PR+
NEWSPLUS
Business & Lifestyle News
0%
Advertisement
บทความบรรณาธิการ การเงิน / การลงทุน

เงินเดือน 35,000 แต่เหลือ 0 ทุกสิ้นเดือน: เปิด 6 จุดรั่วที่คนทำงานประจำมักมองข้ามจนชินชา

NEW
PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส กองบรรณาธิการ
6 สิงหาคม 2569 11:00 น. อ่าน 6 นาที
7
เงินเดือน 35,000 แต่เหลือ 0 ทุกสิ้นเดือน: เปิด 6 จุดรั่วที่คนทำงานประจำมักมองข้ามจนชินชา
PRNEWSPLUS.COM

สรุปเนื้อหา

ลองนึกดูว่า เงินเดือน 35,000 บาท ตกปีละเกือบครึ่งล้าน แต่ถึงสิ้นเดือนบัญชีแทบจะเหลือศูนย์ ไม่ใช่แค่คุณที่เป็นแบบนี้ ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติครอบคลุมกว่า 57,600 ครัวเรือน พบว่ามากกว่า 50% ของครัวเรือนที่มีหนี้มีรายได้ไม่พอใช้จ่าย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้น้อย แต่อยู่ที่ 6 จุดรั่วทางการเงิน...

ลองนึกดูว่า เงินเดือน 35,000 บาท ตกปีละเกือบครึ่งล้าน แต่ถึงสิ้นเดือนบัญชีแทบจะเหลือศูนย์ ไม่ใช่แค่คุณที่เป็นแบบนี้ ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติครอบคลุมกว่า 57,600 ครัวเรือน พบว่ามากกว่า 50% ของครัวเรือนที่มีหนี้มีรายได้ไม่พอใช้จ่าย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้น้อย แต่อยู่ที่ 6 จุดรั่วทางการเงิน ที่คนทำงานประจำมองข้ามจนชินชา และกำลังดูดเงินออกจากกระเป๋าโดยที่ไม่รู้ตัว

ทำไมเงินเดือนขึ้น แต่ชีวิตไม่ดีขึ้น?

ปี 2026 ค่าเฉลี่ยเงินเดือนในไทยปรับขึ้น 5.2% ตามรายงาน Mercer Total Remuneration Survey ฟังดูน่ายินดี แต่ค่าครองชีพกลับพุ่งสูงกว่า ทำให้กำลังซื้อที่แท้จริงไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้แต่บาทเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น SCB EIC เปิดเผยว่ารายได้ครัวเรือนไทยในปี 2025 ปรับลดลง -2.5% เทียบกับการสำรวจปี 2023 ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะที่หนี้ครัวเรือนไทยแตะ 86.7% ของ GDP สิ้นปี 2025 โดยส่วนใหญ่เป็น "กู้มาใช้ ไม่ได้กู้มาลงทุน"

เมื่อรายรับไม่ทันรายจ่าย จุดรั่วพวกนี้จึงยิ่งอันตรายเป็นทวีคูณ

6 จุดรั่วทางการเงินที่คนทำงานประจำมักมองข้าม

จุดรั่วที่ 1: Lifestyle Inflation — รวยหลอกๆ ที่น่ากลัวที่สุด

เงินเดือนขึ้น 3,000 บาท แล้วก็เริ่มกินร้านแพงขึ้น ช้อปปิ้งบ่อยขึ้น จ่ายค่าเดินทางสะดวกขึ้น นี่คือ Lifestyle Inflation หรือภาวะที่รายจ่ายพุ่งตามรายได้แบบอัตโนมัติ จนเงินเหลือเก็บเท่าเดิมหรือน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

มันน่ากลัวเพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองฟุ่มเฟือย ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล "เงินเดือนขึ้น ก็ควรกินดีขึ้นได้ไม่ใช่เหรอ?" แต่ผลลัพธ์คือทำงานหนักขึ้น รายได้มากขึ้น ชีวิตดูดีขึ้น แต่เงินเก็บยังเท่าเดิม ติดอยู่ในวงจรนี้โดยไม่รู้ตัว

จุดรั่วที่ 2: Subscription Creep — หายนะจากเดือนละร้อยกว่าบาท

คุณสมัคร Netflix ไว้ มี YouTube Premium ที่แถม YouTube Music และยังจ่าย Spotify อีกต่างหาก ฟังดูไม่มาก แต่รวมกันแล้วตกเดือนละพักใหญ่โดยที่บางตัวแทบไม่ได้เปิดใช้งาน

ข้อมูลจาก CNET พบว่าผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยในปี 2026 จ่าย subscription ถึง 111 ดอลลาร์ต่อเดือน และในนั้น 21 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือ 252 ดอลลาร์ต่อปี) เป็นค่าบริการที่ไม่ได้ใช้งานเลย

ตัวอย่างง่ายๆ คือกรณีที่มี YouTube Premium (ซึ่งรวม YouTube Music แล้ว) แต่ยังจ่าย Apple Music และ Spotify เพิ่ม รวมกันตกที่ 467 บาท/เดือน แค่ยกเลิกให้เหลือตัวเดียวก็เหลือแค่ 179 บาท ประหยัดได้ 3,456 บาทต่อปีเลยทีเดียว บาง subscription bundle อย่าง Gemini Pro + Canva Pro + Netflix รวมกันก็ทะลุ 1,500 บาทขึ้นไป หากสะสมหลายตัวอาจสูงถึงราว 8,000 บาทต่อเดือน

จุดรั่วที่ 3: หนี้บัตรเครดิต และนิสัยจ่ายขั้นต่ำเรื้อรัง

จ่ายขั้นต่ำทุกเดือนรู้สึกว่า "ยังจัดการได้" แต่นั่นคือกับดักที่อันตรายที่สุด เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตคำนวณแบบ ทบต้น คือเดือนใหม่คิดดอกบนเงินต้น + ดอกค้างเดิมรวมกัน

ยิ่งใช้ชีวิตแบบ Lifestyle Inflation แล้วรูดบัตรเพิ่มทุกเดือน ยอดหนี้จะพอกพูนแบบที่ตัวเลขในใบแจ้งยอดสะท้อนออกมาช้ากว่าความเป็นจริงเสมอ การต้องจ่ายขั้นต่ำตลอดเป็นสัญญาณชัดว่าระดับการใช้จ่ายพุ่งทะลุรายได้จริงไปแล้ว

จุดรั่วที่ 4: ภาระหนี้สะสมโครงสร้าง — ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด

ณ ไตรมาส 4/2025 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.05% YOY นับเป็นการกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวติดต่อกัน SCB EIC ประเมินว่าความเสี่ยงด้านการชำระหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากตลาดแรงงานที่เปราะบางและแรงกดดันเงินเฟ้อ

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือหนี้ก้อนนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่กู้เพื่อลงทุนสร้างรายได้ ทำให้เป็นวงจรที่ยิ่งแก้ยิ่งยาก

จุดรั่วที่ 5: ใช้เงิน "ติดแกรม" ตามโซเชียล

ฟีดโซเชียลเต็มไปด้วยรีวิวร้านอาหาร คาเฟ่ใหม่ ของแต่งบ้าน กระเป๋า ทริปต่างประเทศ พฤติกรรม "กดสั่งตามรีวิว" หรือ "ออกไปกินดินเนอร์กับเพื่อนโดยไม่ได้วางแผน" กลายเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้อยู่ในแผนใดๆ

ในวันที่เศรษฐกิจชะลอ รายได้ไม่โตตามค่าครองชีพ การใช้เงินตามกระแสโซเชียลแบบนี้กำลังบ่อนทำลายฐานะการเงินในระยะยาวโดยที่ไม่รู้สึกว่ากำลังทำผิดอะไร

จุดรั่วที่ 6: ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน และออม "เงินที่เหลือ"

จากโพล "สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026" สำรวจโดย Thairath Money พบว่า 35% บอกว่า "หมุนเงินไม่ทัน" คือปัญหาการเงินประจำของปี 2025 และสิ่งที่คนไทยตั้งเป้าว่าจะทำให้ได้คือ "การเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน" ซึ่งสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่มีเงินก้อนนี้อยู่เลย

ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติ "ออมเงินที่เหลือ" คือใช้จ่ายก่อนแล้วค่อยเก็บส่วนที่เหลือ ผลลัพธ์คือไม่เคยเหลือเลย พอเกิดเหตุฉุกเฉินต้องรูดบัตรหรือกู้ฉุกเฉิน ซึ่งทำให้หนี้พอกพูนมากขึ้นไปอีก

อ่านต่อเรื่องนี้WHOOP คุ้มค่าแค่ไหน? ถอดต้นทุนจริง 1–3 ปี และใครควร (หรือไม่ควร) สมัครสมาชิก

สรุปภาพรวม 6 จุดรั่วทางการเงิน — อันไหนรั่วมากที่สุด?

จุดรั่ว ลักษณะ ทำไมมองข้าม ความเสียหายสะสม
1. Lifestyle Inflation รายจ่ายพุ่งตามรายได้ ไม่รู้สึกว่าฟุ่มเฟือย เงินออมไม่เพิ่มแม้รายได้สูงขึ้น
2. Subscription Creep ค่าบริการรายเดือนซ้อนทับ แต่ละตัวราคาต่ำ ดูไม่สำคัญ สูงสุดถึงราว 8,000 บาท/เดือน
3. หนี้บัตรเครดิต จ่ายขั้นต่ำเรื้อรัง รู้สึกว่ายังจัดการได้ ดอกเบี้ยทบต้นทุกเดือน
4. ภาระหนี้สะสม กู้มาใช้ ไม่ใช่ลงทุน เห็นว่าคนอื่นก็เป็น หนี้ครัวเรือนไทย 86.7% ของ GDP
5. ใช้เงินตามโซเชียล กดสั่ง/ออกกินโดยไม่วางแผน ดูเหมือนใช้ชีวิตปกติ รั่วทีละน้อยแต่บ่อยมาก
6. ขาดเงินสำรองฉุกเฉิน ออมเงินที่เหลือ = ไม่ออม คิดว่าจะเริ่มเดือนหน้า พอฉุกเฉินต้องกู้/รูดบัตรทันที

แล้วจะอุดจุดรั่วทางการเงินได้อย่างไร?

จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือการใช้สูตร 50/30/20 สำหรับผู้มีเงินเดือน 30,000 บาท แบ่งเป็น 50% (15,000 บาท) สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น, 30% (9,000 บาท) สำหรับค่าใช้จ่ายไลฟ์สไตล์ และ 20% (6,000 บาท) สำหรับเงินออมและลงทุน

สิ่งสำคัญคือ ออมก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้แล้วค่อยออม โดยโอนเงินส่วนออมออกทันทีที่ได้รับเงินเดือน ก่อนที่ใจจะหาเหตุผลมาใช้มันเสียก่อน

สำหรับ subscription ให้ลองเปิดรายการทั้งหมดที่จ่ายอยู่ในเดือนที่ผ่านมา แล้วถามตัวเองว่าแต่ละตัวได้ใช้งานจริงไหม ลบตัวที่ซ้อนทับและไม่ได้ใช้ออก ประหยัดได้หลักพันต่อปีแบบไม่ต้องเหนื่อย

และที่สำคัญที่สุด อย่าปล่อยให้บัตรเครดิตกลายเป็น "รายได้เสริม" สิ่งที่คุณรูดวันนี้คือเงินเดือนที่ยังไม่ได้รับในอนาคต พร้อมดอกเบี้ยทบต้นติดมาด้วย

แหล่งอ้างอิง

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 Lifestyle Inflation ต่างจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทั่วไปอย่างไร?

Lifestyle Inflation แตกต่างตรงที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อรายได้เพิ่ม เช่น เงินเดือนขึ้นแล้วก็เริ่มกินร้านแพงขึ้น ช้อปบ่อยขึ้นโดยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองฟุ่มเฟือย ต่างจากการซื้อของฟุ่มเฟือยที่รู้ตัวว่าเป็นของแพงหรือไม่จำเป็น ทำให้แก้ได้ยากกว่าเพราะมองไม่เห็นปัญหา

2 Subscription ที่ไม่ได้ใช้กินเงินไปเท่าไหร่ต่อปี?

ข้อมูลจาก CNET พบว่าโดยเฉลี่ยในปี 2026 คนจ่าย subscription ที่ไม่ได้ใช้งานเลยประมาณ 21 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 252 ดอลลาร์ต่อปี ในกรณีตัวอย่างของไทย เพียงยกเลิก subscription เพลงที่ซ้อนทับกันให้เหลือตัวเดียว ก็ประหยัดได้ถึง 3,456 บาทต่อปีแล้ว

3 การจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตทุกเดือนอันตรายแค่ไหน?

อันตรายมากเพราะบัตรเครดิตคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น คือคำนวณดอกเบี้ยเดือนใหม่จากเงินต้นรวมกับดอกเบี้ยเดือนเก่าที่ยังค้างอยู่ ยิ่งจ่ายขั้นต่ำนานเท่าไหร่ ยอดหนี้จริงยิ่งพอกพูนเร็วกว่าที่ตัวเลขในใบแจ้งยอดสะท้อนให้เห็น

4 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่เท่าไหร่ และน่ากังวลแค่ไหน?

ณ ไตรมาส 4/2025 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 86.7% ของ GDP สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่กู้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่กู้เพื่อลงทุน ประกอบกับ SCB EIC ประเมินว่าความเสี่ยงด้านการชำระหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากตลาดแรงงานที่เปราะบางและแรงกดดันเงินเฟ้อในปี 2026

5 สูตร 50/30/20 ใช้กับเงินเดือน 35,000 บาทได้อย่างไร?

สูตรนี้แบ่งรายได้เป็น 3 ส่วน โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยในกรณีเงินเดือน 30,000 บาท คือ 50% หรือ 15,000 บาทสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น, 30% หรือ 9,000 บาทสำหรับไลฟ์สไตล์ และ 20% หรือ 6,000 บาทสำหรับออมและลงทุน หลักการสำคัญคือโอนเงินส่วนออมออกทันทีที่ได้รับเงินเดือน ก่อนนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย

แชร์:
7 ครั้ง 1 ชั่วโมงที่แล้ว เผยแพร่ทันที

อยากเผยแพร่ข่าวของคุณบ้าง?

ลงข่าวแรกฟรี 1 ชิ้น • เผยแพร่ทันที • Do-Follow backlink

Advertisement
โฆษณา
ลงโฆษณาที่นี่
728 x 90
ติดต่อเรา

บทความที่เกี่ยวข้อง

คัดลอกลิงก์สำเร็จ!

คัดลอกลิงก์พร้อมข้อความแล้ว
นำไปแชร์ต่อได้เลย

เชื่อมั่นโดย:
SSL Secured
Verified News

แจ้งให้ทราบ — เราใช้ Google Analytics เพื่อปรับปรุงประสบการณ์บริการ ดูรายละเอียด