🎗 ขอน้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 🎗
0%
Advertisement
บทความบรรณาธิการ สุขภาพ / ความงาม

7 ความเชื่อผิดเรื่องสุขภาพที่คนไทยยังทำอยู่ในปี 2569 — นักโภชนาการและแพทย์ยืนยัน

NEW
PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส กองบรรณาธิการ
11 กรกฎาคม 2569 20:41 น. อ่าน 6 นาที
11
7 ความเชื่อผิดเรื่องสุขภาพที่คนไทยยังทำอยู่ในปี 2569 — นักโภชนาการและแพทย์ยืนยัน
PRNEWSPLUS.COM

สรุปเนื้อหา

โซเชียลมีเดียแชร์สูตรสุขภาพวันละร้อยโพสต์ — แต่มีกี่อย่างที่เป็นความจริง? ในปี 2569 แพทย์และนักโภชนาการไทยยืนยันตรงกันว่า ความเชื่อผิดเรื่องสุขภาพ ยังฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของคนไทย บางอย่างไม่ได้ผล บางอย่างอันตรายกว่าที่คิด และทั้งหมดนี้เกิดจากข้อมูลที่ "แชร์ต่อ"...

โซเชียลมีเดียแชร์สูตรสุขภาพวันละร้อยโพสต์ — แต่มีกี่อย่างที่เป็นความจริง? ในปี 2569 แพทย์และนักโภชนาการไทยยืนยันตรงกันว่า ความเชื่อผิดเรื่องสุขภาพ ยังฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของคนไทย บางอย่างไม่ได้ผล บางอย่างอันตรายกว่าที่คิด และทั้งหมดนี้เกิดจากข้อมูลที่ "แชร์ต่อ" โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

ทำไมความเชื่อผิดเรื่องสุขภาพถึงยังอยู่รอด?

ยุคที่ข้อมูลเข้าถึงง่าย กลับไม่ได้แปลว่าข้อมูลถูกต้องเสมอไป เพราะเนื้อหาที่ "เชื่อได้" กับเนื้อหาที่ "แชร์เยอะ" คือคนละเรื่องกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพชี้ว่า เทรนด์สุขภาพฮิตหลายอย่างในปัจจุบันส่งผลเสียมากกว่าผลดี ตั้งแต่เสี่ยงท้องอืด กระทบอวัยวะภายใน ไปจนถึงเป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหาร ถึงเวลาแล้วที่จะแยกแยะความจริงออกจากกระแส

7 ความเชื่อผิดเรื่องสุขภาพ ที่แพทย์อยากให้คุณรู้

1. "ดีท็อกซ์ = ล้างสารพิษออกจากร่างกาย"

นี่คือความเชื่อที่ขายได้ดีที่สุดในโลกสุขภาพ แต่ โรงพยาบาลสมิติเวชยืนยันชัดเจน ว่าร่างกายมนุษย์มีกลไกกำจัดสารพิษผ่านตับและไตโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ที่ขายออนไลน์ไม่สามารถขับพิษออกจากร่างกายได้แต่อย่างใด

นพ.ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ (หมอโอ๊ค) เตือนว่า อาหารเสริมที่อ้างว่าดีท็อกซ์ตับและลำไส้บางชนิดอาจแอบใส่สารขับถ่าย ถ้ากินระยะยาวจะทำให้ลำไส้ "ชา" จนขับถ่ายเองไม่ได้อีกต่อไป

ความจริงที่ต้องรู้ คือการดีท็อกซ์แบบถ่ายอุจจาระอาจทำให้รู้สึกเบาตัว แต่ ไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกิน แม้แต่กรัมเดียว

2. "ไขมัน = ตัวร้าย ทำให้อ้วน"

ความเชื่อนี้มาจากยุค 1980s และล้าสมัยไปนานมากแล้ว ไทยรัฐรายงานว่า สิ่งที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มคือ แคลอรีส่วนเกิน ไม่ใช่ไขมันโดยตัวมันเอง

ร่างกายจะเปลี่ยนแคลอรีส่วนเกินไปเก็บเป็นไขมัน ไม่ว่าแคลอรีนั้นจะมาจากโปรตีน คาร์บ หรือไขมันก็ตาม การหลีกเลี่ยงไขมันทุกชนิดจึงไม่ใช่คำตอบ และบางครั้งอาจทำให้กินคาร์บและน้ำตาลมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

3. "คาร์โบไฮเดรตต้องตัดทิ้งทั้งหมด"

คาร์บไม่ใช่ศัตรู แต่ ประเภทของคาร์บต่างหากที่สำคัญ นพ.นันทพล (Doctor Top Longevity) อธิบายว่า "ถ้าสุขภาพดีและอยากออกกำลังกาย การเลือกคาร์บก็มี Good Carb กับ Bad Carb — แต่ถ้าเป็นเบาหวาน ความดัน ไขมัน สิ่งที่ต้องลดก่อนเลยคือคาร์โบไฮเดรต"

คาร์บที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี ผักและผลไม้ คือแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับทั้งร่างกายและสมอง สิ่งที่ควรจำกัดคือ คาร์บแปรรูป เช่น ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และขนมปังขาว

4. "โปรตีนยิ่งมากยิ่งดี"

กระแสโปรตีนมาแรงมาก แต่นักโภชนาการเตือนว่า ปริมาณโปรตีนที่แนะนำต่อวันอยู่ที่ประมาณ 0.36 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งปอนด์ ไม่ใช่กินให้มากที่สุดเท่าที่กินได้

การเน้นโปรตีนเกินจำเป็นอาจเพิ่มพลังงานสะสมจนเกินและเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหลอดเลือดและโรคหัวใจ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์โปรตีนเสริมไม่ควรใช้แทนมื้ออาหารหลัก เพราะร่างกายยังต้องการผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ดเพื่อให้ได้ใยอาหารและสารอาหารที่หลากหลาย

5. "ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วเป๊ะ"

"8 แก้ว" คือตัวเลขที่คุ้นหูมากที่สุดในโลกสุขภาพ แต่ความจริงคือ ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวสำหรับทุกคน ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการแต่ละวันขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว กิจกรรมที่ทำ สภาพอากาศ และสุขภาพของแต่ละบุคคล

คนที่ออกกำลังกายหนักหรืออยู่กลางแดดร้อนย่อมต้องการน้ำมากกว่าคนที่นั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวัน การฝืนดื่มน้ำให้ครบ 8 แก้วโดยไม่รู้สึกกระหายจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

6. "วิตามินซีป้องกันหวัดได้ 100%"

วิตามินซีมีประโยชน์จริง แต่ ไม่ใช่เกราะกันหวัดร้อยเปอร์เซ็นต์ รามาแชนแนลระบุว่าวิตามินซีช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและอาจลดความรุนแรงของอาการหวัดได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์

ทีมนักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ แนะนำว่า การรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน จะช่วยให้ได้รับวิตามินซีที่เพียงพอ ประมาณ 210–280 มิลลิกรัม โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมเม็ดราคาแพง

7. "อดอาหารหนักหรือทำ IF ผิดวิธี ก็ลดน้ำหนักได้"

Intermittent Fasting (IF) หรือการอดอาหารเป็นช่วงเวลา เป็นวิธีที่มีงานวิจัยรองรับ แต่การทำผิดวิธีคืออีกเรื่องหนึ่ง SCMC Clinic ชี้ว่าการอดอาหารหนักเกินไปจนหิวสะสม มักจบด้วยการ "หลุด" กินหนักมาก และน้ำหนักเด้งกลับในภายหลัง

นอกจากนี้ การทำ IF ผิดวิธีอาจทำให้อดอาหารนานจนร่างกายขาดสารอาหาร หรือตรงกันข้าม กินมากเกินไปในช่วงเวลาที่เปิด เพราะรู้สึกว่า "ต้องรีบกินให้ทัน" ผลลัพธ์จึงกลับตาลปัตรกับที่ตั้งใจ

อ่านต่อเรื่องนี้WHOOP คุ้มค่าแค่ไหน? ถอดต้นทุนจริง 1–3 ปี และใครควร (หรือไม่ควร) สมัครสมาชิก

เปรียบเทียบ: ความเชื่อผิด vs. ข้อเท็จจริงที่แพทย์ยืนยัน

ความเชื่อที่พบบ่อย ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญ
ดีท็อกซ์ล้างพิษออกจากร่างกายได้ ตับและไตทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ไม่มีหลักฐานรองรับ
ไขมันทำให้อ้วน แคลอรีส่วนเกินต่างหากที่ทำให้อ้วน ไม่ใช่ไขมันโดยตรง
ต้องตัดคาร์บทั้งหมด คาร์บดีจากธัญพืชไม่ขัดสียังจำเป็นสำหรับพลังงาน
โปรตีนยิ่งมากยิ่งดี ปริมาณที่แนะนำ ~0.36 กรัม/ปอนด์ เกินนั้นเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
ต้องดื่มน้ำ 8 แก้วทุกวัน ความต้องการน้ำแตกต่างตามน้ำหนัก กิจกรรม และสภาพอากาศ
วิตามินซีป้องกันหวัดได้ 100% ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ไม่ป้องกันหวัดได้ทั้งหมด
อดอาหาร/IF ทุกแบบได้ผลเสมอ IF ผิดวิธีเสี่ยงขาดสารอาหารและน้ำหนักเด้งกลับ

สัญญาณเตือน: เมื่อไรควรระวังข้อมูลสุขภาพในโซเชียล

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตั้งคำถามทุกครั้งที่เห็นข้อมูลสุขภาพที่ "ฟังดูดีเกินไป" โดยเฉพาะเมื่อ:

  • อ้างว่าผลลัพธ์มาเร็วโดยไม่ต้องออกกำลังกาย
  • โปรโมทผลิตภัณฑ์หรืออาหารเสริมคู่กับข้อมูลสุขภาพ
  • ไม่อ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่ตรวจสอบได้
  • มีปัญหาการนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่ทำตามคำแนะนำโซเชียล

Key message จากผู้เชี่ยวชาญชัดเจน: ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องควรมาจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่จากกระแสโซเชียล และการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนไม่มีทางลัด ผลลัพธ์ที่ดูเร็วมักไม่คงทน และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

แหล่งอ้างอิง

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 ดีท็อกซ์ด้วยการถ่ายอุจจาระช่วยเผาผลาญไขมันได้ไหม?

ไม่ได้ การดีท็อกซ์แบบนี้อาจทำให้รู้สึกเบาตัว แต่ไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายเลย และหากกินอาหารเสริมที่มีสารขับถ่ายเป็นเวลานาน อาจทำให้ลำไส้ชาจนขับถ่ายเองไม่ได้

2 ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมต่อวันควรกินเท่าไร?

นักโภชนาการแนะนำที่ประมาณ 0.36 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งปอนด์ต่อวัน การกินโปรตีนมากเกินจำเป็นไม่ได้ให้ผลดีเพิ่ม และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหลอดเลือดและโรคหัวใจ

3 กินผักผลไม้วันละกี่กรัมถึงจะได้วิตามินซีเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม?

ทีมนักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ระบุว่าการกินผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน จะให้วิตามินซีประมาณ 210–280 มิลลิกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับความต้องการของร่างกาย

4 การทำ IF ผิดวิธีมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ความเสี่ยงหลักคือสองขั้วตรงข้าม คืออดนานเกินไปจนขาดสารอาหาร หรือกินมากเกินไปในช่วงที่เปิดมื้อเพราะรู้สึกว่าต้องรีบกินให้ทัน ผลคือน้ำหนักอาจเด้งกลับหลังหยุดทำ

5 คาร์โบไฮเดรตประเภทไหนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กินหรือเลี่ยง?

คาร์บที่ดี ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี ผักและผลไม้ ส่วนที่ควรจำกัดคือคาร์บแปรรูป เช่น ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และขนมปังขาว ทั้งนี้ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล

แชร์:
11 ครั้ง 1 ชั่วโมงที่แล้ว เผยแพร่ทันที

อยากเผยแพร่ข่าวของคุณบ้าง?

ลงข่าวแรกฟรี 1 ชิ้น • เผยแพร่ทันที • Do-Follow backlink

Advertisement
โฆษณา
ลงโฆษณาที่นี่
728 x 90
ติดต่อเรา

คัดลอกลิงก์สำเร็จ!

คัดลอกลิงก์พร้อมข้อความแล้ว
นำไปแชร์ต่อได้เลย

เชื่อมั่นโดย:
SSL Secured
Verified News

แจ้งให้ทราบ — เราใช้ Google Analytics เพื่อปรับปรุงประสบการณ์บริการ ดูรายละเอียด