PR+
NEWSPLUS
Business & Lifestyle News
0%
Advertisement
บทความบรรณาธิการ การเงิน / การลงทุน

Passive Income ในไทย 2569: เปิดตัวเลขจริง 5 ช่องทาง อะไรได้จริง อะไรแค่ขายฝัน

NEW
PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส กองบรรณาธิการ
25 กันยายน 2569 11:00 น. อ่าน 7 นาที
25
Passive Income ในไทย 2569: เปิดตัวเลขจริง 5 ช่องทาง อะไรได้จริง อะไรแค่ขายฝัน
PRNEWSPLUS.COM

สรุปเนื้อหา

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงใช้ชีวิตได้จาก Passive Income ล้วนๆ? คำถามนี้ฟังดูง่าย แต่ตัวเลขจริงจากตลาดปี 2569 บอกว่า — ยากกว่าที่คิดมาก Passive Income ในไทย มีหลายช่องทาง แต่ละอย่างให้ผลตอบแทนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และเกือบทุกช่องทางมี "ต้นทุนซ่อน" ที่โฆษณาไม่เคยพูดถึง...

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงใช้ชีวิตได้จาก Passive Income ล้วนๆ? คำถามนี้ฟังดูง่าย แต่ตัวเลขจริงจากตลาดปี 2569 บอกว่า — ยากกว่าที่คิดมาก Passive Income ในไทย มีหลายช่องทาง แต่ละอย่างให้ผลตอบแทนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และเกือบทุกช่องทางมี "ต้นทุนซ่อน" ที่โฆษณาไม่เคยพูดถึง บทความนี้จะเปิดตัวเลขจริงทีละช่องทาง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้บนข้อมูลที่ครบ

ทำไมปี 2569 ถึงเป็นจุดเปลี่ยนของ Passive Income ในไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (BoT) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 5 ครั้งในช่วง 1 ปี คิดเป็น 125 basis points รวม เหลือเพียง 1.25% ณ ปลายปี 2568 นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขนโยบาย แต่กระทบโดยตรงกับเงินในกระเป๋าของทุกคนที่หวังพึ่งดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนคงที่

ผลคือช่องทาง Passive Income แต่ละประเภทถูก "บีบ" ให้ผลตอบแทนเปลี่ยนไป บางอย่างดูแย่ลงในสายตา บางอย่างกลับน่าสนใจขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณเข้าใจตัวเลขเหล่านั้นดีแค่ไหน

5 ช่องทาง Passive Income: ผ่าตัวเลขจริงทีละอย่าง

1. เงินฝากประจำ — ปลอดภัย แต่แทบไม่ช่วยอะไร

ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ทั้ง 4 แห่ง (กรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์) ให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน อยู่ที่ ~1.05% ต่อปี เท่ากันทุกราย ส่วนออมทรัพย์ธรรมดาได้แค่ 0.30–0.35% เท่านั้น

ลองคิดเป็นตัวเงิน: เงิน 1 ล้านบาท ฝากประจำ 12 เดือน ก่อนหักภาษีได้ดอกเบี้ย 10,500 บาท แต่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย 15% อีก เหลือจริงเพียง 8,925 บาทต่อปี หรือแค่เดือนละ 744 บาทเท่านั้น

หากอยากได้ 20,000 บาทต่อเดือนจากเงินฝากอย่างเดียว ต้องมีเงินต้นกว่า 27 ล้านบาท — นั่นคือตัวเลขที่ทำให้หลายคนสะดุด ธนาคารขนาดกลางอย่าง CIMB Thai หรือ KKP มีผลิตภัณฑ์พิเศษให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเล็กน้อย เช่น ฝากประจำ 8 เดือน (KKP e-FIXED) ที่ 2.00% แต่ก็ยังห่างไกลจากการสร้างรายได้จริงจัง

คำตัดสิน: ได้จริง แต่ไม่พอใช้ชีวิต เหมาะสำหรับ "จอดเงินระยะสั้น" มากกว่าสร้าง Passive Income

2. พันธบัตรรัฐบาล — ปลอดภัยใกล้เคียงเงินฝาก แต่ยืดหยุ่นกว่า

พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1 ปีให้ผลตอบแทนอยู่ที่ ~1.2–1.8% ต่อปี สูงกว่าเงินฝากธนาคารใหญ่เล็กน้อย ส่วนพันธบัตรอายุยาว 5–10 ปีให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่มีความเสี่ยงด้านราคาตามมาด้วย หากดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้นในอนาคต มูลค่าพันธบัตรที่ถืออยู่จะลดลง

กองทุนตราสารหนี้เป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า เพราะถอนได้ง่ายกว่าการถือพันธบัตรโดยตรง แต่ผลตอบแทนก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

คำตัดสิน: ปลอดภัยสูงสุด แต่ผลตอบแทนต่ำในยุคดอกเบี้ยขาลง เหมาะกับคนที่เน้นรักษาเงินต้นมากกว่าสร้างรายได้

3. REITs / กองทุนอสังหาริมทรัพย์ — น่าสนใจที่สุดในยุคนี้

REITs คือกองทุนที่รวบรวมเงินนักลงทุนไปซื้อห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม หรือคลังสินค้า แล้วนำค่าเช่าที่ได้มาแบ่งจ่ายเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วย ข้อดีคือเงินลงทุนขั้นต่ำต่ำมาก เริ่มต้นหลักพันบาท

ตัวเลขจริงจาก REITs ในตลาดไทยช่วงต้นปี 2567 ที่น่าสนใจ ได้แก่ FUTUREPF ให้ผลตอบแทน 7.0%, AIMIRT ที่ 6.8%, WHART ที่ 6.6%, EGATIF ที่ 5.8% และ LPF ที่ 5.1% — Yield อยู่ในช่วง 5–8%+ ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินฝากหลายเท่า

แต่มีสิ่งที่ต้องรู้: ราคายูนิตผันผวนตามตลาด แม้คุณจะได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอ แต่ราคายูนิตที่ถืออาจลดลงได้ในช่วงตลาดผันผวน และยังต้องเสียภาษีเงินปันผลด้วย

คำตัดสิน: ได้จริง และ Passive จริง เหมาะกับยุคดอกเบี้ยขาลงโดยเฉพาะ แต่ต้องยอมรับความผันผวนของราคา

4. หุ้นปันผล — ผลตอบแทนสูงได้ แต่ต้องเลือกเป็น

ตลาดหุ้นไทยโดยรวม (SET) มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 2.89% ซึ่งไม่ได้น่าตื่นเต้นนัก แต่ถ้าเจาะเฉพาะกลุ่มหุ้นเน้นปันผล พบว่า 48 บริษัทจาก 150 บริษัทในกลุ่ม Dividend Universe มี Dividend Yield เฉลี่ย 5 ปี สูงกว่า 5% ต่อปี และ 15 อันดับแรกมี Yield เฉลี่ย 5 ปีอยู่ในช่วง 6.82%–14.27% หรือเฉลี่ยที่ 8.33%

ตัวอย่างเป็นรูปธรรม: KBANK จ่ายปันผลล่าสุด 12 บาทต่อหุ้น (ขึ้น XD วันที่ 21 เมษายน 2569) คิดเป็น Yield ประมาณ 6% เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบัน ดูดีใช่ไหม? แต่ต้องระวัง — หุ้นบางตัว Yield สูงผิดปกติอาจเป็นเพราะราคาหุ้นร่วงหนัก ไม่ใช่เพราะธุรกิจดี

การเลือกหุ้นปันผลที่ดีต้องดูมากกว่าตัวเลขปันผลย้อนหลัง ต้องตรวจ Payout Ratio, กำไรที่เติบโตสม่ำเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ Free Cash Flow ต้องแข็งแกร่ง เพื่อให้มั่นใจว่าปันผลนั้นจ่ายจากเงินสดที่หาได้จริง ไม่ใช่กู้มาจ่าย

คำตัดสิน: ได้จริง สำหรับคนที่วิเคราะห์เป็น แต่ความเสี่ยงราคาสูงกว่า REITs และต้องติดตามผลประกอบการต่อเนื่อง

5. ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ — Passive Income ที่ไม่ Passive เลย

ช่องทางนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่คนไทย แต่ตัวเลขจริงอาจทำให้ผิดหวัง ลองดูตัวอย่างนี้: ซื้อคอนโดราคา 10 ล้านบาท ปล่อยเช่าเดือนละ 48,000 บาท คิดเป็นค่าเช่าทั้งปี 576,000 บาท หรือ Gross Yield ประมาณ 5.76%

ฟังดูดี แต่นั่นคือก่อนหักค่าใช้จ่าย เมื่อหักค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมแซม ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีเงินได้ค่าเช่า และระยะเวลาห้องว่างที่หาผู้เช่าไม่ได้ Net Yield จริงเหลือเพียง 2–4% ต่อปี เท่านั้น

แถมยังต้องบริหารจัดการเองตลอด ตอบโทรศัพท์ผู้เช่า จัดการซ่อมแซม หาผู้เช่าใหม่เมื่อว่าง นี่คือ Passive Income ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจมากที่สุดในบรรดา 5 ช่องทาง และยังต้องใช้เงินลงทุนสูงสุดด้วย

ทำเลที่ดีที่สุดคือใกล้รถไฟฟ้า สถานศึกษา หรือย่านธุรกิจ (CBD) เพื่อดึงดูดพนักงานออฟฟิศ นักศึกษา และชาวต่างชาติ (Expat) แต่ราคาคอนโดทำเลดีก็สูงตามไปด้วย

อ่านต่อเรื่องนี้ธนบัตรที่ระลึก 2569: 5 สิ่งที่นักสะสมมือใหม่ต้องรู้ก่อนแลก — ราคา จุดรับแลก และรุ่นไหนน่าจับตา

คำตัดสิน: ได้จริง แต่ Net Yield ต่ำกว่าที่โฆษณา และไม่ใช่ Passive เท่าที่คิด

เปรียบเทียบ Passive Income ทั้ง 5 ช่องทางแบบเห็นภาพ

ช่องทาง ผลตอบแทนโดยประมาณ เงินทุนขั้นต่ำ ความเสี่ยง Passive จริงหรือไม่
เงินฝากประจำ (12 เดือน) ~1.05%/ปี ต่ำ ต่ำมาก ✅ Passive จริง
พันธบัตรรัฐบาล ~1.2–1.8%/ปี ปานกลาง ต่ำ ✅ Passive จริง
REITs ~5–8%/ปี ต่ำ (หลักพัน) ปานกลาง ✅ Passive จริง
หุ้นปันผล ~3–8%/ปี ปานกลาง ปานกลาง–สูง ✅ แต่ต้องวิเคราะห์
ปล่อยเช่าอสังหาฯ Net ~2–4%/ปี สูงมาก (หลักล้าน) ปานกลาง ⚠️ ต้องบริหารจัดการ

5 เรื่องที่โฆษณา Passive Income ไม่เคยบอกคุณ

  • ภาษีซ่อนอยู่ทุกที่: ดอกเบี้ยเงินฝากโดนหัก 15% ทันที เงินปันผลโดนหัก 10% — ตัวเลขที่โฆษณาคือก่อนภาษีเสมอ
  • เงินฝากสู้เงินเฟ้อไม่ได้: ดอกเบี้ย 1.05% ต่อปีต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อปกติ แปลว่าเงินจริงๆ ของคุณ "หด" ลงทุกปี
  • REITs/หุ้นปันผลขาดทุนจากราคาได้: ได้ปันผลแต่ราคายูนิตลง กำไรจริงอาจเป็นลบได้
  • ปล่อยเช่ามีต้นทุนซ่อนเต็มไปหมด: ห้องว่างเฉลี่ย 1–2 เดือนต่อปี ค่าซ่อมที่ไม่คาดฝัน ค่าส่วนกลางที่ขึ้นทุกปี ล้วนกัดกิน Net Yield อย่างเงียบๆ
  • ต้องมีเงินต้นมหาศาล: หากต้องการ Passive Income 20,000 บาทต่อเดือน จากเงินฝากประจำต้องมีเงินต้นกว่า 27 ล้านบาท แม้แต่จาก REITs Yield 6% ก็ยังต้องลงทุนประมาณ 4 ล้านบาท

สรุป: Passive Income จริงๆ ต้องการอะไร

ไม่มีช่องทาง Passive Income ไหนที่ "ไม่ต้องทำอะไรแล้วได้เงินเยอะๆ" จริงๆ ทุกช่องทางต้องการ "เงินต้นสูง" หรือ "เวลาในการสะสม" ก่อนจะเห็นผล

ถ้าจะเลือก REITs น่าสนใจที่สุดในยุคดอกเบี้ยขาลง ให้ทั้ง Yield สูงกว่าเงินฝาก และเริ่มต้นด้วยเงินน้อยได้ หุ้นปันผลให้ผลตอบแทนสูงสุดแต่ต้องใช้ความรู้ในการเลือก ส่วนเงินฝากและพันธบัตรเหมาะกับ "จอดเงิน" ปลอดภัย ไม่ใช่สร้างรายได้หลัก

และถ้าใครบอกว่า Passive Income สร้างได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้เงินมาก ไม่ต้องใช้เวลา — นั่นคือสัญญาณเตือนที่ควรระวังให้ดี

แหล่งอ้างอิง

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 ฝากเงิน 1 ล้านบาทในธนาคารใหญ่ปี 2569 จะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ต่อปี?

ฝากประจำ 12 เดือนที่อัตรา 1.05% ต่อปี จะได้ดอกเบี้ยก่อนภาษี 10,500 บาท หลังหักภาษีดอกเบี้ย 15% จะเหลือจริงประมาณ 8,925 บาทต่อปี หรือราว 744 บาทต่อเดือนเท่านั้น

2 REITs ในไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่ และต้องใช้เงินเริ่มต้นเท่าไหร่?

REITs ในตลาดไทยให้ Yield อยู่ที่ประมาณ 5–8%+ ต่อปี เช่น FUTUREPF 7.0% หรือ WHART 6.6% และเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินหลักพันบาท ถือเป็นช่องทางที่น่าสนใจในยุคดอกเบี้ยขาลง แต่ต้องยอมรับความผันผวนของราคายูนิต

3 Net Yield จริงของการปล่อยเช่าคอนโดในกรุงเทพฯ อยู่ที่เท่าไหร่?

แม้ Gross Yield อาจสูงถึง 5–6% แต่เมื่อหักค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมแซม ภาษี และช่วงห้องว่างแล้ว Net Yield จริงเหลือเพียง 2–4% ต่อปีเท่านั้น ต่ำกว่าที่โฆษณาบอกมาก

4 ถ้าอยากได้ Passive Income 20,000 บาทต่อเดือน ต้องมีเงินต้นเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับช่องทาง หากใช้เงินฝากประจำ (Yield ~1.05%) ต้องมีเงินต้นกว่า 27 ล้านบาท แต่หากใช้ REITs ที่ Yield 6% จะต้องลงทุนประมาณ 4 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าการเลือกช่องทางที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าช่วยลดเงินต้นที่ต้องใช้ได้มาก

5 หุ้นที่มี Dividend Yield สูงผิดปกติ เช่น เกิน 10% ต่อปี น่าลงทุนไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไป Yield สูงผิดปกติมักเกิดจากราคาหุ้นที่ร่วงหนัก ไม่ใช่เพราะธุรกิจดี ควรตรวจสอบ Free Cash Flow, Payout Ratio และความสม่ำเสมอของกำไรก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าปันผลนั้นจ่ายจากเงินสดที่หาได้จริง ไม่ใช่กู้มาจ่าย

แชร์:
25 ครั้ง 1 ชั่วโมงที่แล้ว เผยแพร่ทันที

อยากเผยแพร่ข่าวของคุณบ้าง?

ลงข่าวแรกฟรี 1 ชิ้น • เผยแพร่ทันที • Do-Follow backlink

Advertisement
โฆษณา
ลงโฆษณาที่นี่
728 x 90
ติดต่อเรา

คัดลอกลิงก์สำเร็จ!

คัดลอกลิงก์พร้อมข้อความแล้ว
นำไปแชร์ต่อได้เลย

เชื่อมั่นโดย:
SSL Secured
Verified News

แจ้งให้ทราบ — เราใช้ Google Analytics เพื่อปรับปรุงประสบการณ์บริการ ดูรายละเอียด