สภาพัฒน์ฯ เตือนแรงงานไทยราว 2.2 ล้านคนเสี่ยงตกงานจาก AI ขณะที่แรงงานไทยกว่า 62% ใช้งาน Generative AI ในการทำงานแล้ว และความต้องการทักษะ AI ในตลาดแรงงานพุ่งขึ้นกว่า 100% บทความนี้รวมตัวเลขจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ พร้อมอธิบายว่าตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับคนทำงาน
ทำไมต้องดูสถิติ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
ความกลัวเรื่อง AI แย่งงานมักมาจากข่าวหรือโพสต์ที่แชร์ต่อกันโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน การเข้าใจตัวเลขจริงช่วยให้ประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้แม่นยำกว่าการตื่นตระหนกไปเอง
ตัวเลขจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
สภาพัฒน์ฯ: 2.2 ล้านคนเสี่ยงตกงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกมาเตือนว่าการเข้ามาของ AI ในหลายอุตสาหกรรมทำให้แรงงานไทยราว 2.2 ล้านคนมีความเสี่ยงตกงาน โดยชี้ว่า AI ไม่ได้เพียงแย่งงาน แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบของงานทั้งระบบ คนที่ปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่จะมีโอกาสทำงานร่วมกับ AI ได้ดีขึ้น ขณะที่คนที่ไม่ปรับตัวจะเผชิญความเสี่ยงสูงกว่า
62% ของแรงงานไทยใช้ Generative AI แล้ว ผลสำรวจของ Jobsdb by SEEK พบว่าแรงงานไทยกว่า 62% นำ Generative AI มาใช้ในการทำงาน ส่งผลให้ไทยติดอันดับประเทศที่มีการใช้งาน AI สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สะท้อนว่า AI ไม่ใช่เรื่องอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่คนทำงานไทยจำนวนมากใช้อยู่แล้ว
ความต้องการทักษะ AI พุ่งกว่า 109% รายงานของ Upwork ชี้ว่าตลาดแรงงานมีความต้องการทักษะที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงขึ้นถึง 109% โดยกลุ่มที่ต้องการมากที่สุดคือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์และวิดีโอด้วย AI ที่ความต้องการพุ่งสูงถึง 329% ตัวเลขนี้ชี้ว่าขณะที่งานบางประเภทถูกทดแทน งานใหม่ที่เกี่ยวกับ AI ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน
ช่องว่างทักษะ 67% ขององค์กร ผลสำรวจตลาดแรงงานไทยปี 2569 ระบุว่า 67% ขององค์กรยังมองว่าผู้สมัครขาดทักษะสำคัญที่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะทักษะเฉพาะทางและประสบการณ์ตรง ทำให้หลายองค์กรหันไปเน้นการสรรหาตามทักษะ (skills-based hiring) มากขึ้น
TDRI: AI เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ลงมือทำ" สู่ "ผู้กำกับดูแล" งานวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่าการทดแทนงานด้วย AI ส่งผลกระทบต่องานระดับเริ่มต้นมากกว่างานที่ต้องใช้ประสบการณ์และวิจารณญาณ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เพราะองค์กรลดการรับคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบ
กลุ่มอาชีพที่งานวิจัยชี้ว่าเสี่ยงสูง-ต่ำ
จากข้อมูลข้างต้น กลุ่มที่เสี่ยงสูงคือแรงงานระดับเริ่มต้นที่ทำงานรูทีนซ้ำๆ ส่วนกลุ่มที่ปลอดภัยกว่าคือแรงงานที่มีประสบการณ์เฉพาะทางและทักษะที่ต้องใช้การตัดสินใจซับซ้อน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ TDRI เรียกว่า "Seniority Bias" — องค์กรต้องการคนที่พร้อมตรวจสอบงานที่ AI ทำ มากกว่าคนที่ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับ AI
สิ่งที่สถิติบอกเราเกี่ยวกับ "อาชีพที่ 2"
ตัวเลข 2.2 ล้านคนที่เสี่ยงตกงาน ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะตกงานพร้อมกัน แต่สะท้อนว่าความเสี่ยงมีอยู่จริงและกระจายไปตามประเภทงาน ขณะเดียวกันความต้องการทักษะ AI ที่พุ่งสูงก็เป็นโอกาสสำหรับคนที่เรียนรู้จะใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่กลัวมันอย่างเดียว การมีอาชีพที่ 2 หรือรายได้เสริมที่ใช้ AI ช่วย จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลมากกว่าการรอดูสถานการณ์เฉยๆ