ในยุคที่แอปสั่งอาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะทำงานยุ่ง ขี้เกียจออกจากบ้าน หรืออยากลองร้านใหม่ๆ การมีแอปดีๆ สักตัวช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก แต่ด้วยตัวเลือกมากมายในตลาด หลายคนอาจสงสัยว่าแอปไหนเหมาะกับตัวเองที่สุด วันนี้เรามาเปรียบเทียบ 4 แอปสั่งอาหารยอดนิยมในประเทศไทยกันแบบละเอียด
เปรียบเทียบ 4 แอปสั่งอาหารยอดนิยม

1. Grab Food
Grab Food เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดแอปสั่งอาหารที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด ด้วยการเชื่อมต่อกับระบบ Grab ที่ครอบคลุมทั้งการเดินทางและการจัดส่ง
ข้อดี:
- ร้านอาหารให้เลือกมากที่สุด ครอบคลุมทั่วประเทศ
- ระบบติดตามไรเดอร์แม่นยำ แสดงเวลาจัดส่งชัดเจน
- สะสมแต้ม GrabRewards แลกส่วนลดได้หลากหลาย
- รองรับการชำระเงินหลายช่องทาง ทั้งเงินสด บัตรเครดิต และ GrabPay
ข้อเสีย:
- ค่าส่งค่อนข้างสูงในช่วงพีค
- ค่าบริการเพิ่มเติม (Platform Fee) อาจทำให้ยอดรวมแพงขึ้น
2. LINE MAN
LINE MAN เป็นแอปสัญชาติไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากควบรวมกับ Wongnai ทำให้มีฐานข้อมูลร้านอาหารกว้างขวางและครอบคลุมทั่วประเทศ
ข้อดี:
- เชื่อมต่อกับ LINE ที่คนไทยใช้งานอยู่แล้ว สะดวกในการสั่งซื้อ
- รีวิวร้านอาหารจาก Wongnai ช่วยตัดสินใจได้ง่าย
- โปรโมชั่นและคูปองส่วนลดออกบ่อย
- พื้นที่ให้บริการครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย
- มีบริการ LINE MAN Mart สั่งของจากร้านสะดวกซื้อได้
ข้อเสีย:
- บางครั้งไรเดอร์ขาดแคลนในช่วงฝนตกหรือเวลาเร่งด่วน
- ราคาอาหารในแอปบางร้านสูงกว่าราคาหน้าร้าน
3. Robinhood
Robinhood เป็นแอปสัญชาติไทยจาก SCB ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด มีจุดขายคือไม่เก็บค่า GP จากร้านค้า ช่วยสนับสนุนร้านอาหารรายเล็ก
ข้อดี:
- ไม่หักค่า GP จากร้านค้า ช่วยสนับสนุนร้านเล็กๆ
- ค่าส่งถูกกว่าแอปอื่นในหลายกรณี
- มีร้านอาหารท้องถิ่นที่ไม่มีในแอปอื่น
- รองรับการใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัส
ข้อเสีย:
- จำนวนร้านอาหารและพื้นที่ให้บริการยังน้อยกว่าคู่แข่งรายใหญ่
- โปรโมชั่นและส่วนลดมีไม่บ่อยเท่าแอปอื่น
4. ShopeeFood
ShopeeFood เป็นบริการสั่งอาหารจากแพลตฟอร์ม Shopee ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยใช้จุดแข็งจากฐานลูกค้า Shopee ที่มีอยู่มหาศาล
ข้อดี:
- เชื่อมต่อกับระบบ Shopee ที่คนไทยคุ้นเคย
- ใช้ Shopee Coin เป็นส่วนลดได้
- มีโปรโมชั่น Flash Sale และส่วนลดค่าส่งบ่อยครั้ง
- รวมร้านอาหารแบรนด์ดังที่มีดีลลดราคาพิเศษสูงถึง 50%
- รองรับการใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัส
ข้อเสีย:
- พื้นที่ให้บริการยังไม่ครอบคลุมเท่า Grab หรือ LINE MAN
- บางพื้นที่ไม่มีบริการในช่วงกลางคืน
- จำนวนร้านอาหารท้องถิ่นยังมีไม่มากเท่าคู่แข่ง
เคล็ดลับประหยัดค่าสั่งอาหาร
การสั่งอาหารออนไลน์บ่อยๆ อาจทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายได้ ลองใช้เคล็ดลับเหล่านี้เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า
- เปรียบเทียบราคาก่อนสั่ง - ร้านเดียวกันอาจมีราคาต่างกันในแต่ละแอป ลองเช็คทุกแอปก่อนตัดสินใจ
- สมัครสมาชิกรายเดือน - หากสั่งบ่อย GrabUnlimited หรือ LINE MAN Plus คุ้มค่ามากเพราะได้ส่วนลดค่าส่งทุกออเดอร์
- จับตาโปรโมชั่น - ติดตาม Flash Sale และคูปองจาก Social Media ของแต่ละแอป โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวันพิเศษ
- สั่งรวมกับเพื่อนหรือครอบครัว - แชร์ค่าส่งเพื่อลดต้นทุนต่อคน ยิ่งสั่งมากยิ่งคุ้ม
- เลือกรับเอง (Self Pick-up) - หลายแอปให้ส่วนลดเพิ่มเมื่อไปรับอาหารเอง เหมาะกับคนที่อยู่ใกล้ร้าน
- ใช้สิทธิ์บัตรเครดิต - หลายธนาคารมีโปรโมชั่นร่วมกับแอปสั่งอาหาร ลดได้ตั้งแต่ 50-100 บาท
- สะสมแต้มและ Coin - อย่าลืมสะสม GrabRewards, LINE Points หรือ Shopee Coin แลกส่วนลดได้ทุกครั้ง

สรุป
การเลือกแอปสั่งอาหารที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละคน หากต้องการความหลากหลายและครอบคลุมทั่วประเทศ Grab Food ตอบโจทย์ที่สุด แต่ถ้าใช้ LINE เป็นประจำและชอบอ่านรีวิว LINE MAN ก็สะดวกไม่แพ้กัน สำหรับคนที่อยากสนับสนุนร้านเล็กๆ และประหยัดค่าส่ง Robinhood เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ และหากใช้ Shopee อยู่แล้ว ShopeeFood ก็ช่วยให้สะสม Coin และใช้ส่วนลดได้คุ้มค่า