0%
Advertisement
บทความบรรณาธิการ ไลฟ์สไตล์

Burnout อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เงียบกว่าและสะสมโดยไม่รู้ตัว

PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส กองบรรณาธิการ
11 ธันวาคม 2568
อ่าน 7 นาที
25
Burnout อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เงียบกว่าและสะสมโดยไม่รู้ตัว
PRNEWSPLUS.COM

สรุปเนื้อหา

Burnout แบบไม่รู้ตัว: เมื่อความเหนื่อยล้ากลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันหลายคนมักเข้าใจว่า Burnout หรือภาวะหมดไฟ คืออาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการทำงานหนักมากเกินไป จนร่างกายหรือจิตใจรับไม่ไหวและล้มป่วยลงในที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว Burnout มักไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันทีทันใด...

Burnout แบบไม่รู้ตัว: เมื่อความเหนื่อยล้ากลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

หลายคนมักเข้าใจว่า Burnout หรือภาวะหมดไฟ คืออาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการทำงานหนักมากเกินไป จนร่างกายหรือจิตใจรับไม่ไหวและล้มป่วยลงในที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว Burnout มักไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันทีทันใด หากแต่มันค่อย ๆ สะสมอย่างเงียบ ๆ ทีละเล็กทีละน้อย โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งความเหนื่อยล้านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว

คุณอาจยังคงตื่นขึ้นมาไปทำงานได้ทุกวันเหมือนเดิม ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่มีปัญหาอะไร และยังคงทำหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ลึก ๆ ข้างในจิตใจกลับรู้สึกว่างเปล่า เหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก และไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบเหมือนเดิมอีกต่อไป อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ Burnout แบบไม่รู้ตัว ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับคนทำงานจำนวนมากในยุคปัจจุบัน

Burnout คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

Burnout หรือภาวะหมดไฟ คือภาวะที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้าอย่างหนักจากความเครียดที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน โดยไม่จำเป็นต้องเกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเรา

ปัจจัยแรกคือความกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี ทำให้หลายคนต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ปัจจัยที่สองคือความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่รู้ว่าวันไหนจะถูกเลิกจ้างหรือถูกลดเงินเดือน ปัจจัยที่สามคือความคาดหวังจากสังคมและครอบครัวที่กดดันให้เราต้องประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือเรื่องครอบครัว และปัจจัยสุดท้ายคือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จก็รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าและยังทำได้ไม่ดีพอ

เมื่อความเครียดจากปัจจัยเหล่านี้ถูกสะสมไว้โดยไม่ได้รับการจัดการหรือระบายออกอย่างเหมาะสม Burnout จึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ภายในจิตใจ โดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

7 สัญญาณ Burnout แบบไม่รู้ตัว ที่คนทำงานมักมองข้ามไป

สัญญาณที่ 1: เหนื่อยตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานหนักอะไรเลย

แม้ว่าจะนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละคืน นอนครบ 7-8 ชั่วโมงตามที่แนะนำ แต่ยังคงรู้สึกหมดแรงและอ่อนเพลียตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า รู้สึกเหมือนแบตเตอรี่ไม่เคยเต็มสักที นี่คือความเหนื่อยล้าทางจิตใจที่แตกต่างจากความเหนื่อยทางร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่าจะพักผ่อนมากแค่ไหนก็ไม่หายเหนื่อย

สัญญาณที่ 2: ไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ

กิจกรรมต่าง ๆ งานอดิเรก หรือความบันเทิงที่เคยสร้างความสุขและความสนุกสนานให้กับชีวิต กลับไม่ให้ความรู้สึกเหมือนเดิมอีกต่อไป ทำไปก็เฉย ๆ ไม่รู้สึกอะไร ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือออกไปเที่ยวกับเพื่อน ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายไปหมด

สัญญาณที่ 3: ทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเองเลย

ยังคงสามารถทำหน้าที่และความรับผิดชอบได้ตามปกติเหมือนเดิม ส่งงานได้ตรงเวลา ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ แต่ไม่รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ มีคุณค่า หรือทำได้ดีแต่อย่างใด รู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย

สัญญาณที่ 4: หงุดหงิดและโมโหง่ายกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

อารมณ์แปรปรวนและควบคุมได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่น่าจะเป็นปัญหากลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน รู้สึกหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ระเบิดอารมณ์ใส่คนรอบข้างโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็รู้สึกผิดภายหลัง

สัญญาณที่ 5: ผัดวันประกันพรุ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือไม่อยากทำงาน แต่เป็นเพราะไม่มีพลังใจและแรงจูงใจที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย รู้สึกว่าทุกอย่างหนักเกินไป แม้แต่เรื่องง่าย ๆ ก็รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จึงเลือกที่จะผัดวันประกันพรุ่งออกไปเรื่อย ๆ

สัญญาณที่ 6: รู้สึกว่าชีวิตวนลูปซ้ำ ๆ เดิม ๆ ไม่ไปไหน

ตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน แล้วก็นอน วนเวียนอยู่แบบนี้ทุกวัน โดยไม่รู้สึกว่าชีวิตกำลังก้าวหน้าหรือมีความหมายอะไร รู้สึกเหมือนติดอยู่ในวงจรที่ไม่มีทางออก ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

สัญญาณที่ 7: รู้สึกผิดทุกครั้งที่พักผ่อน

แม้ในวันหยุดที่ควรจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรหยุดพัก รู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ รู้สึกว่าการพักผ่อนคือการเสียเวลา ทั้ง ๆ ที่ร่างกายและจิตใจต้องการการพักผ่อนอย่างมาก นี่คือสัญญาณ Burnout ที่พบได้บ่อยมากในคนทำงาน

ทำไม Burnout ถึงเกิดขึ้นง่ายมากในยุคปัจจุบัน

ในยุคสมัยที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่รายได้กลับไม่เพิ่มขึ้นตาม ทำให้หลายคนต้องทำงานหนักขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน หรือรับงานเสริมเพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่าย ความไม่มั่นคงในงานที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการปลดพนักงาน การปรับโครงสร้างองค์กร หรือการนำเทคโนโลยีมาแทนที่แรงงานมนุษย์ ทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นคงและกังวลเรื่องอนาคต

นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยภาพความสำเร็จและชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบของคนอื่น ๆ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เมื่อเราเห็นเพื่อนหรือคนรู้จักโพสต์เรื่องราวความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือเรื่องการท่องเที่ยว ก็ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนเลือกที่จะกดความเหนื่อยล้าและความเครียดทั้งหมดไว้ข้างใน พร้อมกับบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องอดทนสู้ต่อไป ต้องพยายามมากกว่านี้ ต้องทำให้ได้มากกว่านี้ จนลืมที่จะฟังสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจของตัวเอง

วิธีรับมือกับ Burnout โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่

ยอมรับว่าตัวเองกำลังเหนื่อยล้า

การยอมรับความจริงว่าตัวเองกำลังเหนื่อยล้าไม่ใช่ความอ่อนแอหรือความพ่ายแพ้แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม มันคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตใจอย่างแท้จริง เมื่อเรายอมรับได้ว่าตัวเองกำลังมีปัญหา เราจึงจะสามารถหาทางแก้ไขได้อย่างเหมาะสม

ลดความคาดหวังที่มีต่อตัวเองลงบ้าง

ไม่จำเป็นต้องเก่งหรือทำได้ดีทุกวัน บางวันแค่อยู่รอดผ่านไปได้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพราะทุกคนมีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการก้าวไปข้างหน้าในจังหวะของตัวเอง

พักผ่อนโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

การพักไม่ใช่การหนีปัญหาหรือการขี้เกียจ แต่คือการชาร์จพลังให้ตัวเองเพื่อที่จะไปต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกับโทรศัพท์มือถือที่ต้องชาร์จแบตเตอรี่เป็นประจำ ร่างกายและจิตใจของเราก็ต้องการการพักผ่อนเช่นกัน

ค่อย ๆ ปรับจังหวะและวิถีชีวิตทีละเล็กน้อย

Burnout อาจดีขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน ไม่จำเป็นต้องลางานยาว ลาออกจากงาน หรือเปลี่ยนงานใหม่เสมอไป อาจเริ่มจากการตั้งขอบเขตเวลาทำงานที่ชัดเจน หาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบสัปดาห์ละครั้ง หรือแค่ใช้เวลาสักสิบนาทีต่อวันในการนั่งเงียบ ๆ ไม่ทำอะไรเลย

Burnout ไม่ใช่เรื่องของคนอ่อนแอ

Burnout ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ หรือทำงานไม่ดีแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม Burnout มักเกิดขึ้นกับคนที่พยายามมากเกินไปและทุ่มเทอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน เกิดขึ้นกับคนที่รับผิดชอบสูง คนที่ใส่ใจในงานที่ทำ และคนที่อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้า ว่างเปล่า หรือหมดไฟในการทำงานและการใช้ชีวิต นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณไม่ได้เผชิญกับปัญหานี้อยู่คนเดียว ยังมีคนอีกมากมายที่พร้อมรับฟังและช่วยเหลือคุณ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อคุณต้องการ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 ข่าวนี้เกี่ยวกับอะไร?

Burnout แบบไม่รู้ตัว: เมื่อความเหนื่อยล้ากลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันหลายคนมักเข้าใจว่า Burnout หรือภาวะหมดไฟ คืออาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการทำงานหนักมากเกินไป จนร่างกายหรือจิตใจรั...

2 ใครเป็นผู้เผยแพร่ข่าวนี้?

ข่าวนี้เผยแพร่โดย กองบรรณาธิการ ผ่านทาง PRNewsPlus พีอาร์นิวส์พลัส ศูนย์รวมข่าวประชาสัมพันธ์ชั้นนำของประเทศไทย

3 ข่าวนี้อยู่ในหมวดหมู่อะไร?

ข่าวนี้อยู่ในหมวดหมู่ "ไลฟ์สไตล์" ท่านสามารถอ่านข่าวอื่นๆ ในหมวดนี้ได้ที่ PRNewsPlus พีอาร์นิวส์พลัส

4 ข่าวนี้เผยแพร่เมื่อไหร่?

ข่าวนี้เผยแพร่เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 และมีผู้อ่านแล้ว 25 ครั้ง

แชร์:
Advertisement

คัดลอกลิงก์สำเร็จ!

คัดลอกลิงก์พร้อมข้อความแล้ว
นำไปแชร์ต่อได้เลย

เชื่อมั่นโดย:
SSL Secured
Verified News

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์ อ่านนโยบายคุกกี้