PR+
NEWSPLUS
Business & Lifestyle News
0%
Advertisement
บทความบรรณาธิการ ไลฟ์สไตล์

ฮีลใจแบบไม่ต้องเสียเงิน: 7 วิธีที่นักจิตวิทยาแนะนำสำหรับคนเครียดสะสมแต่ไม่มีเวลาไปหาหมอ

NEW
PRNewsPlus พีอาร์นิวพลัส กองบรรณาธิการ
26 กันยายน 2569 18:00 น. อ่าน 6 นาที
16
ฮีลใจแบบไม่ต้องเสียเงิน: 7 วิธีที่นักจิตวิทยาแนะนำสำหรับคนเครียดสะสมแต่ไม่มีเวลาไปหาหมอ
PRNEWSPLUS.COM

สรุปเนื้อหา

คนไทยกว่า 4.4 ล้านคน เผชิญปัญหาสุขภาพจิตภายในระยะเวลาเพียง 12 เดือน — แต่กี่คนกันที่ได้ไปหาหมอจริงๆ? สำหรับคนที่งานล้น เวลาไม่มี และกระเป๋าไม่หนา การ ฮีลใจแบบไม่ต้องเสียเงิน ด้วยวิธีที่นักจิตวิทยายืนยันแล้วว่าได้ผลคือคำตอบที่ใกล้มือที่สุด ไม่ต้องนัดหมอ ไม่ต้องรอคิว...

คนไทยกว่า 4.4 ล้านคน เผชิญปัญหาสุขภาพจิตภายในระยะเวลาเพียง 12 เดือน — แต่กี่คนกันที่ได้ไปหาหมอจริงๆ? สำหรับคนที่งานล้น เวลาไม่มี และกระเป๋าไม่หนา การ ฮีลใจแบบไม่ต้องเสียเงิน ด้วยวิธีที่นักจิตวิทยายืนยันแล้วว่าได้ผลคือคำตอบที่ใกล้มือที่สุด ไม่ต้องนัดหมอ ไม่ต้องรอคิว ทำได้เลยตอนนี้

ทำไมคนไทยถึงเครียด — และทำไมถึงยังไม่ไปหาหมอ

ข้อมูลจากรายงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง 30 บาท) ปี 2568 ระบุว่า คนไทยถึง 13.4 ล้านคน เคยประสบปัญหาสุขภาพจิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และเมื่อเจาะดูเฉพาะกลุ่มเยาวชนอายุ 18–24 ปี พบว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุด

กรมสุขภาพจิตเก็บข้อมูลตั้งแต่ มกราคม–พฤษภาคม 2568 จากผู้ทำแบบทดสอบ 545,492 คน พบว่า 47,841 คน หรือ 8.77% มีความเครียดสูง และถ้าย้อนไปตั้งแต่ปี 2563–2568 รวมผู้ทำแบบทดสอบกว่า 6.3 ล้านคน มีผู้เสี่ยงซึมเศร้าและเครียดสูงรวมกันทะลุ 1 ล้านคนแล้ว

แล้วทำไมถึงไม่ไปหาหมอ? คำตอบตรงๆ คือ "ไม่มีเวลา" สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง และภัยพิบัติต่างๆ ที่สะสมมาตลอดปี 2568 ทำให้คนไทยจำนวนมากตกอยู่ใน "chronic stress" หรือความเครียดเรื้อรัง โดยที่ยังต้องทำงานต่อไปทุกวัน

นักจิตวิทยาคลินิก Adam Borland, PsyD จาก Cleveland Clinic เตือนว่าความเครียดเรื้อรังไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ แต่นำไปสู่วิตกกังวล ซึมเศร้า และโรคทางกายอย่างโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึง IBS ด้วย

ฮีลใจแบบไม่ต้องเสียเงิน: 7 วิธีที่ได้ผลจริงตามหลักจิตวิทยา

1. หายใจแบบมีสติ — รีเซตร่างกายใน 3 นาที

การหายใจอย่างมีสติคือเครื่องมือที่เร็วและเชื่อถือได้ที่สุดในการปรับระบบประสาทอัตโนมัติ หลักการง่ายๆ คือ หายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้าเสมอ

เทคนิคที่นักจิตวิทยาแนะนำคือ 4-7-8: หายใจเข้า 4 วินาที → กลั้นไว้ 7 วินาที → หายใจออกช้าๆ 8 วินาที ทำซ้ำ 3 รอบ แค่นั้นสมองและร่างกายก็เริ่มสงบลงแล้ว ลองนึกภาพเหมือนกดปุ่ม "pause" ให้กับระบบเตือนภัยในร่างกายที่ทำงานหนักเกินไป

2. เดินสติ 30 นาที — ตัวเลขจาก NIMH และ Stanford

สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐ (NIMH) ระบุชัดว่า การเดินเพียง 30 นาทีต่อวันช่วยเพิ่มอารมณ์และดีต่อสุขภาพโดยรวม และยิ่งถ้าได้เดินในธรรมชาติ งานวิจัยจาก Stanford พบว่า เดิน 10 นาทีในพื้นที่สีเขียวช่วยลดกิจกรรมในส่วนสมองที่เชื่อมโยงกับความคิดเชิงลบซ้ำๆ ได้ถึง 25%

ไม่จำเป็นต้องเดินพร้อมกันทีเดียวครึ่งชั่วโมง NIMH บอกว่าการเดินทีละ 10 นาทีหลายรอบต่อวันนับรวมกันได้ ระหว่างพักกลางวัน หลังกินข้าว หรือก่อนนอน นับทั้งนั้น

3. Grounding 5-4-3-2-1 — ดึงตัวเองออกจากวังวนความคิด

เวลาที่ความวิตกกังวลโถมเข้ามา ให้ลองเทคนิค Grounding ที่นักจิตวิทยานิยมใช้กันมาก วิธีทำคือระบุสิ่งต่างๆ รอบตัวให้ครบ:

  • 5 อย่างที่มองเห็น
  • 4 อย่างที่สัมผัสได้
  • 3 อย่างที่ได้ยิน
  • 2 อย่างที่ได้กลิ่น
  • 1 อย่างที่ชิมรสได้

เหตุผลที่ได้ผลคือการโยกความสนใจจากความคิดวนเวียนไปสู่การรับรู้ทางประสาทสัมผัส ซึ่งกระตุ้นสมองส่วนตรรกะและ "ปิดสวิตช์" การตอบสนองต่อความเครียด เหมือนกับการบังคับให้สมองเปลี่ยนช่อง ออกจากรายการที่กำลังสร้างความกลัวอยู่

4. เขียน Journaling — ระบายออกมาแค่นั้นก็พอ

ไม่ต้องเขียนสวย ไม่ต้องเป็นภาษาทางการ แค่หยิบกระดาษหรือเปิดโน้ตในมือถือ แล้วเทสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาให้หมด การบันทึกความคิดและความรู้สึก หรือแม้แต่เขียนสิ่งที่รู้สึกขอบคุณในวันนั้น ช่วยประมวลอารมณ์ เพิ่มความชัดเจนในใจ และทำให้เห็นรูปแบบของอารมณ์ที่วนซ้ำ

นักจิตวิทยาชี้ว่า Journaling เป็นวิธีปลดปล่อยความเครียดที่ส่วนตัวและราคาถูกที่สุดวิธีหนึ่ง — ค่าใช้จ่ายคือ "เวลา 5 นาทีก่อนนอน" เท่านั้น

5. Progressive Muscle Relaxation (PMR) — คลายความตึงที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย

หลายคนไม่รู้ว่าความเครียดสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ โดยที่เราไม่รู้สึกตัว PMR คือการ เกร็งกล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มอย่างเป็นระบบ แล้วคลายออก เพื่อปลดปล่อยความตึงเครียดทางกายภาพที่สะสม

ลองเริ่มจากปลายเท้าขึ้นมาถึงใบหน้า เกร็งค้างไว้ 5 วินาที แล้วปล่อย สังเกตความแตกต่างระหว่างตึงกับผ่อนคลาย ทำซ้ำจนครบทั้งร่างกาย เป็นเทคนิคที่ดีมากสำหรับทำก่อนนอนหรือหลังวันที่เหนื่อยหนัก

6. Self-Compassion — เปลี่ยนเสียงในหัวให้เป็นมิตร

เสียงวิจารณ์ตัวเองในหัวคือหนึ่งในสิ่งที่เพิ่มความวิตกกังวลโดยที่เราไม่รู้ตัว ลองสังเกตว่าตัวเองพูดกับตัวเองแบบไหน แล้วลองเปลี่ยนเป็นคำพูดให้กำลังใจ เช่น "ฉันทำได้" หรือ "ฉันจะลองดู"

เทคนิคนี้สอดคล้องกับ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ซึ่งนักจิตวิทยานำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการรักษาภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า การเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเองคือก้าวแรกที่ง่ายที่สุดของ CBT ที่ทุกคนทำได้เอง

อ่านต่อเรื่องนี้5 สัญญาณเตือนภาวะเบิร์นเอาต์ ก่อนที่หมอจะวินิจฉัย: เช็กตัวเองใน 2 นาที

7. Disconnect & Social Support — ปิดหน้าจอ แล้วหันหาคน

Cleveland Clinic แนะนำให้ตัดการเชื่อมต่อจากสิ่งรบกวน ทั้งทางกายและจิตใจ แล้วหันมาทำกิจกรรมผ่อนคลายที่ใช้สมาธิ เช่น ทำปริศนา อ่านหนังสือ หรือจัดระเบียบสิ่งของ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้สมองได้พักจากกระแสข้อมูลที่ไม่หยุดไหล

และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การระบายกับคนที่ไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก การรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวกับความเครียดนั้นช่วยได้มากกว่าที่คิด

เปรียบเทียบ 7 วิธี: เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์ของคุณ

วิธี เวลาที่ใช้ เหมาะกับสถานการณ์ ทำได้ที่
หายใจ 4-7-8 3–5 นาที เครียดฉับพลัน วิตกกังวล ทุกที่
เดินสติ 10–30 นาที เครียดสะสม อารมณ์หนัก กลางแจ้ง/สวน
Grounding 5-4-3-2-1 2–5 นาที แพนิค/ความคิดวนซ้ำ ทุกที่
Journaling 5–15 นาที อารมณ์ระบาย/ตกตะกอนความคิด บ้าน/ออฟฟิศ
PMR 10–20 นาที ตึงเครียดทางกาย/ก่อนนอน บ้าน
Self-Compassion ทุกเวลา โทษตัวเอง/ขาดความมั่นใจ ทุกที่
Disconnect & สังคม ยืดหยุ่น เหนื่อยสะสม/โดดเดี่ยว บ้าน/กับเพื่อน

เริ่มจากวิธีเดียวพอ — สม่ำเสมอสำคัญกว่าทำครบ

นักวิชาการด้านจิตวิทยาย้ำว่า นิสัยเล็กๆ ที่ทำทุกวันสม่ำเสมอ เช่น หายใจมีสติ เดิน หรือบันทึก ช่วยเพิ่มอารมณ์ พลังงาน และความยืดหยุ่นทางจิตใจ (resilience) ได้โดยไม่ต้องใช้เวลาหรือเงินมาก สิ่งสำคัญไม่ใช่ทำให้ครบทั้ง 7 วิธี แต่คือการเริ่มต้นกับสักหนึ่งอย่างที่รู้สึกว่าทำได้จริงในวันนี้

การดูแลสุขภาพจิตในปี 2569 ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้ป่วยแล้วค่อยหาหมอ แต่คือการผสมเทคนิคที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับเข้ากับชีวิตประจำวันทีละก้าวเล็กๆ และถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้น การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ

แหล่งอ้างอิง

Advertisement

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 เทคนิคหายใจ 4-7-8 ทำแล้วได้ผลจริงไหม ต้องทำบ่อยแค่ไหน?

นักจิตวิทยาระบุว่าการหายใจ 4-7-8 ช่วยปรับระบบประสาทอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็ว ทำเพียง 3 รอบต่อครั้ง และควรทำสม่ำเสมอเมื่อรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวล ไม่มีข้อจำกัดจำนวนครั้งต่อวัน

2 Grounding 5-4-3-2-1 เหมาะกับอาการแบบไหนเป็นพิเศษ?

เหมาะมากสำหรับภาวะแพนิคหรือความคิดวนซ้ำ (rumination) เพราะช่วยโยกสมองออกจากวังวนความคิดไปสู่การรับรู้ทางประสาทสัมผัส ซึ่งกระตุ้นสมองส่วนตรรกะและลดการตอบสนองต่อความเครียดได้ทันที

3 ตัวเลข 8.77% ที่มีความเครียดสูงในคนไทยมาจากการสำรวจไหน?

มาจากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต ช่วง 1 มกราคม – 23 พฤษภาคม 2568 จากผู้เข้าทำแบบทดสอบทั้งหมด 545,492 คน พบผู้มีความเครียดสูง 47,841 คน คิดเป็น 8.77%

4 Progressive Muscle Relaxation (PMR) ต่างจากการยืดเส้นทั่วไปอย่างไร?

PMR เน้นการ 'เกร็งแล้วคลาย' กล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปลายเท้าถึงใบหน้า เพื่อให้รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างสภาวะตึงและผ่อนคลาย เป้าหมายคือปลดปล่อยความตึงเครียดที่สะสมอยู่โดยไม่รู้ตัว ต่างจากการยืดเส้นที่เน้นความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ

5 คนที่เครียดสะสมมานานควรเริ่มจากวิธีไหนก่อน?

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจากวิธีที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเตรียมอะไร เช่น หายใจ 4-7-8 หรือ Grounding 5-4-3-2-1 แล้วค่อยสร้างนิสัยระยะยาวอย่าง Journaling หรือเดินสติ สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอมากกว่าการพยายามทำครบทุกวิธีในคราวเดียว

แชร์:
16 ครั้ง 1 ชั่วโมงที่แล้ว เผยแพร่ทันที

อยากเผยแพร่ข่าวของคุณบ้าง?

ลงข่าวแรกฟรี 1 ชิ้น • เผยแพร่ทันที • Do-Follow backlink

Advertisement
โฆษณา
ลงโฆษณาที่นี่
728 x 90
ติดต่อเรา

คัดลอกลิงก์สำเร็จ!

คัดลอกลิงก์พร้อมข้อความแล้ว
นำไปแชร์ต่อได้เลย

เชื่อมั่นโดย:
SSL Secured
Verified News

แจ้งให้ทราบ — เราใช้ Google Analytics เพื่อปรับปรุงประสบการณ์บริการ ดูรายละเอียด