
แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ประหยัดพลังงานมากกว่าแอร์ธรรมดาถึง 20–30% เพราะคอมเพรสเซอร์ทำงานต่อเนื่องในรอบต่ำแทนการสตาร์ท-ดับซ้ำๆ ซึ่งกินไฟมากกว่า สำหรับบ้านที่ใช้แอร์วันละ 8 ชั่วโมงขึ้นไป การเปลี่ยนมาใช้แอร์อินเวอร์เตอร์ระดับ 5 ดาว คืนทุนได้ใน 2–3 ปีและประหยัดไปอีกหลายสิบปี
7. ติดฉนวนกันความร้อน ม่านกันแสง UV
ฉนวนกันความร้อนและม่านกันแสง UV ช่วยลดความร้อนที่ส่งผ่านเข้ามาทางหลังคา ผนัง และหน้าต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ห้องเย็นขึ้นเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งแอร์มาก การลงทุนติดฟิล์มกรองแสง UV ที่กระจกหน้าต่างด้านที่รับแดดช่วงบ่าย ราคาเริ่มต้นเพียงไม่กี่พันบาท แต่ประหยัดค่าไฟได้ยาวนานหลายปี
8. ปิดอุปกรณ์ที่ให้ความร้อนขณะเปิดแอร์
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปล่อยความร้อน เช่น เตารีด กาน้ำร้อน ไมโครเวฟ เตาไฟฟ้า หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ล้วนทำให้อุณหภูมิในห้องสูงขึ้น บังคับให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น ควรปิดหรือย้ายอุปกรณ์เหล่านี้ออกจากห้องที่เปิดแอร์ และหลีกเลี่ยงการเข้าออกห้องบ่อยๆ เพราะทำให้ความเย็นสูญเสียออกไปทุกครั้ง
9. ติดตั้งโซลาร์เซลล์ — แก้ปัญหาค่าไฟในระยะยาว
สำหรับบ้านที่ใช้ไฟสูงในช่วงกลางวัน โซลาร์เซลล์เป็นทางออกระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุด เพราะแดดแรงสุดในช่วงกลางวันตรงกับเวลาที่แอร์ทำงานหนักที่สุดพอดี ปัจจุบันราคาแผงโซลาร์ลดลงมากและมีโปรแกรมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากหลายธนาคาร ระยะคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 5–7 ปี หลังจากนั้นไฟฟ้าแทบฟรีอีกกว่า 20 ปี

10. ตรวจสอบค่าไฟออนไลน์และวางแผนการใช้
การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) มีแอปพลิเคชันให้ติดตามยอดใช้ไฟแบบ real-time การดูยอดใช้ไฟเป็นประจำทุกสัปดาห์ช่วยให้รู้ว่าช่วงไหนใช้ไฟมากผิดปกติและสามารถปรับพฤติกรรมได้ทันก่อนบิลแพง นอกจากนี้ควรเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้นเมื่อต้องซื้อใหม่
สรุป: ประหยัดค่าไฟหน้าร้อนได้จริง 500–2,000 บาทต่อเดือน
เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการใช้แอร์ให้ถูกต้อง ตั้งอุณหภูมิ 27 องศาพร้อมพัดลม ล้างแอร์สม่ำเสมอ และลดการรั่วไหลของความเย็น สามารถประหยัดค่าไฟได้จริง 500–2,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนแอร์และพฤติกรรมการใช้งาน ในหน้าร้อนที่ร้อนแรงเช่นนี้ ไม่ต้องทนร้อน แค่ใช้ให้เป็นก็อยู่รอดได้
ติดตามข่าวสารด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการลดค่าใช้จ่ายได้ที่ PRNewsPlus.com