สงครามอิหร่าน 2569 เริ่มต้นอย่างไร?
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของอิหร่าน นับเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางในรอบหลายทศวรรษ และส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงไทยทันที ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนเกิดสงคราม และยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องตามพัฒนาการของสถานการณ์
ทำไมสงครามอิหร่านถึงกระทบราคาน้ำมันไทย?
อิหร่านเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก โดยผลิตน้ำมันวันละประมาณ 3 ล้านบาร์เรล และส่งออกวันละ 1.6 ล้านบาร์เรล เมื่อเกิดสงครามและการส่งออกหยุดชะงัก ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงทันที ราคาจึงพุ่งสูงขึ้น 5–10% ในทันที นอกจากนี้อิหร่านยังประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของน้ำมันที่ซื้อขายกันทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเกิดความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง
ผลกระทบต่อไทยโดยตรง 5 ด้าน
ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงมาก ทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้น ผลกระทบที่ตามมามีอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่
ด้านแรก ราคาน้ำมันในประเทศพุ่งสูง ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลขายปลีกในไทยปรับขึ้นตามทันที ประชาชนรับภาระโดยตรงจากค่าเดินทางและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ด้านที่สอง ต้นทุนสินค้าและบริการสูงขึ้น ราคาพลังงานที่แพงขึ้นส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์ทุกประเภท ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตาม
ด้านที่สาม ตลาดหุ้นไทยผันผวน ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ร่วงหนักถึง 61.75 จุด หรือราว 4% ในวันเปิดทำการแรกหลังเกิดสงคราม จากแรงเทขายของนักลงทุนที่ตื่นตระหนก
ด้านที่สี่ การส่งออกได้รับผลกระทบ ต้นทุนการขนส่งทางเรือเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเส้นทางหลายเส้นต้องเบี่ยงหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย
ด้านที่ห้า เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แม้ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่หากสงครามยืดเยื้อ แรงกดดันด้านราคาพลังงานอาจดันเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจประเมิน 3 สถานการณ์ที่เป็นไปได้ ฉากทัศน์แรกคือสงครามยุติเร็ว หากเจรจาสำเร็จและสงครามสิ้นสุดภายใน 1–2 เดือน ราคาน้ำมันจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในวงจำกัด ฉากทัศน์ที่สองคือสงครามยืดเยื้อ 3–6 เดือน ราคาน้ำมันอาจแตะ 120–130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบ GDP ไทยลดลง 0.5–1.0% ฉากทัศน์ที่สามคือสงครามบานปลาย หากซาอุดีอาระเบีย UAE หรือประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นเข้าร่วมความขัดแย้ง ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง
รัฐบาลไทยรับมืออย่างไร?
รัฐบาลไทยเพิ่งอนุมัติมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน 7 ขั้นตอน รวมถึงการปรับเพิ่มสำรองน้ำมันฉุกเฉินจาก 65 วัน เป็น 95 วัน เพื่อป้องกันภาวะน้ำมันขาดแคลนเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม ประชาชนไทยกว่า 78.91% ยังคงกังวลว่าการสู้รบจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามผลสำรวจของสวนดุสิตโพลที่สำรวจระหว่างวันที่ 3–6 มีนาคม 2569
ประชาชนรับมืออย่างไรในช่วงนี้?
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ สิ่งที่ประชาชนทั่วไปทำได้เพื่อลดผลกระทบ ได้แก่ การประหยัดการใช้น้ำมันด้วยวิธีต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว การวางแผนการเงินรองรับค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อวางแผนได้ทันท่วงที และสำหรับธุรกิจ ควรพิจารณาทำสัญญาซื้อน้ำมันล่วงหน้าหรือป้องกันความเสี่ยงด้านราคา (Hedging) ไว้บ้าง
สรุป: ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุมของไทย แต่การติดตามข้อมูลอย่างถูกต้องและรวดเร็ว จะช่วยให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจรับมือและปรับตัวได้ทันก่อนที่ผลกระทบจะลุกลาม ติดตามข่าวสารพลังงาน เศรษฐกิจ และธุรกิจได้ที่ PRNewsPlus.com แพลตฟอร์มข่าวประชาสัมพันธ์ที่อัปเดตทุกวัน