Burnout แบบไม่รู้ตัว: เมื่อความเหนื่อยล้ากลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
หลายคนมักเข้าใจว่า Burnout หรือภาวะหมดไฟ คืออาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการทำงานหนักมากเกินไป จนร่างกายหรือจิตใจรับไม่ไหวและล้มป่วยลงในที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว Burnout มักไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันทีทันใด หากแต่มันค่อย ๆ สะสมอย่างเงียบ ๆ ทีละเล็กทีละน้อย โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งความเหนื่อยล้านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว
คุณอาจยังคงตื่นขึ้นมาไปทำงานได้ทุกวันเหมือนเดิม ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่มีปัญหาอะไร และยังคงทำหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ลึก ๆ ข้างในจิตใจกลับรู้สึกว่างเปล่า เหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก และไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบเหมือนเดิมอีกต่อไป อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ Burnout แบบไม่รู้ตัว ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับคนทำงานจำนวนมากในยุคปัจจุบัน
Burnout คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง
Burnout หรือภาวะหมดไฟ คือภาวะที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้าอย่างหนักจากความเครียดที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน โดยไม่จำเป็นต้องเกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเรา
ปัจจัยแรกคือความกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี ทำให้หลายคนต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ปัจจัยที่สองคือความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่รู้ว่าวันไหนจะถูกเลิกจ้างหรือถูกลดเงินเดือน ปัจจัยที่สามคือความคาดหวังจากสังคมและครอบครัวที่กดดันให้เราต้องประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือเรื่องครอบครัว และปัจจัยสุดท้ายคือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จก็รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าและยังทำได้ไม่ดีพอ
เมื่อความเครียดจากปัจจัยเหล่านี้ถูกสะสมไว้โดยไม่ได้รับการจัดการหรือระบายออกอย่างเหมาะสม Burnout จึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ภายในจิตใจ โดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
7 สัญญาณ Burnout แบบไม่รู้ตัว ที่คนทำงานมักมองข้ามไป
สัญญาณที่ 1: เหนื่อยตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานหนักอะไรเลย
แม้ว่าจะนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละคืน นอนครบ 7-8 ชั่วโมงตามที่แนะนำ แต่ยังคงรู้สึกหมดแรงและอ่อนเพลียตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า รู้สึกเหมือนแบตเตอรี่ไม่เคยเต็มสักที นี่คือความเหนื่อยล้าทางจิตใจที่แตกต่างจากความเหนื่อยทางร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่าจะพักผ่อนมากแค่ไหนก็ไม่หายเหนื่อย
สัญญาณที่ 2: ไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ
กิจกรรมต่าง ๆ งานอดิเรก หรือความบันเทิงที่เคยสร้างความสุขและความสนุกสนานให้กับชีวิต กลับไม่ให้ความรู้สึกเหมือนเดิมอีกต่อไป ทำไปก็เฉย ๆ ไม่รู้สึกอะไร ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือออกไปเที่ยวกับเพื่อน ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายไปหมด
สัญญาณที่ 3: ทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเองเลย
ยังคงสามารถทำหน้าที่และความรับผิดชอบได้ตามปกติเหมือนเดิม ส่งงานได้ตรงเวลา ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ แต่ไม่รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ มีคุณค่า หรือทำได้ดีแต่อย่างใด รู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย
สัญญาณที่ 4: หงุดหงิดและโมโหง่ายกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
อารมณ์แปรปรวนและควบคุมได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่น่าจะเป็นปัญหากลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน รู้สึกหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ระเบิดอารมณ์ใส่คนรอบข้างโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็รู้สึกผิดภายหลัง
สัญญาณที่ 5: ผัดวันประกันพรุ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือไม่อยากทำงาน แต่เป็นเพราะไม่มีพลังใจและแรงจูงใจที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย รู้สึกว่าทุกอย่างหนักเกินไป แม้แต่เรื่องง่าย ๆ ก็รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จึงเลือกที่จะผัดวันประกันพรุ่งออกไปเรื่อย ๆ
สัญญาณที่ 6: รู้สึกว่าชีวิตวนลูปซ้ำ ๆ เดิม ๆ ไม่ไปไหน
ตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน แล้วก็นอน วนเวียนอยู่แบบนี้ทุกวัน โดยไม่รู้สึกว่าชีวิตกำลังก้าวหน้าหรือมีความหมายอะไร รู้สึกเหมือนติดอยู่ในวงจรที่ไม่มีทางออก ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
สัญญาณที่ 7: รู้สึกผิดทุกครั้งที่พักผ่อน
แม้ในวันหยุดที่ควรจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรหยุดพัก รู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ รู้สึกว่าการพักผ่อนคือการเสียเวลา ทั้ง ๆ ที่ร่างกายและจิตใจต้องการการพักผ่อนอย่างมาก นี่คือสัญญาณ Burnout ที่พบได้บ่อยมากในคนทำงาน
ทำไม Burnout ถึงเกิดขึ้นง่ายมากในยุคปัจจุบัน
ในยุคสมัยที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่รายได้กลับไม่เพิ่มขึ้นตาม ทำให้หลายคนต้องทำงานหนักขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน หรือรับงานเสริมเพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่าย ความไม่มั่นคงในงานที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการปลดพนักงาน การปรับโครงสร้างองค์กร หรือการนำเทคโนโลยีมาแทนที่แรงงานมนุษย์ ทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นคงและกังวลเรื่องอนาคต
นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยภาพความสำเร็จและชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบของคนอื่น ๆ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เมื่อเราเห็นเพื่อนหรือคนรู้จักโพสต์เรื่องราวความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือเรื่องการท่องเที่ยว ก็ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนเลือกที่จะกดความเหนื่อยล้าและความเครียดทั้งหมดไว้ข้างใน พร้อมกับบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องอดทนสู้ต่อไป ต้องพยายามมากกว่านี้ ต้องทำให้ได้มากกว่านี้ จนลืมที่จะฟังสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจของตัวเอง
วิธีรับมือกับ Burnout โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่
ยอมรับว่าตัวเองกำลังเหนื่อยล้า
การยอมรับความจริงว่าตัวเองกำลังเหนื่อยล้าไม่ใช่ความอ่อนแอหรือความพ่ายแพ้แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม มันคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตใจอย่างแท้จริง เมื่อเรายอมรับได้ว่าตัวเองกำลังมีปัญหา เราจึงจะสามารถหาทางแก้ไขได้อย่างเหมาะสม
ลดความคาดหวังที่มีต่อตัวเองลงบ้าง
ไม่จำเป็นต้องเก่งหรือทำได้ดีทุกวัน บางวันแค่อยู่รอดผ่านไปได้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพราะทุกคนมีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการก้าวไปข้างหน้าในจังหวะของตัวเอง
พักผ่อนโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
การพักไม่ใช่การหนีปัญหาหรือการขี้เกียจ แต่คือการชาร์จพลังให้ตัวเองเพื่อที่จะไปต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกับโทรศัพท์มือถือที่ต้องชาร์จแบตเตอรี่เป็นประจำ ร่างกายและจิตใจของเราก็ต้องการการพักผ่อนเช่นกัน
ค่อย ๆ ปรับจังหวะและวิถีชีวิตทีละเล็กน้อย
Burnout อาจดีขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน ไม่จำเป็นต้องลางานยาว ลาออกจากงาน หรือเปลี่ยนงานใหม่เสมอไป อาจเริ่มจากการตั้งขอบเขตเวลาทำงานที่ชัดเจน หาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบสัปดาห์ละครั้ง หรือแค่ใช้เวลาสักสิบนาทีต่อวันในการนั่งเงียบ ๆ ไม่ทำอะไรเลย

Burnout ไม่ใช่เรื่องของคนอ่อนแอ
Burnout ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ หรือทำงานไม่ดีแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม Burnout มักเกิดขึ้นกับคนที่พยายามมากเกินไปและทุ่มเทอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน เกิดขึ้นกับคนที่รับผิดชอบสูง คนที่ใส่ใจในงานที่ทำ และคนที่อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้า ว่างเปล่า หรือหมดไฟในการทำงานและการใช้ชีวิต นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณไม่ได้เผชิญกับปัญหานี้อยู่คนเดียว ยังมีคนอีกมากมายที่พร้อมรับฟังและช่วยเหลือคุณ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อคุณต้องการ