6.3 ล้านบัญชีภายใน 4 ปี — ตัวเลขนี้บอกว่าคนไทยหลงรัก BNPL ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง มากแค่ไหน และนั่นคือเหตุผลที่กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องรีบจัดการ ร่างหลักเกณฑ์ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ 16 ต.ค. – 15 พ.ย. 2569 กำหนดกรอบชัดเจน: วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ยสูงสุด 15% ต่อปี และข้อมูลต้องส่งเข้าเครดิตบูโร แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ บทความนี้สรุปว่าคนที่กำลังใช้บริการอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างไร
ทำไม BNPL ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ถึงโตเร็วจนรัฐต้องแตะเบรก
ลองนึกภาพนี้: ปี 2564 คนไทยมีบัญชี BNPL รวมกันแค่ราว 6.2 แสนบัญชี แต่พอถึงปี 2568 ตัวเลขพุ่งไปถึง 6.3 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าใน 4 ปี
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น: ในช่วงปี 2568 บัญชี BNPL เติบโต 28.3% ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันโตแค่ 3.9% และบัตรเครดิตโตเพียง 1.3% มันไม่ใช่แค่กระแส — มันคือพฤติกรรมการเงินที่เปลี่ยนไปจริง
ธปท. ชี้ว่าสาเหตุที่ BNPL ขยายตัวเร็วมากมาจากการ "สะดวกเกินไป" อนุมัติไวโดยไม่ต้องพิสูจน์รายได้ฝังอยู่ในขั้นตอนจ่ายเงินของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้คนคลิกแล้วติดหนี้โดยไม่ทันรู้สึกตัว ความสะดวกนี้เองที่ทำให้ผู้บริโภคให้น้ำหนักแค่ "ค่างวดต่อเดือนถูก" แต่ไม่ได้นึกถึงภาระหนี้รวมทั้งหมด
5 สาระสำคัญของร่างกฎ BNPL
ร่างหลักเกณฑ์ที่เปิดรับฟังความเห็นอยู่นี้ มีหัวใจหลัก 5 ข้อ:
- อายุผู้ใช้: ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
- วงเงินสินเชื่อ: ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ผ่อนสูงสุด 6 เดือน
- เพดานดอกเบี้ย: รวมค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปี
- ห้ามแปลงเป็นเงินสด: วงเงิน BNPL ใช้ซื้อสินค้า/บริการเท่านั้น เปลี่ยนเป็นเงินสดไม่ได้
- เข้าเครดิตบูโร: ผู้ให้บริการต้องส่งข้อมูลหนี้ให้บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ
- ต้องมีใบอนุญาต: ผู้ประกอบธุรกิจ BNPL ต้องขอใบอนุญาตเฉพาะประเภทนี้โดยตรง
เปรียบเทียบเพดานดอกเบี้ย BNPL กับสินเชื่อประเภทอื่น
จุดขายสำคัญของร่างกฎนี้คือ ดอกเบี้ยสูงสุด 15% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าสินเชื่อทุกประเภทที่มีอยู่ในตลาด ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้:
| ประเภทสินเชื่อ | อัตราดอกเบี้ย/ต้นทุนสูงสุด (% ต่อปี) |
|---|---|
| BNPL (ร่างใหม่) | 15% |
| บัตรเครดิต | 16% |
| สินเชื่อส่วนบุคคล (มีทะเบียนรถเป็นประกัน) | 24% |
| สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน | 25% |
| นาโนไฟแนนซ์ | 33% |
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าร่างนี้บังคับใช้จริง BNPL จะกลายเป็นสินเชื่อที่ "ถูกที่สุด" ในบรรดาสินเชื่อไม่มีหลักประกันทั้งหมด ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคที่เคยถูกเก็บค่าธรรมเนียมแฝงสูงกว่านี้มาก
ผู้ใช้ BNPL อยู่ตอนนี้ — ใครได้ ใครเสีย?
ฝั่งได้ประโยชน์
คนที่เคยใช้ BNPL แล้วโดนเก็บค่าธรรมเนียมบวกดอกเบี้ยรวมกันเกิน 15% ต่อปี จะได้รับความคุ้มครองทันทีที่กฎบังคับใช้ นอกจากนี้ยังมีกรอบกฎหมายชัดเจนว่าผู้ให้บริการทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ผู้บริโภครู้สิทธิของตัวเองมากขึ้น
ฝั่งที่เป็นภาระเพิ่ม
ประวัติการชำระจะถูกบันทึก: นี่คือเรื่องใหม่สำหรับคนใช้ BNPL เดิมที BNPL ในไทยส่วนใหญ่ยังไม่ส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโร ทำให้คนรู้สึกว่า "ค้างชำระก็ไม่เป็นไร" แต่เมื่อกฎใหม่บังคับให้ส่งข้อมูล การผิดนัดชำระ BNPL จะกระทบคะแนนเครดิต ส่งผลโดยตรงต่อการขอสินเชื่อในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือบัตรเครดิต
อ่านต่อเรื่องนี้5 รูรั่วทางการเงินที่ทำให้คนไทยจนปลายเดือน ทั้งที่รายได้ไม่น้อย
วงเงินถูกปรับลด: ผู้ที่ได้วงเงิน BNPL เกิน 20,000 บาทจากแพลตฟอร์มที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎบังคับ เมื่อกฎใช้จริงวงเงินจะถูกปรับให้อยู่ในเพดานใหม่
อายุต่ำกว่า 20 ปีใช้ไม่ได้: กลุ่มวัยรุ่นที่เป็นฐานผู้ใช้สำคัญของแพลตฟอร์ม BNPL หลายเจ้าจะต้องหยุดใช้บริการ ถ้าร่างนี้ผ่านตามที่เสนอ
เข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น: ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า เมื่อผู้ให้บริการต้องรับผิดชอบมากขึ้นทั้งเรื่องใบอนุญาตและการส่งข้อมูลเครดิตบูโร พวกเขาจะเข้มงวดในการอนุมัติมากขึ้น กลุ่มที่เคยได้รับการอนุมัติง่าย ๆ อาจถูกปฏิเสธมากกว่าเดิม
เส้นทางต่อจากนี้: ยังต้องรอ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันชัดเจนว่า ขณะนี้ทุกอย่างยังเป็นแค่ ร่าง ที่อยู่ในกระบวนการรับฟังความเห็น ยังไม่มีผลบังคับใช้แม้แต่วันเดียว ใครที่มีความเห็นหรืออยากร่วมกำหนดทิศทางกฎนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ ธปท. ที่ www.bot.or.th หรือระบบกลางทางกฎหมาย
หลังปิดรับความเห็น 15 พ.ย. 2569 ธปท. และกระทรวงการคลังจะนำทุกเสียงไปสรุปก่อนกำหนดวันประกาศใช้จริง ซึ่งยังไม่มีกำหนดที่ชัดเจน
ช่วงก่อนกฎมีผล ยอดหนี้คงค้างและประวัติการชำระตรงเวลาคือสองเรื่องที่จะติดตัวผู้ใช้ BNPL ไปในระบบเครดิตบูโรที่เข้มงวดขึ้น

